อู่แห่งทะเลบุญ

วันที่ 18 สค. พ.ศ.2558

 

อู่แห่งทะเลบุญ


กำจัดน้ำใจหยาบ        สันดานบาปแห่งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง    มละบาปบำเพ็ญบุญ

 

    การที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ต้องสร้างบารมี แล้วบารมีแตกต่างกับบุญอย่างไร มาศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมกัน บุญ คือพลังงานบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง จะเกิดขึ้นเมื่อเราทำความดี เช่นเราให้ทานก็เกิดบุญ รักษาศีลก็เกิดบุญนั่งสมาธิภาวนาก็เกิดบุญ อู่ทะเลบุญคือนิพพาน บุญพร้อมจะหลั่งไหลสู่ร่างกายได้ทุกเมื่อขอเพียงใจจรดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เมื่อนั้นท่อธารบุญจะหลั่งไหลมาที่ศูนย์กลางกายของเราเต็มที่ เหมือนกับท่อประปาต่อเชื่อมเข้ามาที่บ้านของเรา แม้ปากท่ออยู่ที่บ้านแต่ถ้าเราไม่เปิดก๊อกน้ำ น้ำก็ไม่ไหล เปิดก๊อกน้ำเมื่อใดน้ำประปาก็ไหล


    ใจเราก็เหมือนกันจรดที่ศูนย์กลางกายเมื่อใดก็เปรียบเสมือนเปิดท่อประปานั่นเอง บุญจะหลั่งไหลมาที่ศูนย์กลางกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ภาษาไหน เมื่อใดที่ให้ทาน โดยธรรมชาติของใจจะถูกดึง เข้ามาที่ศูนย์กลางกายแล้วบุญก็จะเกิดขึ้น แม้เขาไม่เคยฝึกสมาธิมาก่อนก็ตาม พอเห็นคนลำบากก็ไปช่วยเขา หรือถวายทานให้กับผู้มีพระคุณเช่นให้กับคุณพ่อคุณแม่ ครูอาจารย์หรือพระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น บุญก็เกิดขึ้นใจปลื้มปีติ ตอนที่ปลื้มนั่นแหล่ะใจจะจรดเข้ามาที่ศูนย์กลางกายโดยเจ้าตัวยังไม่รู้ แต่ถ้าเป็นผู้ฝึกสมาธิมาก่อนจะบำเพ็ญทานครั้งใด ก็จะจรดใจที่ศูนย์กลางกายสนิท บุญจะเกิดมากกว่าคนทั่วไปเพราะว่าทำถูกหลักวิชา


    สังเกตหรือไม่ว่า เวลาที่เราอุทิศส่วนกุศลจะมีการกรวดน้ำ บางคนคิดว่าบุญจะไหลออกมาจากน้ำที่ไหล บางทีจึงรุมเอานิ้วไปจ่อตรงที่น้ำไหลกลัวไม่ได้บุญจริงๆแล้วไม่ใช่ บุญไม่ได้ไหลตามน้ำ แต่เหตุที่มีการกรวดน้ำเพราะว่า คนทั่วไปยังไม่ได้ฝึกสมาธิ ก็ต้องอาศัยน้ำที่ไหลเอาใจจดจ่ออยู่กับน้ำไม่วอกแวกไปด้านอื่น ทำใจให้เป็นสมาธิช่วงสั้นเวลาจะรับบุญจะอุทิศส่วนกุศล บุญที่รับบุญที่อุทิศจะแรงมากขึ้นโดยอาศัยน้ำเป็นอุบาย เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องเอามือไปจ่อแค่มองสายน้ำก็พอ การที่เอามือไปจ่อตรงน้ำเพราะแก้วธรรมดาเทแล้วน้ำจะไหลย้อย ก็ต้องเอานิ้วไปจ่อให้น้ำไหลตามนิ้ว น้ำจะไม่ย้อยก้น แต่ถ้าคนโทที่ทำมาโดยเฉพาะน้ำจะไม่ย้อยก้นไม่ต้องเอามือไปจ่อ ใช้คนโทหรือกาน้ำเทไปที่รองรับน้ำได้เลย ในความเป็นจริงไม่ต้องกรวดน้ำก็ได้แค่เอาใจไปจรดที่ศูนย์กลางกายตั้งใจรับบุญ แล้วจะอุทิศส่วนกุศลให้ใครก็นึกถึงผู้นั้นให้เขาใสๆสว่างๆ ที่กลางท้องที่ศูนย์กลางกายของเรา อย่างนี้บุญจะถึงเขาแรงและตรงที่สุดเลย


    บุญจะมามากมาน้อยขึ้นอยู่กับเราทำถูกวิธีหรือเปล่า ดังเช่น อหิงสกกุมาร หรือองคุลีมาล ท่านได้ไปเรียนวิชาจนเก่งและเป็นที่รักของอาจารย์ ลูกศิษย์คนอื่นสู้ไม่ได้เลยอิจฉา จึงวางแผนทำลาย ก็คอยวนเวียนไปฟ้องอาจารย์ว่า องคุลีมาลไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ อาจารย์ก็หลงเชื่อจึงวางแผนกำจัดองคุลีมาล แต่ตัวเองเป็นอาจารย์อยู่ๆ จะไปฆ่าลูกศิษย์จะเสียชื่อ จึงหลอกอหิงสกกุมารว่าจะถ่ายทอดวิชาสุดยอดให้ แต่มีเงื่อนไขคือต้องฆ่าคนให้ครบหนึ่งพันคนเสียก่อน จึงจะฝึกวิชาที่ว่าได้ อหิงสกกุมารเดิมเป็นเด็กเรียบร้อย แต่เมื่อฟังอาจารย์สอนอย่างนั้น  ด้วยความอยากจะเรียนรู้วิชานั้นมาก เพราะเชื่อว่าเป็นสุดยอดวิชา ฝึกสำเร็จแล้วทั้งโลกไม่มีใครสู้ได้ ก็เลยเชื่ออาจารย์ ฆ่าได้ทีละ๕-๑๐ คน เพราะฝีมือดีมาก ฆ่าใหม่ๆก็นับทีละคนแต่พอฆ่าไปมากๆ บาปหุ้มใจ ใจดำมืด ชักหลงลืมจำไม่ได้ว่าฆ่าไปกี่คนเลยต้องตัดนิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอ เอาไว้คอยนับว่าฆ่าไปกี่คนแล้วเขาเลยเรียกว่าองคุลีมาล แปลว่าโจรที่มีพวงมาลัยเป็นนิ้วมือ ชาวบ้านหวาดกลัวมาก กระทั่งมีคนไปกราบทูลพระราชา คือพระเจ้าปเสนทิโกศลกษัตริย์แห่งแคว้นโกศล ว่าองค์คุลีมาลโหดร้ายเหลือเกิน จนผู้คนไม่กล้าไปทำมาค้าขาย เพราะโจรองคุลีมาลคอยซุ่มฆ่าเดือดร้อนมากเอาใครไปปราบก็ไม่อยู่ สุดท้ายพระราชาต้องยกทหารทั้งกองทัพ จะไปปราบองคุลีมาลคนเดียว ส่วนแม่ขององคุลีมาลที่อยู่ในเมือง พอทราบข่าวจะรีบไปบอกลูกชายให้หนีไปก่อน เดินทางรอนแรมเข้าป่าคนเดียวด้วยความรักลูกคิดว่าพระราชายกมาทั้งกองทัพลูกคงจะสู้ไม่ไหว เลยรีบไปบอกให้ลูกหนีไป ขณะนั้นองคุลีมาลฆ่าคนมา ๙๙๙ ศพแล้ว อีกคนเดียวจะครบพัน


    เช้าวันนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแผ่ข่ายพระญาณตรวจดูสัตว์โลกว่าวันนี้มีใครที่พระองค์ควรจะไปโปรดในวันนั้นก็ปรากฏองคุลีมาลอยู่ในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่าที่จริงแล้วองคุลีมาลในอดีตสร้างบุญมามากเพียงพอที่จะบรรลุธรรมได้ แต่พลาดเพราะเจออาจารย์ไม่ดี แล้ววันนี้หากปล่อยให้แม่มาเจอองคุลีมาล องคุลีมาลจะฆ่าแม่เพราะองคุลีมาลฆ่าคนมามากแล้ว ทำให้ใจมืดบอดจะไม่คิดอะไรทั้งนั้น มุ่งจะคฆ่าให้ครบพันคนอย่างเดียว ถ้าฆ่าแม่ก็หมายถึงได้ทำ “ อนันตริยกรรม ” เป็นกรรมหนักที่สุด๕อย่าง ใครทำจะห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน ต้องตกนรกร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อให้กลับตัวกลับใจทำความดีเท่าไร อย่างมากก็ตกนรกขุมตื้นเท่านั้น กรรม ๕ อย่างนั้นคือ


๑.    ฆ่าแม่
๒.    ฆ่าพ่อ
๓.    ฆ่าพระอรหันต์
๔.    ทำร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต
๕.    ทำสังฆเภทคือ ยุยงให้สงฆ์แตกกัน


     เหมือนพระเจ้าอชาตศัตรู เชื่อพระเทวทัตจนกระทั่งสุดท้ายฆ่าพ่อ คือพระเจ้าพิมพิสาร ทำปิตุฆาต ชิงราชบัลลังก์มา แม้ภายหลังจะกลับตัวกลับใจเป็นพุทธศาสนิกชน เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมป์ภกในการสังคยานาครั้งที่๑ก็ตาม แต่ตายแล้วก็ต้องตกนรกอยู่ดี แค่ตกนรกขุมตื้นขึ้น ไม่ได้ลงอเวจีมหานรก ถ้าปล่อยให้องคุลีมาลฆ่าแม่ โอกาสที่บรรลุธรรมจะหมดไปทันที


          ด้วยความเมตตาในองคุลีมาล ตอนเช้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดองคุลีมาล องคุลีมาลพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนพบแม่ พอเจอพระองค์ก็ดีใจพบคนที่หนึ่งพันแล้ว ถือดาบวิ่งไล่จะฆ่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จไปเฉยๆ เรื่อยๆ แต่องค์คุลีมาลวิ่งไล่กวดสิ้นระยะทาง ๓ โยชน์ เท่ากับ ๔๘ กิโลเมตร ยังตามไม่ทัน ปกติองคุลีมาลทะนงในฝีเท้าตัวเองว่าวิ่งเร็วมาก แต่วิ่งไล่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทัน แล้วพระองค์ไม่ได้วิ่งเสด็จดำเนินไปธรรมดา แต่ตนเองไล่จนสุดฝีเท้ายังตามไม่ทัน พระองค์อยู่ข้างหน้าเรื่อยๆ ด้วยพุทธานุภาพ จนสุดท้ายองคุลีมาลตะโกนว่า “ สมณะ หยุดก่อนๆ ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอบกลับด้วยเสียงเรียบๆว่า “ สมณะหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด ” องคุลีมาลบอกว่า “ พระอะไรโกหก เดินอยู่แท้ๆ เราวิ่งไล่ตามยังไม่ทัน บอกว่าหยุดแล้ว ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสขยายความอีกนิดหนึ่งว่า “ ตถาคตหยุดแล้ว จากการปลงสัตว์จากชีวิต องคุลีมาลเธอล่ะ! เมื่อไหร่จะหยุด ” สิ้นพระสุรเสียงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องคุลีมาลเหมือนโดนสายฟ้าฟาด ใจที่ถูกบาปหุ้มอยู่เพราะฆ่าคนมามาก สว่างวาบขึ้นมาเลย ทิ้งดาบจากมือ คุกเข่ากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดศรัทธา แล้วขอบวช


         บวชแล้วก็ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพราะเป็นคนจริง ทำอะไรทำจริง คนจริงทำผิดพลาดกันได้ แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ดี กลับตัวกลับใจได้ก็เป็นคนดีได้เหมือนกัน ถ้าเป็นคนเหยาะแหยะ จะฝึกก็ยากเพราะเหมือนไม้ไม่มีแก่น เหมือนเถาวัลย์ เหมือนกับตำลึง ให้ยืนหลักยืนต้นให้สูงมันยาก องคุลีมาลตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตอนบวชใหม่ลำบากมาก เช่น บิณฑบาต พอเข้าใกล้มีคนจำได้ก็วิ่งหนี นึกว่าองคุลีมาลปลอมตัวเป็นพระมาฆ่า ก็เลยไม่ได้อาหารบิณฑบาต พอถัดมาหลายวันเข้าชาวบ้านเห็นท่านสงบเสงี่ยม สงสัยท่าทางจะบวชจริง ชาวบ้านจึงไม่วิ่งหนีแต่แอบดูอยู่ไกลๆ พอมั่นใจว่าองคุลีมาลกลับตัวกลับใจออกบวชจริงแล้วความกลัวหายไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาคือ ความโกรธแค้น บางคนถูกองคุลีมาลฆ่าสามี พ่อลูกญาติถูกฆ่ายังเกรงใจผ้าเหลืองไม่กล้าฆ่าองคุลีมาล แต่ก็เองก้อนอิฐก้อนหินขว้างศีรษะแตก ปากแตกเลือดอาบ บิณฑบาตก็ไม่ได้ ท่านก็ไม่บ่นเพราะรู้ว่าเป็นวิบากกรรมของตัวเองที่ทำไว้ เจอแค่นี้ยังน้อยไปก็อดทน


          จนวันหนึ่ง ท่านบิณฑบาตไปเจอหญิงท้องแก่เห็นท่านก็จะวิ่งหนี นึกว่าท่านจะมาฆ่าแต่ความที่ท้องแก่จึงหนีไม่ทัน แล้วก็ปวดท้องมาก เด็กจะคลอดก็คลอดไม่ออก ตอนคลอดเป็นช่วงที่เสี่ยงมาก ดีไม่ดีอาจตายท้องกลม นอนดิ้นทรมานอยู่นั่นเอง องคุลีมาลเข้าไปใกล้ๆ ตั้งจิตอธิษฐานว่านับแต่ข้าพเจ้าออกบวชอยู่ในสมณเพศอันเป็นเพศแห่งอริยะนี้ ไม่เคยเลยที่จะคิดปลงสัตว์ออกจากชีวิต ด้วยอำนาจสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแด่น้องหญิงและทารกในครรภ์เถิด สิ้นเสียงขององคุลีมาลเท่านั้น ทารกก็คลอดออกมาอย่างสบายๆ นับแต่นั้นมาออกบิณฑบาตพอได้ข้าวบ้าง เพราะการทำความดีอย่างไม่ย่อท้อ


          คนทั่วไปใจร้อน เคยทำไม่ดีมาก่อน พอบอกจะกลับตัวกลับใจแล้วนะ เดิมเรามีอะไรที่ผิดพลาด แต่ตั้งใจแก้แล้วแต่พอเจอคนอื่นที่เขาไม่ยอมรับเพราะติดภาพเก่าๆ อยู่ เกิดน้อยใจก็เลยกลับไปแย่อย่างเก่า อย่างนี้เรียกว่าเสียท่าเพราะใจเร็วด่วนได้ ดูอย่างพระองคุลีมาลเมื่อเดินหน้าจะทำความดีอุปสรรคมีเท่าไรไม่ท้อ เอาจริงเอาจังเต็มที่ จนสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ได้ แล้วคาถาหรือบทสวดมนต์ที่พระองคุลีมาลตั้งจิตอธิษฐานขอให้ความสวัสดีมีแก่หญิงผู้นั้นและทารกในครรภ์ ปัจจุบันก็อยู่ในบทสวดมนต์เจ็ดตำนานที่พระภิกษุเวลาไปเจริญพระพุทธมนต์ตามบ้านเรือนก็จะท่องคาถานี้ด้วยในสมัยก่อนไม่ว่าจะเป็น ไทย พม่า ศรีลังกา ลาว กัมพูชา ก็เหมือนกัน เจอผู้หญิงท้องคลอดยาก พระจะไปสวดบทนี้ให้ พอสวดเสร็จเด็กก็คลอดสบายๆ เรียกว่าคาถาทำคลอด


           มีคำถามว่า องคุลีมาลฆ่าคนเป็นพัน ทำบาปมาก ทำไมได้เป็นพระอรหันต์ ก็เพราะว่าองคุลีมาลทำถูกหลักวิชา เมื่อบวชแล้วตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ทำสมาธิภาวนา ทำอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน รักษาศีลแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่าว่าแต่ลงมือเลย แม้ความคิดที่จะปลงสัตว์จากชีวิตยังไม่มี ศีลบริสุทธิ์เต็มเปี่ยม ทั้งกาย วาจาและใจ ทำสมาธิภาวนาก็เอาชีวิตเป็นเดิมพัน พอใจจรดนิ่งที่ศูนย์กลางกายจรดได้สนิท บุญที่เกิดมันไม่เหมือนกับเปิดก๊อกประปา ถ้าเปรียบมันเหมือนเปิดเขื่อนขนาดใหญ่ถ้าสมมติว่าทำบาปเหมือนเติมเกลือ ทำบุญเหมือนเติมน้ำ ฆ่าคนไปหนึ่งคนก็บาปมากไม่ใช่แค่เกลือเป็นช้อนแต่เหมือนเกลือเป็นโอ่งเลย นี่ฆ่าเป็นพันคนเหมิอนเติมเกลือไปพันโอ่ง แต่น้ำเยอะกว่า แบบน้ำในเขื่อนไหลมามหาศาล เกลือพันโอ่งเจอน้ำพันล้านคิวมันชักไม่ค่อยเค็ม แม้เกลือยังอยู่แต่น้ำมาก ก็เหมือนมีบาปแต่บุญมาก ทำให้บาปหมดฤทธิ์ เลยได้เป็นพระอรหันต์
จากเรื่องนี้เองทำให้รู้ว่า การสร้างบุญถ้าทำถูกหลักวิชา คือ ใจจรดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ทำความดีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน บุญจะเกิดอย่างมหาศาล ถ้าทำความดีแบบเหยาะๆแหยะๆ นิดๆหน่อยๆ ทำแบบเสียมิได้ บุญก็มาแบบน้ำประปาหยดติ๋งๆ ถ้าทำแบบทั้งตัวทั้งใจเต็มหัวใจ บุญเทียบกันไม่ติดมากเป็นล้านๆเท่า ตรงนี้เอง มีสาธุชนที่ญี่ปุ่นมาที่วัดทำบุญด้วย เขาก็แปลกใจตัวเองว่าอยู่ที่เมืองไทยทำบุญ ก็ทำแค่ครวละ ๑๐ บาท มากหน่อยก็ ๒๐ บาท แล้วหูก็คอยฟังว่าโฆษกประกาศชื่อหรือยัง ไม่ประกาศชื่อก็หงุดหงิด แต่ทำไมมาที่วัดพระธรรมกายโตเกียว แล้วเห็นมีการสร้างพระธรรมกายประจำตัว องค์ละหนึ่งหมื่นบาทก็ทำเลย ทั้งให้ตัวเองและให้คุณพ่อคุณแม่ตั้งหลายองค์ ไม่ต้องมีใครประกาศชื่อเลย มีแต่ความปลื้มใจ เจ้าตัวยังแปลกใจตัวเอง
การที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมรู้คุณค่าของบุญ ไม่ใช่แค่ทำตามประเพณีทำเอาหน้าเอาตา แต่เป็นการกระทำเพราะเห็นคุณค่าของบุญ เมื่อเห็นคุณค่าก็พร้อมจะทำทั้งกายทั้งใจ เต็มกำลังของตัวเอง บุญเกิดเต็มที่ ตรงนี้ที่ว่า วัดพระธรรมกายมีแต่คนรวยๆเข้าวัด จริงๆไม่ใช่ คนเข้าวัดพระธรรมกาย มีทุกฐานะทุกเพศทุกวัย  แต่ทุกคนตั้งใจสร้างบุญเอาธรรมะไปประพฤติปฏิบัติ ทำให้ชีวิตดีขึ้นๆ พอเข้าวัดหลายๆปี ก็ทำให้รวยเป็นแถว ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า คนเข้าวัดพระธรรมกายมีแต่คนรวยๆ แต่จริงๆแล้วใช้คำผิดไปนิดหนึ่ง ต้องใช้คำว่า คนเข้าวัดพระธรรมกายแล้วรวย อย่างนี้ถึงจะถูกต้อง เพราะว่าเข้าวัดแล้วศึกษาธรรมะ เลยสร้างบุญอย่างถูกหลักวิชา ทั้งทาน ศีล และภาวนา


            ทาน คือ ให้รู้คุณค่าของการแบ่งปัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ศีล ให้รักษาให้ดี แค่ศีล๕ ไม่พอ วันพระต้องรักษาศีล ๘ ถ้าวันคล้ายวันเกิดรักษาศีล๘ด้วยจะดีมาก ใครที่เกิดวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธก็ดี รักษาศีล๘ด้วย พอวันพระทีให้ติดป้ายวันพระที่หน้าบ้าน ตั้งใจทำดีเป็นพิเศษ พยายามให้ทุกคนรักษาศีลให้มากขึ้น มุ่งหวังปลูกจิตสำนึกให้รักษาศีลให้มากขึ้น ภาวนา คือ ให้ขยันสวดมนต์ ทำสมาธิ  จะเห็นได้ว่า เวลามีจัดตักบาตรล้านรูป จะมีพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะให้ทุกคนกล่าวคำแสดงตนเป็นพุทธมามกะตอกย้ำความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ว่าจะเป็นชาวพุทธตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันคนห่างธรรมะไป จนมีบางคนบอกว่า ทำความดีมากๆ ทำไม่ไหว อย่าไปทำ ทำได้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่ต้องทำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในพระไตรปิฎกว่า “ คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน ” แม้พระองค์เองก็ทรงทำเป็นแบบอย่าง กระทั่งเคยให้ชีวิตเป็นทาน แล้วชาวพุทธไม่ต้องดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นแบบหรืออย่างไร
 
    

-----------------------------------------------------------------------------------

เส้นทางพระบรมโพธิสัตว์

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ M.D.,Ph.D

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร