อสงไขยและมหากัป

วันที่ 18 สค. พ.ศ.2558

 

อสงไขยและมหากัป


องค์ใดประกอบด้วย        พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร        มละโอฆะกันดาร


          พอเราเข้าใจอย่างนี้แล้วจะพบว่า ใครก็สามารถเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพียงแต่ว่าใครจะอดทนสร้างบารมีจนสำเร็จได้เท่านั้น ถ้าตั้งใจจริงๆ ก็มีสิทธิ์กันทุกคน ในวัฏสงสารอันยาวนานที่ผ่านมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วมีจำนวนมาก นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ท่านเปรียบว่ามากกว่าเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔ เราเคยไปเที่ยวชายหาดริมทะเล เอามือกอบทรายขึ้นมากำมือหนึ่ง ให้นั่งนับทีละเม็ด ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหมดกำมือหนึ่งนานเหมือนกัน ทรายละเอียดๆ ก็หลายเม็ด แล้วถ้าทรายทั้งหาดยิ่งมากใหญ่เลยนับทั้งชาติก็ไม่หมด แล้วถ้าทรายทั้งมหาสมุทรรวมทั้งก้นสมุทรด้วย อันได้แก่ มหาสมุทรแปซฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรอาร์กติกหมดเลยทั้งโลก รวมทรายทั้งโลกมันมากมหาศาล แต่จำนวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้ว มากกว่าเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔ มากกว่ากันไม่ใช่แค่นิดหน่อย ต้องบอกว่าเป็นหลายล้านๆเท่า เพราะวัฏสงสารนั้นยาวนานมาก ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้ง่ายๆ มันยากมาก แต่เพราะกาลเวลาผ่านไปนานมากนั่นเอง ทำให้จำนวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้มีมาก การจะเข้าใจการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องทำความเข้าใจหน่วยเวลาก่อน


         อย่างแรกคือ จำนวนตัวเลขอสงไขย คำว่า “อสงไขย” มาจาก อะ+สังขยา แปลว่า การนับ อะ แปลว่า ไม่ อสงไขย แปลว่า ไม่สามรถนับได้ คือมากจนนับไม่ถ้วน ถ้าใช้ตัวเลขแบบตรงๆ ๑ อสงไขยมีค่าเท่ากับ ๑๐/๑๔๐ พูดง่ายๆว่าเขียนเลข ๑ ไปตัวหนึ่ง เติม ๐ ต่อท้ายไป ๑๔๐ ตัว มากหรือไม่ เติม ๐ ต่อท้ายไป ๑ ตัวเป็นสิบ ๒ ตัวเป็นร้อย ๓ ตัวเป็นพัน ๔ ตัวเป็นหมื่น ๕ ตัวเป็นแสน ๖ ตัวกลายเป็นล้าน ๗ ตัว สบล้าน ๘ ตัวร้อยล้าน ๙ ตัวพันล้าน ทุกๆเลข ๐ ที่เติมท้ายเลขหนึ่ง มีค่าทวีขึ้นสิบเท่า มีเลขหนึ่งแล้วเลขศูนย์ต่อท้ายยาวไป ๑๔๐ ตัว มันมากมายมหาศาลเพียงใด


        นายอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอินเดีย เคยเขียนจดหมายไปหาพ่อ คือ ชวาหระลาล เนห์รู เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศอินเดีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งประเทศอินเดียใหม่ตั้งใจสอนลูกสาวอย่างดี เขียนตำราในประวัติศาสตร์โลกเล่มใหญ่เพื่อจะสอนลูกสาว จะปั้นให้ดีแล้วก็ดีได้อย่างใจ พ่อเป็นนายกลูกสาวก็เป็นนายก ฝีมือดีอีก เรียกว่าเรียนเก่งมากๆครอบครัวนี้ นางอินทิรา คานธี ตอนยังสาวอยู่เคยเขียนจดหมายถามพ่อว่าหน่วยอสงไขยมีไว้นับอะไรเพราะมันมากเหลือเกิน ๑๐/๑๔๐ 


    เราอยากจะรู้ว่ามันมากแค่ไหน ถ้าอธิบายเปรียบเทียบให้ฟังแล้วจะรู้สึกตกใจ อะตอมมีขนาดเล็กใช่หรือไม่ สสารทั้งหลายประกอบด้วยอะตอม อะตอมที่เล็กๆ ในโลกใบนี้ โลกที่เราอยู่ทั้งโลก มีอะตอมอยู่กี่อะตอม ใส่ตัวเลขเอาไว้ยังไม่ถึง ๑ อสงไขย รวมอะตอมในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกทั้งหมด มีดาวเป็นล้านๆดวง ยังไม่ถึงอสงไขย รวมจำนวนในเอกภพทั้งหมด ที่นักดาราศาสตร์ค้นพบแล้วแสนล้านกาแล็คซี่ จำนวนอะตอมในจักรวาลนี้ ยังไม่ถึง ๑ อสงไขย มันมากจนขนาดที่เราเอาของเล็กๆ คือจำนวนอะตอมในปริมาณของที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์รู้จัก คือเอกภพ ทั้งหมดเอกภพยังมีจำนวนอะตอมไม่ถึง ๑ อสงไขย แล้วตัวเลขอสงไขยจะไปนับอะไรดีมากมายขนาดนี้ นางอินทิรา คานธีก็งง ชวาหระลาลก็ตอบไม่ได้ แต่ถ้ามันไม่สามารถนับอะไรได้เขาไม่สร้างขึ้นมาหรอก มันต้องมีประโยชน์ ตอบว่าหน่วยอสงไขยมีไว้นับการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับจำนวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้ว ที่บอกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วมากกว่าเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง๔ มันเรื่องเล็กมาก เพราะเม็ดทรายยังใหญ่กว่าอะตอม ในเม็ดทรายเม็ดหนึ่งมีอะตอมเป็นล้านๆ แล้วมหาสมุทรทั้ง๔ ที่ดูว่ามาก ยังเล็กกว่าโลกทั้งใบ เล็กกว่ากาแล็กซี่ เล็กกว่าเอกภพ ในเมื่อจำนวนอะตอมทั้งหมดในเอกภพยังไม่ถึงอสงไขย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ไปแล้วมีจำนวน มากกว่าอสงไขย์พระองค์ นับอสงไขย์ไม่ถ้วน มีมากจริงๆ เข้าใจตรงนี้แล้วเราจะรู้ว่าวัฏสงสารที่เราผ่านมามันนานมากๆ จึงสามารถมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้จำนวนขนาดนี้ แล้วอสงไขยเขาไว้นับหน่วยปี นับหน่วยกัปที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สร้างบารมีด้วย


    อีกคำหนึ่ง คือคำว่า “ มหากัป ” มหากัปเป็นหน่วยเวลานับอายุของโลกเรา วงจรหนึ่งรอบตั้งแต่ เจริญ เสื่อม อยู่ในสภาพปรักหักพัง แล้วค่อยๆเจริญขึ้นมาใหม่ จนอยู่ในสภาพที่มีสัตว์เจริญ มีสิ่งมีชีวิตอยู่ วงจรนี้เรียกว่า ๑ มหากัป
    คือสภาพที่โลกกำลังเจริญ มีมนุษย์อยู่ มีพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆอยู่ ต่อมาค่อยๆ เสื่อมลง เสื่อมลง จนกระทั่งสัตว์ทั้งหลายตายหมด พืชทั้งหลายตายหมด เกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก น้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก ไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลือเลย แล้วก็อยู่ในสภาพที่เป็นซาก พินาศอยู่อย่างนั้นอีกยาวนานมากๆ แล้วจึงค่อยๆฟื้น ค่อยๆเจริญขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งเป็นโลกที่มีมนุษย์อยู่ มีสัตว์อยู่ มีพืชพันธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ วัฏจักรทั้งหมดนี้เราเรียกว่า ๑ มหากัป


    อยากรู้ว่า ๑ มหากัปนานเท่าไร ท่านอุปมาไว้อย่างนี้ มีภูเขาหินแท่งทึบ คือ เป็นภูเขาหินแกรนิต หินภูเขาไฟแข็งแกร่งมาก มีลักษณะเป็นรูปลูกบาศก์กว้าง ๑ โยชน์ คือ ๑๖ กิโลเมตร ยาว ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ เป็นภูเขาที่สูงยิ่งกว่าภูเขาเอเวอร์เรสอีก เป็นภูเขารูปสี่เหลี่ยมแบบนี้ แล้วทุกๆร้อยปี เทวดาจะเอาผ้าทิพย์ที่บางเบาเหมือนควันไฟมาลูบเบาๆครั้งหนึ่ง ภูเขาก็จะสึกไปนิดหนึ่ง พออีกร้อยปีก็เอาผ้าทิพย์ที่บางเบายิ่งกว่าผ้าไหม หรือผ้าแพรมาลูบเบาๆครั้งหนึ่ง ภูเขาก็สึกไปอีกนิดหนึ่ง ภูเขาที่สูง ๑๖ กิโลเมตรนี้ ค่อยๆสึก สึก สึก จนกระทั่งราบมาเสมอกับพื้นดิน ใช้เวลานานเท่าไร ๑ มหากัปนานกว่านั้น
    อยากรู้ว่านานเท่าไร ไม่ต้องเอาผ้าทิพย์บางเบาเหมือนควันไฟ แค่ลองเอาผ้าถูพื้นมาถูศาลานี้ ให้สึกเป็นอย่างไร ถูให้พื้นศาลานี้สึกเป็นรู ใช้เวลานานแค่ไหน หืดขึ้นคอ ถูทั้งชาติจะสึกหรือไม่ก็ไม่รู้ แถมมิหนำซ้ำไม่ใช่ร้อยปีถูทีนะ ถูแล้วถูเล่าเฝ้าแต่ถู ถูไม่หยุดเลย ยังไม่ค่อยจะยอมสึก แล้วนี่ร้อยปีมาลูบทีเดียว อีกร้อยปีมาลูบอีกที แล้วภูเขาลูกนี้มันสึกมาเสมอแผ่นดิน มันนานมากๆ แต่ ๑ มหากัป นานยิ่งกว่านั้น เพราะฉะนั้นคิดดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์สร้างบารมีนานแค่ไหน


    ดังที่ทราบมาแล้วว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี ๓ ประเภท คือ หนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้เองแล้วสอนคนอื่นด้วย สองพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้วไม่สอนใครเลย สามพระอนุพุทธเจ้า คือพระอรหันต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังแบ่งออกเป็นอีก ๓ ประเภท คือ
ประเภทที่ ๑ พระวิริยาธิกพุทธเจ้า คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยิ่งด้วยความวิริยะ ยิ่งด้วยความเพียร พระองค์สร้างบารมี ๘๐ อสงไขยกับอีกแสนกัป
    กัปหนึ่งนานแล้วใช่หรือไม่ แสนกัปคือแสนรอบยิ่งนานเข้าไปอีก แต่เมื่อเทียบกับอสงไขย แสนกัปเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย ใช้เวลาสร้างบารมี ๘๐ อสงไขยกับแสนกัป กัปหนึ่งที่นานมากๆ พอผ่านไปแล้วก็นับเป็นหนึ่ง แล้วก็เริ่มวงจรใหม่อีกรอบหนึ่ง ภูเขาหินแท่งทึบกว้างยาวสูง ๑๖ กิโลเมตร ค่อยๆสึกจนราบแผ่นดินเรียบร้อย ก็เป็นสอง สาม สี่ ห้า จนกว่าจะได้ตัวเลข อสงไขย คือ ๑ แล้วมี๐ ต่อท้ายอีก ๑๔๐ ตัว
    พูดง่ายๆ ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจสร้างบารมีผ่านไป ๑ กัปที่ยาวนานมากๆ เสร็จเรียบร้อย ก็เอาอะตอมในโลกเราเก็บไปหนึ่งอะตอม พอหมดไปหนึ่งกัปเก็บไปหนึ่งอะตอม จนกว่าอะตอมจะหมดเกลี้ยงในโลกเรา หมดเกลี้ยงทั้งสุริยะจักรวาล กมดเกลี้ยงทั้งกาแล็คซี่ หมดทั้งเอกภพก็ยังไม่ถึงอสงไขยเลย การสร้างบารมีนานมากๆ ผ่านไปหนึ่งมหากัปแล้วเก็บมาหนึ่งอะตอมเท่านั้นเอง อย่าว่าแต่เอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาลเลย เอาแค่ปลายเล็บมือของเรา ในนั้นก็มีอะตอมไม่รู้กี่ล้านอะตอม
    ดังนั้น จึงชี้ให้เห็นว่ากว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มันยากมากๆ ต้องเป็นบุคคลที่ใจเด็ดเดี่ยวจริงๆ ไม่ย่นย่อท้อถอยเลย คนทั่วไปทำงานหนักอาจจะขยันช่วงแรก ๓ ปี หรือ ๕ ปี เดี๋ยวก็ขี้เกียจอยากจะพักแล้ว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างบารมี ๘๐ อสงไขยกับแสนมหากัปโดยไม่พักเลย ไม่ย่อท้อ ใจของพระองค์เด็ดเดี่ยวขนาดนี้ เพราะมุ่งหวังจะโปรดชาวโลก


ประเภทที่ ๒ พระสัทธาธิกะพุทธเจ้า คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ ยิ่งด้วยศรัทธา สร้างบารมี ๔๐ อสงไขยกับแสนกัป


ประเภทที่ ๓ พระปัญญาธิกะพุทธเจ้า คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยิ่งด้วยปัญญา สร้างบารมี ๒๐ อสงไขยกับแสนกัป
    คำว่า “กัป” หรือ “ มหากัป ” อันเดียวกัน อยู่ที่ว่าจะเรียกแบบย่อหรือแบบขยาย ใช้เวลาสร้างบารมี ๒๐ อสงไขยกับแสนกัป หรือแสนมหากัปนั่นเอง พระองค์สร้างบารมีเร็วขึ้นเพราะว่าพระองค์มีปัญญามาก สามารถตรัสรู้ได้เร็ว แต่ว่า ๒๐ อสงไขยกับแสนกัปก็นานมากๆ เพราะกัปหนึ่งก็นานมากแล้ว แสนกัปก็ยิ่งนาน อสงไขยกัปก็ยิ่งนาน นี่อสงไขยตั้ง ๒๐ รอบ นานมากเลย

 

-----------------------------------------------------------------------------------

เส้นทางพระบรมโพธิสัตว์

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ M.D.,Ph.D

 

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร