อุปนิสัยสู่ความเป็นผู้ที่มีประสิทธิผลสูง

วันที่ 21 สค. พ.ศ.2558

 

อุปนิสัยสู่ความเป็นผู้ที่มีประสิทธิผลสูง

            มีชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อนายสตีเฟ่น โควี่ ได้เขียนหนังสือเรื่อง อุปนิสัย 7 ประการ เพื่อพัฒนาสู่ความเป็นผู้มีประสิทธิผลสูง เป็นที่ฮือฮามาก เป็นหนังสือขายดีที่สุดในโลกในช่วงนั้น ได้รับการแปลสู่ภาษาต่างๆ มากมาย จนกระทั่งสตีเฟ่น โควี่ ได้รับการยกย่องว่า เป็น 1 ใน 25 ผู้มีอิทธิพลสูงสุดของโลก ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา

            หนังสือที่เขาเขียนส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง สังคมอเมริกันถึงกับตะลึงงันเพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีแง่มุมในการพัฒนาตัวเองที่ดีอย่างนี้อยู่ ซึ่งในภายหลังนายสตีเฟ่น โควี่ ก็ออกมาเปิดเผยว่า สิ่งที่เขียนไปนั้นแท้จริงแล้วหลักการใหญ่เขาไม่ได้คิดเอง เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ยอมเฉลยมาชัดๆ ว่าหลักการนั้นตนเองเอามาจากไหน ต่อมาเขาก็เขียนหนังสือเพิ่มอีกบทหนึ่งคืออุปนิสัยประการที่ 8 เนื้อหาสาระก็ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก ว่าสอดคล้องกับหลักคำสอนในพระพุทธศาสนามาก แต่ที่นายสตีเฟ่น โควี่ ไม่กล่าวออกมาชัดๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงต้านจากผู้ที่ไม่มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนา และการนำเสนอว่าเป็นเนื้อหากลางๆ ไม่เกี่ยวกับพระศาสนาโดยตรง คนทั่วไปจะเปิดรับได้ง่ายกว่า เรามาลองดูกันว่า อุปนิสัยที่ช่วยพัฒนาเราไปสู่ความเป็นผู้มีประสิทธิผลสูงนี้ ที่สำคัญมีอะไรบ้าง อาตมภาพจะไม่นำเนื้อหาในหนังสือที่นายสตีเฟ่นเขียนมาขยายความทีละข้อ เพราะจะใช้เวลามาก แต่จะศึกษาจากตัวอย่างในพระพุทธศาสนาโดยตรง

 

            ผู้ที่มีประสิทธิผลสูงที่สุดในโลกคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครอีกแล้วในโลกที่สามารถปราบกิเลสในตัวเองได้หมด แล้วก็ช่วยโปรดสรรพสัตว์ได้เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวโลกทั่วไป จะมีประสิทธิผลสูงเพียงไรก็ตาม ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ในชาตินี้ คือทำให้ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ที่ดีขึ้นมาหน่อยก็คือได้ประโยชน์ในชาติหน้า ได้สร้างบุญสร้างกุศล ละโลกแล้วไปสู่สุคติโลกสวรรค์ แต่ที่จะถึงประโยชน์อย่างยิ่ง คือปราบกิเลสในตัวได้หมดด้วยตัวเอง อีกทั้งสามารถโปรดสรรพสัตว์ได้ ก็มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

            เส้นทางในการพัฒนาตนเองของพระองค์ เริ่มจากพระชาติแรกที่พระองค์เริ่มตั้งความปราถนาว่า ต่อไปภายหน้าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า ในพระชาตินั้นพระองค์เป็นพ่อค้า ลงเรือสำเภาไปค้าขายต่างเมือง โดยได้พาแม่ไปด้วย เพราะท่านมีอายุมากแล้ว อยู่ที่บ้านไม่มีคนดูแล ครั้นไปถึงกลางทะเลเกิดพายุ สำเภาล่มผู้คนทั้งหลายต่างก็จมน้ำตาย แต่พระองค์ไม่ทรงท้อถอย แบกแม่ขึ้นหลังแล้วแหวกว่ายไปกลางมหาสมุทรถึง 7 วัน 7 คืน ในระหว่างลอยคออยู่กลางมหาสมุทรนั่นเอง พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ต้องมีภัยต่างๆ สารพัด ทำอย่างไรจึงจะสามารถพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดถาวร และเมื่อพ้นแล้วเราจะไม่พ้นทุกข์นี้เพียงคนเดียว แต่จะโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ตามไปด้วย พระองค์ทรงเริ่มตั้งความปราถนา พุทธภูมิขณะลอยคออยู่กลางมหาสมุทรนั่นเอง

 

            หลังจากว่ายน้ำข้ามทะเล 7 วัน 7 คืน ในที่สุดพระองค์ก็สามารถถึงฝั่งได้ จากนั้นพระองค์ก็ตั้งใจสร้างความดี โดยพิจารณาว่าการที่พระองค์จะสามารถพ้นจากกองทุกข์ได้จริงจะต้องทำอย่างไร เมื่อทรงสำรวจอย่างถี่ถ้วน ก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า พระองค์ต้องสร้างบารมี 10 ทัศ ทั้งทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี แล้วพระองค์ก็ตั้งใจสร้างบารมีเหล่านี้อย่างเต็มที่ สะสมบุญบารมีมากเข้าๆอุปสรรคมีเท่าใด ไม่ยอมย่อท้อเลย เดินหน้าบุกบั่นฟันฝ่าไป สุดท้ายก็สามารถตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ใช้เวลาสร้างบารมีทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จแล้วถึง 20 อสงไขยกับแสนมหากัป นานมากจนนับไม่ถ้วน

 

จากประวัติโดยย่อของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ เราจะเห็นความจริงหลายอย่าง ที่เอามาใช้ในการฝึกตัวของเราเอง ได้

            ประการแรก คือ จุดเริ่มต้นของความเป็นผู้มีประสิทธิผลสูงคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เหมือนอย่างพระองค์ทรงปักธงมั่นเลยว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต เมื่อปักธงตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจน ทุกอย่างก็มุ่งไปสู่ตรงนั้น เราต้องกล้าตั้งเป้าหมาย อย่าไปรอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยตั้ง เพราะถ้ารอให้พร้อม บางทีทั้งชาติอาจไม่ได้ตั้งเลย ดูอย่างพระพุทธองค์ทรงตั้งเป้าหมายพุทธภูมิ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดยากยิ่งกว่าเป้าหมายใดๆ ที่คนทั้งโลกเคยตั้งเอาไว้ ถามว่าท่านตั้งตอนไหน ตอนลอยคออยู่กลางมหาสมุทรมา 7 วัน 7 คืน ข้าวก็ไม่มีตกถึงท้อง แผ่นดินจะเหยียบยังไม่มีเลย ลอยคออยู่ถ้าเกิดท้อรามือเมื่อไร จมน้ำตายเดี๋ยวนั้นเลย ต้นทุนที่มีถือว่าต่ำที่สุด ความพร้อมมีน้อยที่สุด แต่ท่านกล้าตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

            เราทุกคนขณะนี้เรามีแผ่นดินยืน ต้นทุนเราดีกว่าพระองค์มากมาย เป้าหมายใดๆ ที่เราจะตั้งขึ้นไม่มีอะไรที่ยากเกินกว่าจะไปถึง ถ้าหากเอาจริง ดังนั้นต้องกล้าที่จะตั้งเป้าหมาย และต้องเป็นเป้าหมายที่ดี เป็นไปในทางสร้างสรรค์ อย่าไปตั้งเป้าหมายที่จะเป็นโจรปล้นเก่งที่สุด โกงเก่งที่สุดอย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องตั้งเป้าหมายที่เป็นบุญเป็นกุศลเป็นประโยชน์ทั้งชาตินี้ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งถึงจะใช้ได้

 

            มีตัวอย่างในยุคปัจจุบันที่ใกล้ตัวขึ้นอีกหน่อย คือ นายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเกิดในครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมอะไร แม่แยกทางกับพ่อแล้วไปแต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงเป็นคนที่ชอบรังแกแม่ เมาเหล้าก็มาตบตีแม่ของเขาเป็นประจำ คลินตันเติบโตมาในครอบครัวอย่างนี้แต่ไม่ยอมท้อ ตั้งใจฝึกตัวเองไป พอเข้าสู่วัยรุ่นก็ถามตัวเองว่า เป้าหมายชีวิตต้องการเป็นอะไร เมื่อสำรวจตรวจทานอย่างดี สุดท้ายได้คำตอบว่า ต้องการเป็นประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็พิจารณาต่ออีกว่า การจะเป็นประธานาธิบดีได้ต้องทำอะไรบ้าง ต้องเตรียมตัวอย่างไร พบคำตอบว่า จะต้องปูพื้นฐานทางการศึกษาก่อน จะได้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีความน่าเชื่อถือ หลังจากนั้นจะต้องไต่เต้าเส้นทางขึ้นไป ด้วยการฝึกอัธยาศัยตัวเองในการพบปะเจอะเจอผู้คน เพื่อสร้างพันธมิตรเพื่อนฝูงคนสนับสนุน พอสำรวจทุกอย่างดีแล้วก็เดินตามแผนนั้น ตั้งใจทุ่มเทกับการศึกษา แล้วก็ค่อยๆไต่เต้าขึ้นไปตามเส้นทางการเมืองที่ตนเองวางแผนไว้ ทำไปทีละขั้นๆ ในที่สุดก็สามารถประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เป็นประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ในขณะที่มีอายุเพียง 46 ปีเท่านั้น

            หลักการตรงกัน ตั้งเป้าหมายให้ชัด สำรวจภาระกิจว่าจะบรรลุเป้าหมายนั้นต้องทำอย่างไร จัดลำดับความสำคัญแล้วทำไปตามนั้น ต้องมีวินัยในตัวเอง ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างจริงจัง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่เถลไถลออกจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ เมื่อใดเผลอออกนอกเส้นทาง พอรู้ตัวต้องรีบตลบกลับทันที สุดท้ายก็จะประสบความสำเร็จได้

 

            นี้เป็นหลักการใหญ่ ซึ่งพวกเราทุกคนสามารถทำได้ ลองสำรวจตัวเองสิว่า เป้าหมายในชีวิตเราต้องการเป็นอะไร ถ้าให้ดีสำรวจทั้งเป้าหมายในชาตินี้ชาติหน้าและระยะยาวต่อไปด้วย เสร็จแล้วสำรวจภาระกิจว่า จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วก็เดินหน้า

            พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เมื่อท่านเพิ่งบวชได้พรรษาเดียว อายุ 25 ปีเศษ วันหนึ่งนั่งรถผ่านสนามม้า เห็นคนกำลังเชียร์ม้าเป็นหมื่นๆ คน เสียงเฮว ๆ ๆ ท่านรำพึงออกมาว่า สักวันหนึ่งท่านจะสร้างวัด แล้วจะชวนคนมาสวดมนต์ปฏิบัติธรรมให้มากกว่าคนไปสนามม้า ใครฟังเขาก็นึกขำ ว่าพระบวชใหม่เพิ่งจะพรรษาเดียว พูดคำใหญ่คำโต จะเอาคนมาวัดให้มากกว่าคนไปสนามม้าซึ่งมีเป็นหมื่นๆ คนจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะโดยทั่วไปวัดไหนชวนคนมาวัดปฏิบัติธรรมได้สักสิบสักร้อยคนก็เก่งแล้ว แต่ถึงวันนี้เราก็พบแล้วว่า ทุกอย่างเป็นไปจริงตามที่ท่านตั้งใจไว้ ท่านตั้งความปราถนาว่า ต้องการเผยแผ่ธรรมะให้คนในสังคมไทยและสังคมโลกมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เลิกอบายมุข ท่านก็ทำมาโดยตลอด ท่านตั้งใจว่าจะต้องปักหลักพระพุทธศาสนาเผยแผ่เชิงรุกไปทั่วโลกให้ได้ ท่านก็ทำมาตลอด 38 พรรษา ไม่ได้หยุดเลย งานพระศาสนาก็ค่อยๆขยายกว้างออกไป

 

            จนแม้ปัจจุบัน ท่านอายุย่าง 63 ปีแล้ว สุขภาพก็ไม่แข็งแรง แต่ภาระกิจของท่านในแต่ละวันนั้นหนักมาก เช้าตื่นมาท่านก็นั่งสมาธิก่อนหลังฉันเช้าเสร็จท่านก็สั่งงาน แล้วก็นั่งธรรมะทำสมาธิ พอฉันเพลเสร็จก็รับแขก พอตกบ่ายนั่งสมาธิต่อ แล้วก็บริหารขันธ์ ดูแลสุขภาพ เสร็จแล้วพอ 1 ทุ่ม ก็มาสอนธรรมะให้กับญาติโยม จนถึง 4 ทุ่ม ทุกคืนเลยหลัง 4 ทุ่มก็รับฟังการรายงานผลต่างๆ แล้วก็นั่งธรรมะอีกใกล้เที่ยงคืนจึงได้พักจำวัด เป็นอย่างนี้ทุกวัน เรียกว่าเวลา 24 ชั่วโมงถูกบริหารจัดการเป็นอย่างดี ปีละ 365 วันไม่ได้หยุดเลย นั่นคือสิ่งที่ท่านทำ จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมท่านจึงสามารถสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นมาได้

            จากจุดเริ่มต้นที่ท่านเพียงคนเดียวปฏิบัติธรรมกับคุณยายอาจารย์แล้วค่อยๆ ชวนเพื่อน พี่ น้อง สาธุชนทั้งหลายมาปฏิบัติเพิ่มขึ้น ศิษยานุศิษทั้งหลาย ได้เห็นการปฏิปทาของท่าน เกิดความเลื่อมใส ต้องการสร้างความฝันร่วมกับท่าน ให้ฝันนั้นเป็นจริง ปราถนาจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก ปราถนาจะนำศีลธรรมกลับคืนมาสู่สังคมไทยและสังคมโลก ปราถนาจะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันด้วยความสงบร่มเย็น ได้สร้างบุญสร้างบารมี ประพฤติปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน แล้วร่วมกันสร้างบารมีจนกระทั่งเข้าถึงที่สุดแห่งธรรม ทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ จึงมีผู้คนมาร่วมสร้างบารมีกับท่าน มาบวชเป็นพระ มาเป็นอุบาสกอุบาสิกา มาสนับสนุนงานพระพุทธศาสนา จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย ร้อยเป็นพัน พันเป็นหมื่น หมื่นเป็นแสน แล้วก็เป็นล้านๆคนในปัจจุบัน ก็หลักการเดียวกัน คือเป้าหมายชัดเจน สำรวจภารกิจ แล้วก็ตั้งใจทำไปตามภารกิจ ตามลำดับความสำคัญอย่างจริงจัง แม้มีอุปสรรคใหญ่ท่วมฟ้า ก็ไม่นึกย่อท้อเลย

 

พระครูสมุห์สุวิทย์ สุวิชฺชาโภ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายท่านสรุปไว้กระชับทีเดียวว่า

ฝันให้ไกล          ฝันให้ถึง            ถึงแค่ฝัน

ฝันให้ไกล          ทำให้ถึง             ถึงที่ฝัน

 

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 1  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร