วันคุ้มครองโลก

วันที่ 24 สค. พ.ศ.2558

 

 

วันคุ้มครองโลก


            องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้ วันที่ 22 เมษายน เป็นวันคุ้มครองโลก โลกในที่นี้มีความหมายอยู่ 2 นัย นัยแรกหมายถึงโลกทางกายภาพที่มีภูเขา มีแม่น้ำ มีพื้นดิน มีแผ่นฟ้า มหาสมุทร ส่วนอีกนัยหนึ่ง โลกหมายถึงชาวโลกนั่นเอง คือสรรพชีวิตทั้งปวงที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ การคุ้มครองโลกจึงหมายถึงการคุ้มครองทั้งสิ่งแวดล้อมและคุ้มครองชาวโลกด้วย ว่าจะทำอย่างไรให้ชาวโลกทั้งหลายดำรงชีพอยู่บนโลกได้อย่างสงบสุขปลอดภัยทั้งภพนี้และภพหน้า 


            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้หลักธรรมเอาไว้ว่า หิริโอตตัปปะนี้แหละ คือธรรมคุ้มครองโลก ท่านเรียกว่าธรรมเป็นโลกบาล แปลว่าธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ได้แก่ หิริความละอายบาป และโอตตัปปะความเกรงกลัวบาป หิริกับโอตตัปปะต่างกันดังนี้ หิริความละอายต่อบาป ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่า เราเห็นเหล็กเปื้อนอุจจาระอยู่ท่อนหนึ่ง เรามีความรู้สึกรังเกียจไม่อยากจะแตะต้องเหล็กท่อนนั้น ความรู้สึกรังเกียจนี้เปรียบได้กับหิริความละอายบาป ไม่อยากทำบาป ถ้าจะให้ทำมันรู้สึกฝืนใจ ส่วนโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป ก็คือเกรงกลัวต่ออำนาจผลบาปที่ทำเปรียบเหมือนว่ามีเหล็กอยู่ท่อนหนึ่งเอาไปเผาไฟให้ร้อนแดงเราย่อมไม่กล้าจับเหล็กท่อนนั้น กลัวมันจะไหม้มือ อาการอย่างนี้เปรียบได้กับ โอตตัปปะความเกรงกลัวบาป  ใครก็ตามที่มีหิริโอตตัปปะ คนคนนั้นจะเป็นคนที่สามารถคุ้มครองตนเองให้ปลอดภัยในโลกนี้ และมีความสุขในโลกหน้าได้ หิริโอตตัปปะท่านเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เทวธรรม คือธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา ใครก็ตามมีหิริโอตตัปปะแล้ว แม้อยู่บนโลกก็เป็นเสมือนเทวดาเดินดิน ละโลกไปแล้วก็เป็นเทวดาจริงๆ เพราะอายบาปกลัวบาปจึงละเว้นจากความชั่วบาปอกุศล


            หากชาวโลกมีหิริโอตตัปปะกันทั่วหน้า สิ่งแวดล้อมต่างๆบนโลกจะดีแน่ เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากการที่คนเราขาดความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป ยกตัวอย่างเช่น การตัดไม้ทำลายป่า ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี รู้ว่าผิด แต่อยากได้เงินจึงยอมทำสิ่งที่ผิด สิ่งแวดล้อมก็เสียหาย การปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ รู้ก็รู้ว่าไม่ถูกต้อง แต่ไม่ยอมลงทุนขุดบ่อบำบัดน้ำเสีย เพราะไม่อยากเปลืองเงินจึงปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำไป คนอื่นจะเป็นอย่างไร สิ่งแวดล้อมจะเสียหายอย่างไรก็ช่าง ปัญหาเกิดขึ้นเพราะคนขาดหิริโอตตัปปะส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และผู้คนก็อยู่กันอย่างไม่ปลอดภัย เราลองถามตัวเองดูได้ว่า ในชีวิตประจำวันของเรา เรากลัวอะไรมากที่สุด เราจะพบว่าที่น่ากลัวอันดับ หนึ่งคือ คนไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย เป็นขโมย เป็นอันธพาล หรือบางคนอาจอยู่ในคราบของผู้มีอำนาจในแวดวงต่างๆ เรากลัวเขาจะมากลั่นแกล้ง เรากลัวเขาจะมาทำร้ายเราภัยที่มาจากคนภัยคนพาล คือสิ่งที่น่ากลัวอันดับหนึ่ง


             โลกที่ร้อนรนในปัจจุบัน เกิดจากคนขาดหิริโอตตัปปะนั่นเอง เพราะฉะนั้นจะคุ้มครองโลกได้ เราจะต้องสร้างหิริโอตตัปปะ ให้เกิดขึ้นในใจของเราก่อน แล้วก็ช่วยกันคนละไม้ละมือ ให้ความละอายเกรงกลัวต่อบาปนี้ เกิดในสังคมไทยและสังคมโลก ให้มากที่สุด ยิ่งมากเท่าไรโลกของเราก็จะได้รับการคุ้มครองมากไปตามส่วน


เครื่องเหนี่ยวรั้งใจคนไม่ให้ทำบาปโดยหลักมีอยู่ 3 ประการ
ประการที่ 1 คือ คำสอนของศาสนา คนไม่กล้าทำบาป ไม่อยากทำบาป ทั้งอายด้วยทั้งกลัวด้วยที่จะทำบาป เพราะรู้ว่ามันไม่ดี กลัวผลแห่งบาปจะเกิดขึ้นกับตนทั้งภพนี้และภพหน้า เรียกว่ามีเบรกในใจ มีแรงเหนี่ยวรั้งในใจอันเกิดจากคำสอนของศาสนา
ประการที่ 2 คือ กติกาของสังคม เช่นประเพณี กฏระเบียบ กฏหมาย ถ้าใครไปฝืนกฏกติกาของสังคมก็จะได้รับโทษ ไม่ว่าจะเป็นกติกาสังคมแบบอ่อน เช่นประเพณีวัฒนธรรมผู้ที่ทำสิ่งที่ผิดจารีตประเพณี ผิดวัฒนธรรมของสังคม ย่อมเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง เป็นแรงกฏดันให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เช่นนั้นเขาจะอยู่ไม่เป็นสุข ถือว่าเป็นการลงโทษแบบอ่อน ถ้าเป็นกติกาสังคมแบบแข็งก็คือ ออกเป็นระเบียบกฏหมาย ใครทำผิดก็ถูกลงโทษตามกฏหมาย คนก็กลัวบางคนไม่กลัวบาป แต่กลัวถูกตำรวจจับ กลัวจะถูกลงโทษถูกปรับ จึงไม่กล้าทำผิด อันนี้เป็นแรงเหนี่ยวรั้งจากกติกาสังคม
ประการที่ 3 คือ ครอบครัว ความเคารพรักคุณพ่อคุณแม่ทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำความชั่ว เกรงว่าจะทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ใจ ความรักความกตัญญูต่อพ่อแม่จึงทำให้คนเราประพฤติตัวดี ยิ่งครอบครัวใดมีสายสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นเหนียว ลูกมีความกตัญญูต่อพ่อแม่มากเพียงใด สิ่งนั้นก็จะเป็นเครื่องคุ้มครองตัวลูก ไม่ให้ถลำไปในทางที่เสื่อม เพื่อนฝูงจะมาชักชวนอย่างไร ก็มีความรักพ่อแม่ช่วยเหนี่ยวรั้งใจอยู่


            เครื่องเหนี่ยวรั้งใจทั้งสามประการนี้ แข็งแรงมากขึ้นเพียงใด เบรกในใจที่จะไม่ทำบาปทำกรรมของคนๆนั้น ก็จะแข็งแรงมากขึ้นเพียงนั้น แต่ถ้าเครื่องเหนี่ยวรั้งใจทั้ง 3 ประการนี้อ่อนแรงลงมากเท่าไร ผลร้ายก็จะตามมามากไปตามส่วน ดูตัวอย่างในสังคมระดับประเทศ ประเทศใดที่คนไม่มีความเชื่อเรื่องศาสนา ระบบครอบครัวอ่อนแอ มิหนำซ้ำถ้ากติกาสังคมๆไม่เข้มแข็งอีก คนไม่กลัวกฏเกณฑ์สังคม ไม่เคารพกติกาสังคมปัญหาจะเกิดขึ้นมากมาย แต่ถ้า 3 สิ่งนี้แข็งแรงละก็ อยู่กันเป็นสุขทีเดียว ดังนั้นพวกเราทุกคนจะเริ่มคุ้มครองโลก ขอให้เริ่มคุ้มครองจากตัวเองก่อน สำรวจตัวเราให้ดี ปรับปรุงพัฒนา ไม่มีใครหรอกจะสมบูรณ์พร้อม 100 % มีดีบ้างไม่ดีบ้างผสมกัน เพราะเรายังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราต้องมีหิริโอตตัปปะ และจะต้องฝึกสิ่งที่เกื้อหนุนต่อคุณธรรมความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป หมั่นสำรวจข้อบกพร่องของตัวเองและหมั่นปรับปรุงแก้ไข ชีวิตก็จะมีแต่ความเจริญ แต่คนไหนแม้เริ่มต้นจะมีต้นทุนที่ดี แต่ถ้าไม่ฝึกฝนตนเองไม่มีหิริโอตตัปปะ สุดท้ายก็จะแย่ 


            นอกจากนี้ถ้าเรามีคนในปกครองดูแล จะเป็นลูกก็ตาม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็ตาม ให้ช่วยอบรมปลูกฝังให้เขามีหิริโอตตัปปะให้ดีเถิด ถ้ามีลูกก็สอนลูกทั้งเรื่องของบุญและบาป โลกนี้โลกหน้า นรกสวรรค์ อย่าคิดว่าเขายังเด็กไม่รู้เรื่อง ยิ่งยังเป็นเด็กยิ่งสอนง่าย ปลูกฝังได้ลึก ถ้าลูกทำอะไรไม่ถูก พ่อแม่ต้องอธิบายเหตุผลให้ลูกทราบว่า มันไม่ดีเพราะอะไรและจะส่งผลอย่างไร นี่ไม่ใช่การขู่แต่ต้องอธิบายเหตุผลโยงให้ลูกเห็นชัดเจน ยกตัวอย่างเรื่องราวจากทั้งพระไตรปิฎกและในปัจจุบันของคนที่ทำดีแล้วได้ไปสวรรค์ กับคนที่ทำบาปแล้วตกนรก ให้เวลา ค่อยๆเล่า ค่อยๆปลูกฝัง หิริโอตตัปปะจะซึมซาบฝังอยู่ในใจเด็กจนตลอดชีวิต มีโยมคนไทยคนหนึ่ง สามีเป็นชาวญี่ปุ่น มีลูกสาวอายุประมาณ 5-6 ขวบ พ่อซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นเป็นคนสูบบุหรี่จัดมาก แทบจะมวนต่อมวนแต่เชื่อไหมว่าพ่อบ้านเลิกบุหรี่ได้เพราะลูก สาเหตุเพราะแม่มักจะพาลูกมาวัด มาดูดาวธรรมได้ฟังได้เห็นภาพในนรกว่าน่ากลัวแค่ไหนใครสูบบุหรี่จะตกนรก เจอบุหรี่เป็นท่อนเหล็กแดงมาทุบมานาบ เด็กจำมาแล้วก็รู้ว่าบุหรี่ไม่ดี ถ้าเห็นคุณพ่อสูบเมื่อใดก็จะรีบไปเอาบุหรี่มาจากคุณพ่อ ทั้งบอกคุณพ่อว่าอย่าสูบบุหรี่เป็นบาป เดี๋ยวตกนรกละแย่เลย เจอลูกขอครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายคุณพ่อเขินเลยเลิกบุหรี่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ


            เพราะฉะนั้นเราต้องกล้าที่จะบอกความจริงกับทุกคนถึงเรื่องผลบุญผลบาป นี่ไม่ใช่เรื่องเชย นี่คือความจริงของโลกและชีวิตที่ทุกคนจะต้องตระหนักรู้อยู่ที่ว่าเราจะรู้ตอนเป็นหรือจะไปเห็นตอนตาย รู้ตอนยังเป็นๆ เพื่อเราจะได้แก้ไขทันหรือว่าจะรอให้ละโลกไปตายไป แล้วไปเจอเข้าจริงๆ กับตัวเองซึ่งแก้ไขไม่ทันแล้ว ทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลกรรมตอนนั้น มันเสี่ยงเกินไป อันตรายเกินไป ดังนั้นมาศึกษาความรู้ที่แท้จริงของชีวิตตั้งแต่ตอนนี้เถิด เรียนทั้งตัวเองด้วยและสอนคนรอบข้างด้วย ผู้ที่เริ่มต้นที่ตนเองจะปลูกฝังหิริโอตตัปปะให้คนรอบข้างขยายวงกว้างไปถึงสังคม ทั้งสังคมไทยและสังคมโลกอย่างนี้  จะได้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองโลกแล้ว โลกทั้งใบจะสงบร่มเย็นได้โดยจุดเริ่มต้นที่พวกเราทุกคน 

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 1  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร