กลยุทธ์ลดความอิจฉา

วันที่ 04 สค. พ.ศ.2558

 

กลยุทธ์ลดความอิจฉา


    เคยรู้สึกอิจฉาใครบางคนที่เขาเก่งกว่า รวยกว่า หล่อกว่า สวยกว่า หรือประสบความสำเร็จมากกว่าหรือไม่ จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากเป็นตัวอิจฉา แต่บางครั้งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นในใจของเราอย่างช่วยไม่ได้


ความรู้สึกด้านลบในสังคมวัตถุนิยม
    เรื่องของความอิจฉาริษยา บางทีหลายคนปฏิเสธว่าตัวเองไม่เคยเป็น แต่ความจริงแล้วสังคมเรามีความเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนในยุคเกษตรกรรม เป็นสังคมที่อยู่กันแบบง่าย ไม่ซับซ้อนความแตกต่างกันทางด้านวัตถุมีไม่มาก แต่ต่อมามีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น จึงกลายเป็นลักษณะของสังคมวัตถุนิยมคือมีการสร้างวัตถุที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดอย่างมาก
    ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่มองเห็นได้ชัด เมื่อก่อนเราเดินทางไปไหนมาไหน โดยใช้เกวียนกับม้าเป็นยานพาหนะ ไม่มีเกวียนยี่ห้อเฟอร์รารี ไม่มีเกวียนรุ่นท็อป อย่างมากก็มีแค่ม้าสีขาวกับม้าสีน้ำตาล มีแค่ม้าสวยกับม้าไม่สวย ซึ่งมีข้อเปรียบเทียบน้อยแต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปยานพาหนะของเราก็เปลี่ยนไปด้วย มีทั้งรถญี่ปุ่น รถยุโรป ไปจนถึงรถราคาแพงๆ 3-40 ล้านบาทอย่างซูเปอร์คาร์ 


    ในสังคมวัตถุนิยมทำให้สิ่งต่างๆ แตกต่างกัน ถ้าเรามัวแต่สนใจรายละเอียดจนลืมนึกถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลักก็จะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในใจลึกๆ ข้อเปรียบเทียบต่างๆนั้น จะขยายวงกว้างตอนที่เราเริ่มใช้สื่อออนไลน์ คือพอมีการแชร์ข้อความเรื่องราวต่างๆ เราก็จะเห็นว่าคนนั้นซื้อรถคันใหม่บ้าง คนโน้นมีความก้าวหน้าในชีวิตบ้าง จากผลสำรวจในประเทศเยอรมนีพบว่า ผู้คนคิดว่า Social Media นี่เองที่ทำให้รู้พวกเขาเกิดความรู้สึกด้านลบและอิจฉาเพื่อนๆ พอใครโพสต์รูปที่บ่งบอกถึงความสุขความสำเร็จในชีวิต คนอื่นๆ ก็มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นไม่มากก็น้อย คนที่ไม่มีอย่างเขาก็รู้สึกอยากได้อยากมีบ้าง
    ผลวิจัยนี้ยังระบุอีกด้วยว่า เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้สึกไม่พึงปราถนา ที่ทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในวังวนของความริษยาได้ เพราะฉะนั้นเราต้องละความอิจฉาในตัวด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ข้อเสียของการอิจฉานอกจากไม่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์แล้ว ยังส่งผลเสียหายต่อการสื่อสาร และทำให้ตัวเราเองรู้สึกแย่ จนบางทีส่งผลกระทบไปจนถึงสุขภาพร่างกายเลยทีเดียว เช่น บางคนอิจฉามากจนเกิดอาการท้องมวน รู้สึกแน่นหน้าอกอึดอัดไปหมด เป็นต้น สรุปว่าความอิจฉานี้ไม่มีอะไรดีเลย

 

เทคนิค 9 ประการลดความอิจฉา
ประการที่ 1 เฝ้าดูอารมณ์
    พอเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในใจเมื่อใดก็ให้เราเฝ้าดูอารมณ์นั้น ดูการดำเนินไปของอารมณ์นั้น แล้วลองดูสิว่า การที่เราเผชิญหน้ากับความรู้สึกเปรียบเทียบ อิจฉา อยากได้อยากมี ดีกว่าเราจะไปกดอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้จริงหรือไม่ จากนั้นก็ให้ฝึกเอาชนะความเป็นอัตตาของตัวเอง มองทุกอย่างด้วยสติปัญญา แล้วเราจะเริ่มเข้าใจว่า อารมณ์เหล่านั้นเข้ามาอย่างไร มีผลกระทบต่อจิตใจเราอย่างไร แล้วมีผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างไร 
    โดยเราต้องเผชิญหน้าอย่างมีปัญญา เฝ้ามองอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คิดปรุงแต่งต่อไปอีก การเผชิญหน้านี้จะทำให้อารมณ์ในทางลบ ค่อยๆ จางลงไปเอง เพราะความอิจฉาไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ใครก็เกิดความรู้สึกอิจฉาได้ หากยังไม่หมดกิเลส


ประการที่ 2 รักและยอมรับตัวเอง
    บางครั้งเราอาจเผลอมองว่าตัวเราด้อยกว่าคนอื่นแล้วเกิดการเปรียบเทียบขึ้น จริงๆ แล้วในโลกนี้ทุกคนมีจุดดีจุดแข็งแตกต่างกัน และทุกคนมีความงดงามในตัวเอง ไม่ว่าเราจะสูงต่ำ ดำขาว หรือมีลักษณะทางร่างกายอย่างไร ทุกคนล้วนมีความงดงามอยู่ในนั้น มันเป็นความงดงามที่ซ่อนอยู่ นั่นคือ ความงดงามด้านจิตใจ รูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกัน ก็ไม่สามารถทดแทนความงามทางด้านจิตใจที่อยู่ภายในของแต่ละคนได้เลย ถ้าเรามองลึกลงไปที่ศูนย์กลางกายของแต่ละคน ข้างในคือความงดงามของกายที่สมบูรณ์แบบคือ “ ธรรมกาย ” ซึ่งทุกกายในโลกมีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองให้ลึกและรู้จักรักตัวเอง รู้จักพอใจในสิ่งที่เราเป็น มองให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเราว่า มีจุดเด่นจุดดีอะไรบ้าง แนวโน้มที่เราจะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นก็จะลดน้อยลง


ประการที่ 3 หยุดเปรียบเทียบ
    หยุดเปรียบเทียบเพราะการเปรียบเทียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ และความอิจฉาริษยาเสมือนดอกผล เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นเราต้องไม่เปรียบเทียบตัวเราเองกับใคร แล้วมองให้เห็นเนื้อแท้ของสิ่งต่างๆ และเนื้อแท้ของตัวเอง มองให้เห็นคุณค่าในความแตกต่างกัน ความแตกต่างของมนุษย์เป็นกฎธรรมชาติ และมีความงดงามอยู่ในนั้น ถ้าเรามัวแต่เปรียบเทียบก็จะไม่มีที่สิ้นสุด เพราะยังมีคนที่เขาดีกว่า เก่งกว่า สวยหล่อกว่าอยู่อีกมากมาย

 

ประการที่ 4 ค้นหาสิ่งที่มาคุกคามใจ
    จริงๆแล้ว คนเรามักมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกหวั่นไหว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย เราควรค้นหาแล้วถามตัวเองให้ได้ว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้เรารู้สึกหวั่นไหว รู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น เราเห็นคนอื่นถือกระเป๋าราคาแพงเดินเข้ามาในแวดวงที่เราอยู่ เรารู้สึกเกิดความไม่มั่นใจเพราะเราไม่มีอย่างเขา หรือพอเราออกไปสู่สังคมแล้วเห็นคนอื่นใช้รถหรูหราราคาแพง ๆ กันหมดเราจึงเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา 
    แล้วประเด็นไหนกันแน่ที่เรากลัว อะไรกันแน่ที่ราคิดว่าทุกคนควรมีควรได้ เมื่อรู้แล้วก็ให้เร่งตัดสินใจเอาชนะภัยคุกคามนั้นให้ได้ ด้วยการวางแผนหาหนทางมองสถานการณ์จากจิตใจที่เข้มแข็งและมั่นคง ไม่ใช่จิตใจที่หวาดกลัวและหวั่นไหว ยกตัวอย่างภรรยาเจ้าของบริษัทเฟซบุ๊ก (Facebook) ทุกวันนี้เธอยังขับรถญี่ปุ่นเพราะเธอมั่นใจในตัวเอง กระทั่งเศรษฐีในประเทศไทยบาง่านก็ยังใช้รถญี่ปุ่นอยู่เช่นกัน ในขณะที่บางคนไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อรถยุโรปราคาแพงๆ ใช้ เพราะฉะนั้น เราต้องค้นหาสิ่งที่มาคุกคามจิตใจเราให้พบ แล้วเราจะรู้ว่าเราสามารถมองสิ่งเหล่านั้นด้วยมุมมองที่เข้มแข็งได้


ประการที่ 5 จดบันทึกความคิดของตัวเอง
    การจดบันทึกความคิดของตัวเอง คือเทคนิคที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวความคิดต่างๆ ของตัวเองได้ดี ถ้าเรามัวแต่คิดก็จะยิ่งฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ คือเมื่อใดก็ตามที่เรามองความคิดออก ก็ให้ลงมือจดบันทึกทันที โดยเวลาที่จดบันทึกนั้นเราไม่ต้องไปคิดอะไรมาก นึกอะไรได้ก็เขียนลงไปเลย เขียนเรียงลำดับความคิดออกมายาวๆ แล้วค่อยมาจัดหมวดหมู่ในภายหลัง ถ้าเรานึกขึ้นมาได้ว่าเราจะต้องแก้ไขอะไรในจุดไหน ก็ให้เราลากเส้นออกมาแล้วให้เขียนสิ่งที่จะแก้ไขไว้ข้างๆ ข้อความแรก นี่ก็คือขั้นตอนแรกที่จะทำให้เราเริ่มถอดความคิดออกมาเป็นตัวอักษร การเขียนบันทึกนี้สำคัญมากเพราะจะทำให้เราลำดับความคิดของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


ประการที่ 6 อยู่ในโลกความเป็นจริง
    ในโลกของความเป็นจริง ถ้าเราเกิดข้อเปรียบเทียบที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองด้อยกว่าเขา ให้เราลองถามตัวเองว่าสิ่งนั้นเป็นภัยคุกคามเราจริงหรือไม่ แล้วความรู้สึกเช่นนี้เป็นบวกหรือลบ และให้คุณหรือโทษแก่เรา มีผลต่ออะไรในชีวิตเราหรือไม่ ความจริงแล้วข้อเปรียบเทียบต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของเราเลย แต่กลับมีผลลบทางด้านจิตใจ ของเรา คือเกิดความรู้สึกไม่ดีที่ทำให้เกิดอารมณ์อิจฉาริษยา เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็จะนึกออกว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราควรจะยึดถือความคิดต่างๆ เหล่านั้นเอาไว้ แล้วปลดปล่อยมันไปได้ง่ายขึ้น เพราะคุณค่าในตัวเรายังอยู่ครบแม้เราจะใช้รถราคาถูกกว่า หรือกระเป๋าราคาถูกกว่าคนอื่นๆก็ตาม


ประการที่ 7 หาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ 
    ทุกคนมีจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง เช่น เราอาจจะเรียนไม่เก่งแต่เล่นดนตรีเก่ง บางครั้งเราทำงานอะไรได้ดีแต่เรากลับมองว่าคนอื่นก็ทำได้เหมือนกันกับเรา เราจึงลืมชื่นชมความสำเร็จหรือความสามารถเล็กๆน้อยๆ ของตัวเอง ให้เราลองหันมาชื่นชมตัวเองทั้งความสามารถและความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ของเรา แล้วเราจะรู้ว่าตัวเรานั้นมีคุณค่ามากแค่ไหน


ประการที่ 8 หันเหความสนใจ
    ให้ลองหันเหความสนใจไปทางอื่น โดยไม่โฟกัสกับตัวเองมากเกินไป เช่นเราอาจจะออกไปวิ่งออกกำลังกาย ว่ายน้ำ กินอาหารนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย เพื่อที่เราจะได้หันเหตัวเองออกจากอารมณ์ความรู้สึกด้านลบ ความรู้สึกอิจฉาก็จะเบาบางจางหายลงไปเอง


ประการที่ 9 ถามตัวเองถึงความต้องการจริงๆ 
    กลยุทธ์ลดความอิจฉาประการสุดท้าย คือให้เราลองถามตัวเองว่า ความรู้สึกสนใจต่ออารมณ์ด้านลบต่างๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือไม่ ความจริงแล้วเราอยากอิจฉาเขาหรือไม่ หรือว่าเราควรเข้าไปแสดงความชื่นชมยินดีกับคนอื่นเมื่อเขาประสบความสำเร็จ แล้วลองดูสิว่าอะไรที่ทำให้เขาเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ทั้งๆที่ความสามารถของเราก็ไม่น้อยไปกว่าเขา เข้าไปพูดคุยและขอคำแนะนำต่างๆจากเขา นี่เองคือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้อย่างแท้จริงและอย่างน้อยเมื่อเราเปิดใจสัมพันธภาพของเพื่อนก็จะยังคงอยู่ต่อไป จริงๆแล้วความรู้สึกต่างๆ เข้ามาหาเราได้ทีละอย่าง ถ้าความรู้สึกไหนเข้ามาหาเราก่อน เราก็จะถูกครอบงำด้วยความรู้สึกนั้น เช่น ถ้าเรารู้สึกอิจฉาเขาก่อน เราก็จะรู้สึกยินดีกับเขาได้ยาก เพราะฉะนั้น ให้รีบแสดงความยินดีกับเขาไปก่อน ความอิจฉาจะได้ไม่เข้ามาในใจเรา 

 

--------------------------------------------------------------------

" หนังสือ เนรมิต จิตใจ "
ปลดล็อกความเครียด รู้ทันความเสื่อม สร้างสุข สลัดทุกข์หยุดโกรธ
โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ