คลื่นความคิดกับการรักษาโรค

วันที่ 24 สค. พ.ศ.2558

 

คลื่นความคิดกับการรักษาโรค


            คำว่า “ โรค ” สามารถนิยามได้หลายแบบ แต่อาตมภาพขอเสนอนิยามดังนี้ “ โรคเป็นภสวะที่สมมติขึ้นจากการปรุงแต่งที่ไม่สมดุล ” หมายความว่า ในคนปกติที่แข็งแรงดี ส่วนต่างๆของร่างกายเขาจะสมดุล อาจจะมีเปลี่ยนแปลงขึ้นๆลงๆบ้าง ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สมดุล ถ้าเป็นศัพท์อังกฤษเขาใช้คำว่า Normal range คืออยู่ในเกณฑ์ปกติ มากไปนิดน้อยไปหน่อย ก็ยังไม่ได้ป่วยไข้อะไร คนเราทุกคนไม่มีใครที่ทุกองค์ประกอบทั่วร่างกาย จะคงที่อยู่นิ่งๆตลอด อุณหภูมิของร่างกายก็มีขึ้นๆลงๆ บ้าง ปริมาณน้ำในร่างกาย ปริมาณความเข้มของเลือด ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ว่าถ้าอยู่ในขอบเขตปกติ ก็ถือว่าเรายังมีสุขภาพดี


             แต่เมื่อใดการเปลี่ยนแปลงมันมากจนเกินขอบเขตปกติ เมื่อนั้นเราก็จะป่วย เพราะว่าส่วนต่างๆ ของร่างกายมันปรุงแต่งไม่สมดุลเสียแล้ว แต่การป่วยถือเป็นภาวะสมมุติชั่วคราว ถ้าเราปรับสมดุล บางคนเรียกว่าปรับธาตุ ให้เข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ได้เมื่อไร เราก็จะหายป่วยดังนั้น ที่หมอรักษาคนป่วย โดยให้ยามาทาน หรือใช้วิธีการต่างๆสารพัดนั้น แท้จริงแล้วเป้าประสงค์มีเพียงว่า เพื่อหาทางให้กลไกการทำงานของร่างกายเรากลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง จะได้หายป่วย  แต่ทว่า คนเราไม่ได้มีกายอย่างเดียวแต่มีใจด้วย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ส่งผลเนื่องถึงกัน ถ้าหากจิตใจผ่องใสสดชื่น ร่างกายก็จะพลอยแข็งแรงไปด้วย แต่ถ้าเมื่อใดจิตใจหดหู่เศร้าหมอง มีเรื่องกลุ้มใจมากๆ ร่างกายก็จะพลอยป่วยตาม


            สมัยที่อาตมภาพเรียนแพทย์อยู่ อาจารย์เล่าให้ฟังว่า เคยมีการทดลองเอาคนป่วย 2 คน ป่วยด้วยโรคเดียวกัน อาการหนักเบาใกล้เคียงกัน ทั้งอายุสุขภาพทุกอย่าง ถือว่าพื้นเดิมอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมาก จากนั้นให้ผู้ป่วยแยกอยู่กันคนละห้อง ที่ห้องของผู้ป่วยคนหนึ่งปลายเตียงเขียนว่า “ วันนี้เราแข็งแรงขึ้นอีกนิดแล้ว ” เมื่อผู้ป่วยมองไปที่ปลายเตียง ก็จะเห็นคำพูดนี้เสมอ แต่อีกห้องหนึ่งที่ปลายเตียงเขียนว่า “ วันนี้เราทรุดลงอีกหน่อยแล้ว ” เมื่อผู้ป่วยลืมตาขึ้นมาทีไร ก็เห็นแต่ตัวอักษรที่เขียนไว้ปลายเตียงนี้ตลอด ปรากฏว่าผ่านไปแค่สองสัปดาห์ อาการคนไข้สองคนนี้ต่างกันมาก คนที่ปลายเตียงเขียนว่าเราแข็งแรงขึ้น ปรากฏว่าเกือบจะหายป่วยแล้ว แต่ห้องที่เขียนว่าเราทรุดลง ปรากฏว่าอาการทรุดลง ปรากฏว่าอาการทรุดหนักลงไปกว่าเก่า เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องแปลก แต่เป็นสิ่งบ่งชี้ชัดเจนว่า ใจมีผลต่อกายแน่นอน จิตใจที่ได้สมดุลจะพลอยให้ร่างกายเข้าสู่สมดุลได้ง่าย แต่ถ้าใจเสียสมดุลเมื่อไร ร่างกายก็จะเสียสมดุลตาม แล้วอาการเจ็บป่วยก็จะตามมา ถ้าร่างกายเสียสมดุลอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก จะแก้ให้หายจากโลกได้ยาก


            ยังมีอีกการทดลองหนึ่งหนักยิ่งกว่านี้ ขณะนั้นอยู่ในช่วงสงคราม ได้มีการนำนักโทษประหารมาถามว่า ถึงอย่างไรคุณก็ต้องโดนประหารแน่นอนคุณจะเลือกเอาแบบไหน ระหว่างการถูกยิงเป้าตายไปเฉยๆ หรือว่าจะยอมให้เอาร่างกายตัวเองมาทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยหมอจะเจาะเส้นเลือดแล้วปล่อยให้เลือดไหลออกจากตัว เพื่อดูว่าคนเราเสียเลือดมากเท่าใดถึงจะตาย ถ้าทำอย่างนี้ชื่อของคุณจะได้จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์การแพทย์ ว่าการทดลองเกิดขึ้นจากใคร อย่างไรๆก็ตายเหมือนกัน จะถูกยิงเป้าตายแบบเงียบๆ ไม่มีชื่อเสียงหรือจะตายแบบมีชื่อเสียง คุณจะเอาแบบไหน ก็มีนักโทษคนหนึ่งอาสาว่า ตกลงผมเอาตายแบบมีชื่อเสียง หมอก็จัดการเก็บตัวเขาไว้ในห้องมืดเสร็จแล้วก็เอาเข็มต่อสายยางแทงเข้าไปในเส้นเลือด ปล่อยให้เลือดมันไหลออกมา เสียงดัง ติ๋งๆๆ ตั้งภาชนะรองรับอยู่ที่พื้น พอทำเสร็จเรียบร้อยก็ให้นักโทษมองเห็นเลือดตัวเองที่ไหลออกมา จากนั้นก็ปิดไฟในห้อง โดยบอกว่าเพื่อให้นักโทษรู้สึกสงบๆ พร้อมกันนั้นก็มีเครื่องวัดตรวจชีพจรดูว่าตอนนี้เป็นอย่างไร ยังมีชีวิตอยู่ไหม ตายหรือยัง ปรากฏว่านักโทษคนนั้นตายลงในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง


             ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเพียงการทดลองหลอกๆเท่านั้น ช่วงแรกที่ยังเปิดไฟอยู่ ให้นักโทษมองเห็นมีเลือดไหลออกมาจากตัวเขาหยดติ๋งๆ แต่พอปิดไฟหมอก็ปิดสายยางไม่ให้มีการสูญเสียเลือดอีก ส่วนเสียง ติ๋งๆ ที่นักโทษได้ยินเป็นเสียงน้ำหยดที่ทำไว้หลอกนักโทษไม่ใช่เสียงเลือดตัวเอง ตัวนักโทษมีเพียงเข็มแทงคาอยู่ที่แขนเล่มเดียวเท่านั้น แต่นักโทษไม่รู้นึกว่าเสียงติ๋งๆ คือเลือดตัวเองที่ไหลออกมา เขาก็มีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียเลือด และร่างกายกำลังแย่ลงทุกที เพียงไม่ถึงชั่วโมงเขาก็ตายไปจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนว่า ความคิดของคนเราสามารถส่งผลต่อร่างกายได้อย่างรุนแรง คนบางคนเป็นโรคกลัว เช่น กลัวความสูง บางคนกลัวลิฟต์ไม่กล้าขึ้นลิฟต์ บางคนกลัวบันไดเลื่อน ทั้งที่คนอื่นเห็นว่าไม่น่ากลัวเลย ความกลัวเหล่านี้มักจะมีสาเหตุจากการที่เคยมีประสบการณ์ในอดีตที่ไม่ดีกับเรื่องนั้น เช่นขึ้นลิฟต์แล้วลิฟต์มันติดค้างอยู่ทำให้ตกใจมาก คราวหลังเลยกลัวการขึ้นลิฟต์ แค่เข้าไปอยู่ในลิฟต์ก็สั่นกลัว เพราะมีความรู้สึกกังวลว่ามันจะเกิดเหตุร้าย


            ความกังวลตรงนี้สามารถส่งผลถึงร่างกาย หัวใจจะเต้นรัว หรือบางครั้งอาจทรงตัวแทบไม่ได้ ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Phobia ความกลัวแบบนี้ไร้เหตุผล ยับยั้งไม่ได้ ซึ่งแท้จริงแล้วอาการเหล่านี้ เกิดจากความคิดของใจนั่นเอง ฉะนั้นความคิดจึงมีอิทธิพลต่อสุขภาพของเราอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนตัณหาผู้เป็นเจ้าเรือนเรารู้แล้วว่าเจ้าเกิดจากอะไร แล้วพระองค์ก็สรุปว่า เกิดจากความคิดนี่เอง ขนาดตัณหาซึ่งถือว่าเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง พระองค์ยังบอกว่าเกิดมาจากความคิด คนเราจะชอบหรือไม่ชอบจะรู้สึกอย่างไร กับใคร ก็เริ่มจากความคิดปรุงแต่ง คิดเรื่องนั้นบ่อยๆ จินตนาการไป ความผูกพันก็จะเกิดมากขึ้น ๆ เสน่หา คือยางเหนียวก็เกิด ก็เริ่มจากความคิดทั้งนั้น 


             เพราะฉะนั้นความคิดในใจเราจึงสำคัญมาก ส่งผลต่อทุกเรื่องตั้งแต่สุขภาพ ไปจนถึงพลังนำตัวเราไปทำสิ่งที่ดีหรือไม่ดีได้ ขึ้นอยู่กับว่าความคิดนั้นเป็นความคิดที่ดีหรือไม่ดี เมื่อรู้อย่างนี้เราจึงต้องรู้จักใช้ความคิดไปในทางที่ถูกต้อง ดังที่ปัจจุบันใช้คำว่าคิดในเชิงบวก คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดในแง่ดี อย่ามองโลกในแง่ร้าย เห็นอะไรเกิดขึ้นอย่าเพิ่งตีโพยตีพาย แต่ให้คิดในทางที่ดีไว้ก่อน ต่อให้ปัญหาใหญ่ท่วมฟ้า ค่อยๆแก้ไปทีละเปลาะๆ เดี๋ยวก็แก้ได้ ยอดเขาเอเวอร์เรสสูงเท่าสูง ย่ำไปทีละก้าวๆ สุดท้ายก็ขึ้นถึงยอดเขาได้ ดวงจันทร์อยู่ไกลแสนไกล ใครจะไปเชื่อว่า เราจะไปเดินบนดวงจันทร์ได้ เมื่อมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงเชื่อว่าทำได้ แล้วค่อยๆทำไป สุดท้ายก็สำเร็จได้จริงๆ ดังนั้นไม่ว่าเราจะพบอุปสรรคใหญ่โตเท่าใด สถานการณ์ที่ย่ำแย่แค่ไหน ขอให้รักษาใจเราไว้ให้ได้เถิด ทำใจเราให้นิ่งสงบไว้ก่อน แล้วคิดไปในทางที่สร้างสรรค์ คิดไปในทางดี มีความเชื่อมั่นว่าเราสามารถแก้ไขได้ แล้วค่อยๆทำ ค่อยๆแก้ไปทีละเปลาะๆ สุดท้ายปัญหาทั้งหลายก็จะคลี่คลายไปได้จริงๆ 


           ใครที่สุขภาพไม่ดี เจ็บออดๆ แอดๆ ให้เริ่มสำรวจที่ใจของเราเองก่อนเลย ให้เชื่อมั่นว่าเราอยู่ได้ เราสู้ได้ ที่ป่วยหนักก็จะเบา ที่เบาก็จะหาย เราจะดีขึ้นแน่นอน ถ้าหากเราสามารถควบคุมความคิดของเราไปในทางสร้างสรรค์ได้ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์จะเกิดได้ ต้องฝึกให้ใจสงบเป็นสมาธิตั้งมั่น เมื่อใจสงบความคิดดีๆจะเกิดขึ้นมา แต่ถ้าใจยังฟุ้งซ่านเลื่อนลอย จะให้คิดในทางดี บางทีมันคิดไม่ค่อยจะออก ใจกำลังยุ่งๆ สับสนจะให้นั่งหลับตาก็ยังหลับไม่ลง ยังนิ่งไม่ลง ก็ให้เปิดจานดาวธรรมดูรายการ DMC ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอน ให้ใจค่อยๆน้อมนำไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ใจเราก็จะโปร่งสบายมากขึ้น ถึงคราวหลับตาใจเราก็จะนิ่งได้ แล้วความคิดดีๆก็จะเกิดขึ้นมา เราก็จะดีขึ้นๆ ในทุกๆ ด้านทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 1  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร