การล้างพิษเมื่อครั้งพุทธกาล

วันที่ 29 กค. พ.ศ.2558

 

การล้างพิษเมื่อครั้งพุทธกาล


            ปัจจุบันการล้างพิษได้รับความนิยมมาก เพราะคนในยุคนี้ค่อนข้างกังวลเรื่องสุขภาพ แต่ความจริงแล้วเรื่องการล้างพิษไม่ได้มีความนิยมแพร่หลายเฉพาะในยุคปัจจุบันเท่านั้น แม้ในครั้งพุทธกาลก็เช่นเดียวกัน


ช่องทางการขับพิษออกจากร่างกาย
    ในสมัยพุทธกาลมีการขับพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีการขับออกทางปัสสาวะ อุจจาระและเหงื่อ


การขับพิษออกจากร่างกายทางปัสสาวะ
                 ก่อนอื่นเราจะต้องดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้สารพิษคั่งค้างในร่างกาย คนในยุคนี้ส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะเร่งรีบ เดี๋ยวประชุม เดี๋ยวเดินทาง กลัวรถติดจะอั้นปัสสาวะลำบากจึงดื่มน้ำน้อยบ้าง อั้นปัสสาวะบ้าง ผลก็คือสารพิษคั่งค้างในร่างกาย บางรายถึงขั้นเกิดตุ่มคันตามผิวหนังเพราะฉะนั้นการขับปัสสาวะคือหลักการขับสารพิษออกจากร่างกายโดยธรรมชาติอย่างง่ายๆ โดยเราไม่ควรฝืนธรรมชาติ และควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 2,500-3,000 ซีซี. ก็จะดีต่อสุขภาพมาก


การขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ
                การอุจจาระคือ การขับของเสียออกจากร่างกายเป็นการปรับสมดุลร่างกายอีกทางหนึ่ง คนที่ท้องผูกบ่อยๆ สารพิษก็จะคั่งค้างในร่างกาย การขับของเสียออกทางอุจจาระไม่ได้ขับสารพิษที่มองเห็นออกมาเท่านั้น แต่ยังปรับสมดุลอุณหภูมิภายในร่างกายอีกด้วยซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่ช่วยปรับธาตุไฟให้การทำงานของร่างกายสมดุล ถ้าสังเกตดูจะพบว่า บางคนเวลารับประทานของเย็นมากๆ สักพักจะท้องเสีย พอได้ถ่ายท้องแล้วจะรู้สึกสบายตัวขึ้น นี่ก็คือการปรับธาตุไฟในตัวนั่นเอง


               ในครั้งพุทธกาล มีคราวหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงท้องผูก พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า ให้ไปขอยาถ่ายจากหมอชีวกโกมารภัจจ์ พอหมอชีวกโกมารภัจจ์ทราบข่าวท่านก็คิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ละเอียดอ่อน จะถวายยาถ่ายทั่วไปนั้นหาควรไม่ ท่านจึงนำก้านบัว 3 ก้าน มาอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด แล้วมอบให้พระอานนท์ไปถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อการสูดดม


                โดยเมื่อสูดดมก้านบัว 1 ก้าน จะช่วยให้ถ่าย 10 ครั้งจากนั้นเว้นระยะให้ร่างกายปรับตัวจึงสูดก้านบัวอีก 1 ก้าน ถ่ายอีก 10 ครั้ง สูดดมหมดทั้ง 3 ก้าน จะถ่าย 30 ครั้ง แล้วจึงหาย ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูดดมก็ขับถ่ายออกมาจริงๆ ทำให้เบาเนื้อเบาตัวถือว่าเป็นสูตรยาถ่ายที่แปลกมากๆ

 

การขับพิษออกจากร่างกายทางเหงื่อ
                ในครั้งพุทธกาลเคยมีเหตุเกิดขึ้น ณ กรุงเวสาลี พระพุทธศาสนาแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง ญาติโยมมีศรัทธาต่อพระศาสนามากขึ้นเรื่อยๆ ทายก ทายิกา หรืออุบาสก อุบาสิกา ต่างก็สรรหาอาหารที่ปรุงแต่งอย่างประณีตนำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ฉันแล้วทำให้เกิดสารพิษคั่งค้างตามร่างกาย


                น่าสังเกตว่าอาหารธรรมชาติตามชนบทที่ไม่ถูกปรุงแต่งมากมีสารพิษไม่มากเท่ากับอาหารที่มีการปรุงแต่งประดิดประดอย ทั้งข้าวที่สีแล้วสีอีก ทั้งเครื่องปรุงต่างๆ มากมาย ทั้งผงชูรส สีผสมอาหาร ยิ่งมีการปรุงแต่งมากอาหารก็ยิ่งมีสารพิษมาก สำหรับใครที่ชอบกินอาหารตามภัตตาคารหรูบ่อยๆ พึงระวังให้มาก ยิ่งอาหารรสเลิศประเภทสเต็กหรือเนื้อย่างหากกินบ่อยๆ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ


                หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นหมอที่เก่งกาจมาก พอท่านเห็นลักษณะผิวพรรณ อากัปกิริยาของพระภิกษุสงฆ์โดยภาพรวม ก็ดูออกเลยว่าตอนนี้ความเป็นอยู่ของพระภิกษุสงฆ์ได้เปลี่ยนไปแล้วเริ่มมีสารพิษคั่งตามร่างกายมากขึ้น ท่านจึงกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขออนุญาติให้พระภิกษุสงฆ์ทำที่จงกรมและเรือนไฟ


                 ที่จงกรมไว้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ได้ออกกำลัง เดินไปมาพร้อมกับทำสมาธิไปด้วยเพื่อให้เหงื่อออก ส่วนเรือนไฟ คือซาวน่าในปัจจุบันนั่นเอง ทำได้โดยการสร้างอาคารขึ้นมาแล้วตั้งเตาตรงกลาง มีท่อต่อระบายออกไปข้างนอกเพื่อระบายควัน แล้วมีน้ำวางไว้เพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้ไม่แห้งจนเกินไปให้พอชื้นๆ เป็นการอบร่างกายเพื่อขับเหงื่อออกมาให้มากเป็นพิเศษ
                “ จงกรม ” หรือ “ เรือนไฟ ” เป็นวิธีการขับสารพิษออกทางเหงื่อที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยหลักการไม่ได้มีอะไรใหม่เป็นเพียงวิธีการช่วยขับสารพิษออกทางเหงื่อ เราควรพยายามดูแลตัวเองให้มากๆ ไม่ใช่ว่ารับสารพิษเข้าไปในร่างกายเต็มที่แล้วถึงค่อยไปหาวิธีการขับออก แต่เราควรดูแลร่างกายเลือกกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อาหารที่มีการปรุงแต่งไม่มากเกินไป พยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีสีผิดธรรมชาติหรือมีรสผิดธรรมชาติ เช่น เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด เผ็ดจัด เป็นต้น


                ปัจจุบันสารพิษปะปนมากับพืชผักตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก ทั้งยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมีต่างๆ พืชผักล้วนมีสารพิษปะปนคั่งค้างมาตั้งแต่ต้น ยิ่งเรานำมาปรุงแต่งเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้สารพิษเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น เราควรเน้นกินอาหารธรรมชาติ ยิ่งเป็นอาหารออร์แกนิกปลอดสารพิษยิ่งดี แล้วออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจจะอบซาวน่าบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตร จนถึงขั้นฝืนระบบการทำงานของร่างกายตามธรรมชาติ


การขับพิษออกจากร่างกายด้วยวาจาสัตย์
                นอกจากการขับพิษออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระและเหงื่อแล้ว การขับพิษออกจากร่างกายด้วยการใช้วาจาสัตย์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ การขับพิษออกจากร่างกายด้วยวาจาสัตย์ คือการขับพิษออกจากร่างกายด้วยอำนาจสัจกิริยา สัจวาจา ยกตัวอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงออกบวชเป็นดาบสอยู่ในป่ากว่า 50 ปี
                วันหนึ่ง ดาบสเดินทางเข้ามาเยี่ยมเพื่อนในเมือง พอดีกับที่ลูกชายของเพื่อนถูกงูกัด เพื่อนของดาบสร้องขอความช่วยเหลือว่า “ ท่านดาบสช่วยหน่อยเถิด ลูกชายของข้าพเจ้าถูกงูกัด อาการแย่แล้ว ” ดาบสรับคำ แต่ตนไม่ใช่หมอจะทำอย่างไรได้ จึงตัดสินใจยื่นมือไปจับศีรษะลูกชายเพื่อนแล้วตั้งสัจจาว่า


    “ ข้าพเจ้าออกบวชเป็นดาบส พอใจในการบรรพชาอยู่แค่ 7 วันแรกเท่านั้น ก่อนบวชนั้นมั่งมั่น แต่พอพบความลำบากในป่าผ่านไป 7 วัน ใจไม่อยากบวชต่อ แต่เมื่อได้ตั้งใจแล้วก็อดทนเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้กว่า 50 ปีแล้วด้วยอำนาจสัจจะนี้ขอพิษงูคลายไปเถิด ขอความสวัสดีจงมีแด่มานพน้อยผู้นี้ ” พอดาบสอธิษฐานจบปรากฏว่า พิษงูตั้งแต่ช่วงคอขึ้นไปตกไปในแผ่นดินหมด มานพน้อยลืมตาเรียกแม่ได้ ดาบสจึงกล่าวกับเพื่อนต่อไปว่า “ ข้าพเจ้าช่วยได้แค่นี้ ท่านจงรับช่วงต่อเถิด ”


                ฝ่ายเพื่อนดาบสเห็นดังนั้นก็ทำสัจวาจาบ้าง เอามือวางทาบที่หน้าอกลูกชายแล้วกล่าวว่า “ บางทีมีนักบวชจากป่ามาขอพักอาศัย ข้าพเจ้าดูกิริยาอาการสำรวมแล้วใจไม่อยากให้พักแต่ก็ไม่เคยปฏิเสธเลย ด้วยอำนาจสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีแด่บุตรชายของข้าพเจ้าขอให้พิษร้ายคลายไปเถิด ”


                พอสิ้นเสียงพิษร้ายตั้งแต่ช่วงเอวขึ้นไปก็ตกไปในแผ่นดินลูกชายลุกขึ้นมานั่งได้แต่ช่วงขายังขยับไม่ได้ เขาจึงให้ภรรยามาช่วยต่อ ภรรยายื่นมือมาแตะขาท่อนล่างของบุตรชาย พร้อมกับบอกสามีอย่างเหนียมอายว่า “ ข้าพเจ้าจะตั้งสัจวาจาแล้วพี่ออกไปข้างนอกได้ไหม สัจวาจานี้พูดต่อหน้าพี่ไม่ได้ ” สามีตอบภรรยาของตนไปว่า “ ไม่เป็นไร เราอยู่ด้วยกันมานานแล้ว น้องจงตั้งสัจวาจาเถิด ” ภรรยาได้ฟังดังนั้นจึงตั้งสัจวาจาว่า “ งูไม่เป็นที่พอใจของบุตรชายข้าพเจ้าฉันใด สามีข้าพเจ้าก็ไม่เป็นที่พอใจของข้าพเจ้าฉันนั้น แต่ข้าพเจ้าก็อดทนอยู่ด้วยกันมาตลอด ด้วยอำนาจสัจวาจานี้ขอให้พิษร้ายจงคลายไปเถิด ขอความสวัสดีจงมีแด่บุตรชายของข้าพเจ้า ” 


                พอนางพูดจบปรากฏว่าพิษในขาช่วงล่างก็ตกลงไปในแผ่นดิน ลูกชายหายจากพิษร้าย นี่คือการล้างพิษด้วยอำนาจสัจวาจา เราอาศัยอำนาจความสัตย์ขจัดพิษได้ ถ้าผู้ที่ตั้งความสัตย์นั้นเป็นผู้ที่มีบุญในตัวเพียงพอ ประพฤติตนเป็นคนดีโดยปกติ มีศีลธรรม มีทั้งบุญในอดีตและบุญปัจจุบัน
                ประการต่อมาเมื่อตั้งความสัตย์ คือ สามารถตัดใจกล่าวความจริงได้โดยไม่หวาดกลัวต่อผลกระทบ เรื่องนี้ดูผิวเผินเหมือนง่าย แต่จริงๆ ไม่ง่ายเลย ยกตัวอย่าง ดาบสบวชมา 50 กว่าปี จะให้พูดความจริงต่อหน้าเพื่อนนั้นไม่ง่ายเลย อาจกลัวเพื่อนไม่ศรัทธานับถือ แล้วจะนำเรื่องไปพูดต่อๆ กันแต่ดาบสก็ตัดใจพูดความจริง การปฏิบัติเช่นนี้ต้องใช้กำลังใจอย่างมากในการตั้งสัจวาจา เป็นการรวมกำลังบุญที่ตัวเองมีอยู่ พุ่งเป้าไปเพื่อการล้างพิษให้กับบุคคลที่ตัวเองต้องการช่วยเหลือ ผลบุญจึงส่งผลแรงเป็นพิเศษ


                  ที่สำคัญตัวผู้รับการช่วยเหลือก็ต้องมีบุญเพียงพอด้วย เมื่อวิบากกรรมที่ตามมาส่งผลเริ่มเบาบางลงไปแล้วพอบุญของผู้อื่นมาช่วยหนุน ก็ส่งผลให้หลุดพ้นปลอดภัยในยุคสมัยนี้ วิธีการล้างพิษแบบนี้ไม่ค่อยมีใครได้ปฏิบัติแต่เราไม่ควรมองข้าม ไม่เฉพาะกรณีล้างพิษเท่านั้น แม้ในเรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน การตั้งสัจวาจาจะส่งผลอย่างไม่น่าเชื่อให้เราลองเอาวิธีการล้างพิษในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลไปลองใช้กันดู แล้วขอให้ปลอดโปร่ง ชีวิตมีความสุข แข็งแรงถ้วนหน้ากันทุกคน

 

-------------------------------------------------------------------

หนังสือ " รู้ทันชีวิต " 
ธรรมะขัดเกลานิสัย สร้างสุขภาพที่ดี ให้ร่างกายพร้อมสร้างบารมีต่อไป
โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ