ใช้ “ สติ ” ดำเนินชีวิต พิชิตโรคอ้วน

วันที่ 29 กค. พ.ศ.2558

 

 

ใช้ “ สติ ” ดำเนินชีวิต พิชิตโรคอ้วน


                สมัยก่อนคนเราประสบความลำบากในการทำมาหากินดิ้นรนแสวงหาอาหารมาหล่อเลี้ยงชีวิต ยิ่งในสมัยที่มนุษย์ยังอยู่ในยุคเร่ร่อน ต้องใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการเร่ร่อน หาผลไม้กลางป่าบ้าง ล่าสัตว์บ้าง ใช้ชีวิตเหมือนกับสัตว์ เหมือนไก่ที่คุ้ยเขี่ยหากินทั้งวัน  ในยุคปัจจุบันกลับตาลปัตร กลายเป็นว่าคนเรามีอาหารกินมากเกินไปจนหลายคนเป็นโรคอ้วน ต้องหาทางลดน้ำหนัก แล้วก็พบว่ากว่าจะลดน้ำหนักตัวได้สักหนึ่งกิโลกรัมเป็นเรื่องลำบากแสนเข็ญเหลือเกิน


อ้วนหรือผอมขึ้นอยู่ที่ใจ
                จริงๆแล้วการลดความอ้วนไม่ได้เป็นเรื่องราวซับซ้อนอะไรเลย อ้วนได้ก็ผอมได้ ขึ้นอยู่ที่ใจของเราอย่างเดียวว่าเราอยากผอมจริงหรือไม่ ถ้าถามว่าอยากผอมต้องทำอย่างไร มีหลักง่ายๆ 2 ข้อคือ (1) “ มีสติในการกิน ” เราจะอ้วนได้ก็ต้องกินอาหารเข้าไปมากจนร่างกายใช้พลังงานที่ได้รับไม่หมด จึงถูกสะสมอยู่ในร่างกายจนกลายเป็นไขมัน (2) “ เราต้องเผาผลาญพลังงานในร่างกายด้วยการออกกำลังกาย ”
                ถ้าเรากินอาหารมากแต่ใช้พลังงานน้อยก็อ้วน ถ้าเราอยากผอมก็ต้องกินให้น้อยลงแล้วออกกำลังกายให้มากขึ้น เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนยุ่งยากเลย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตั้งใจจริงหรือไม่เท่านั้นเอง


รู้ทันปาก
                ประเด็นแรกคือ กินอาหารให้เพียงพอและพอดี คนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ ส่วนใหญ่จะมีคำพูดที่คล้ายคลึงกันว่า “ วันๆไม่ค่อยได้กินอะไรเลย คงเป็นเพราะร่างกายเราไม่เหมือนคนอื่น กินนิดเดียวมันก็อ้วนเอาๆ ” ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ ให้จดทุกอย่างที่เรากินในแต่ละวันอย่าใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว พอจดทุกอย่างที่กินเข้าไปจริงๆจะพบว่า ที่เคยบอกว่าไม่ได้กินอะไรนั้นมีทั้งน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว กินจุบกินจิบทั้งวัน ซึ่งอาหารเหล่านี้มีพลังงานมากพอสมควรและเป็นพลังงานส่วนเกินที่พร้อมเปลี่ยนเป็นไขมันได้ทั้งนั้น เมื่อร่างกายเราใช้พลังงานไม่หมด สะสมพลังงานส่วนเกินทุกวัน วันหนึ่งๆเกินมาสัก 300 กิโลแคลอรี ผ่านไป 30 วันน้ำหนักเราอาจขึ้นมา 1 กิโลกรัม พอผ่านไป 1 ปี น้ำหนักเราก็มีสิทธิ์ขึ้นมาอีกเป็นสิบกิโลกรัม
                 เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะลดน้ำหนักต้องตั้งใจควบคุมอาหารอย่างจริงจัง กินอาหารให้ตรงต่อเวลาทั้งมื้อเช้า มื้อกลางวันและมื้อเย็น ควบคุมปริมาณอาหารให้พอดี ไม่ตามใจปากเอาความอยากเป็นที่ตั้ง มีหลักในการกินอาหารว่า เมื่อรู้ตัวว่ากินไปอีก 4-5 คำจะอิ่มแล้วให้หยุด จากนั้นให้ดื่มน้ำตามพออาหารที่อยู่ระหว่างเดินทางในหลอดอาหารลงไปถึงกระเพาะบวกกับน้ำเราก็จะรู้สึกอิ่มพอดี ใครใช้สูตรนี้แสดงว่าการลดน้ำหนักสำเร็จไปแล้ว 70-80% ทีเดียว ไม่ใช่กินจนเกินอิ่มท้องแล้วค่อยหยุด
ออกกำลังกาย


                ประเด็นที่สอง คือ เผาผลาญพลังงาน คนเราพอตื่นเช้าขึ้นมาก็ลุก เดิน นั่ง อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เดินไปทำงาน แม้ว่าเราจะทำงานในออฟฟิศ ไม่ได้มีวิถีชีวิตอยู่ตามท้องไร่ท้องนา ไม่ได้ทำงานหนักและได้ออกกำลังกายอย่างเกษตรกร แต่การเดินไปเดินมา ก็ต้องใช้พลังงานไปในตัว เกิดการเผาผลาญพลังงานในระดับหนึ่งอยู่แล้ว  ถ้าเราต้องการลดน้ำหนักก็ขอให้ตั้งใจออกกำลังกายเป็นพิเศษ ด้วยการบริหารร่างกายแบบเอาจริงเอาจังทุกวัน วันละประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จะทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายถูกเผาผลาญไปได้
                การออกกำลังกายในช่วงเวลา 25 นาทีแรก ร่างกายจะเผาผลษญพลังงานโดยใช้ไกลโคเจนที่อยู่ในตับและกล้ามเนื้อ ยังไม่ได้เผาผลาญถึงไขมัน เราจึงต้องออกกำลังกายให้เกิน 25 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ไขมันถูกดึงออกมาใช้ ร่างกายเราก็จะมีไขมันส่วนเกินลดลงเรื่อยๆ เมื่อตั้งใจออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจนชินเป็นนิสัยแล้ว เป็นธรรมดาที่ร่างกายของเราจะแข็งแรงขึ้นโดยอัติโนมัติ


                คนส่วนใหญ่ตั้งใจลดน้ำหนักได้ไม่นานก็แพ้ใจตัวเอง เพราะอยากกินโน่นอยากกินนี่ แต่สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีแรงบันดาลใจที่ทำให้พบจุดเปลี่ยนพลิกชีวิตได้ ยกตัวอย่างชายหนุ่มอายุ 20 ปี ที่เคยมีน้ำหนักตัวถึง 140 กิโลกรัม วันหนึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากพฤติกรรมการกินของตัวเองที่ส่งผลทำให้เขาหายใจไม่ออก จนเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตายจึงคิดได้ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่รอดแน่ เขายังไม่อยากอายุสั้นจึงตัดสินใจลดน้ำหนักอย่างจริงจังโดยการควบคุมอาหารจากที่เคยกินครั้งละ 5 จาน ก็เหลือเพียงจานเดียว ระยะแรกพอกินน้อยกว่าปกติก็รู้สึกทรมานเพราะความหิวรู้สึกว่าใจหวิวๆ มือไม้สั่น เกิดอาการทางกาย เพราะร่างกายคุ้นชินกับการกินอาหารมากๆ แต่เขาก็มุ่งมั่นตั้งใจ แข็งใจไม่กิน คิดไว้ว่าอย่างไรก็คงไม่ถึงกับตาย แล้วเขาก็เริ่มออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทำอย่างนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 8 เดือน น้ำหนักจากเดิม 140 กิโลกรัม ลดลงมาเหลือ 67 กิโลกรัม ลดลงไปถึง 73 กิโลกรัม เฉลี่ยในเดือนๆหนึ่งเขาลดน้ำหนักได้ถึงเกือบ 10 กิโลกรัม ความมุ่งมั่นตั้งใจในช่วงเวลาแค่ 8 เดือนเท่านั้น ทำให้เขากลายเป็นคนสมาร์ทไปเลย


วจีกรรมทำให้อ้วน
                เหตุผลในปัจจุบันที่ทำให้เราอ้วน เพราะเรากินอาหารมากและออกกำลังกายน้อย แต่ยังมีประเด็นที่หลายคนมองข้ามไป คือ “ วจีกรรม ” ที่เกิดจากวิบากกรรมในอดีต คนที่ชอบพูดล้อเลียนคนอื่นด้วยคำหยาบคาย อาจจะพูดไปด้วยความสนุกปากไม่ทันยั้งคิดว่า “ ไอ้อ้วน ” บ้าง ล้อเลียนว่า “ เอวหายไปไหน ” บ้าง พูดไปเพราะอยากดจะแหย่เล่นเท่านั้นบ้าง แต่จริงๆแล้วพอเราๆไปล้อเลียนเขา เขาเกิดความเขินอายส่งผลให้วิบากกรรมจากวจีกรรมติดตัวเราไปด้วย ในอนาคตเราก็จะเป็นอย่างที่ล้อเลียนเขาไว้
                ภาพผังที่เราเคยไปล้อเลียนเขาไว้ มันจะเป็นผังติดอยู่ในใจของเรา อนาคตเราจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อย่าเผลอล่วงเกินใครด้วยคำพูดจนทำให้เขาเขินอาย สิ่งไม่ดีที่เราพูดมีสิทธิ์เกิดขึ้นกับตัวเราในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากมีร่างกายที่แข็งแรงผอมเพรียวเราก็ยึดหลัก 3 ข้อ คือ ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และไม่ก่อวจีกรรม เราทุกคนล้วนปราถนาให้ร่างกายแข็งแรง เมื่อร่างกายแข็งแรงแล้วก็อย่าลืมใช้ร่างกายนั้นทำความดี ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมด้วย

 

-----------------------------------------------------------------------

หนังสือ " รู้ทันชีวิต " 
ธรรมะขัดเกลานิสัย สร้างสุขภาพที่ดี ให้ร่างกายพร้อมสร้างบารมีต่อไป
โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ