ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิ และได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอน ๕)

วันที่ 05 มค. พ.ศ.2548

 

   

 

.....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๖ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระโสภิตะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๕๘ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๙ หมื่นปี ทรงเป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าสุธัมมะ และพระนางสุธัมมาเทวี แห่งสุธัมมนคร ทรงครองฆราวาสวิสัยเสวยโลกียสุขอยู่ ๙ พันปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ แล้วสลดพระทัย จึงทรงผนวชในปราสาท ในวันที่พระนางมกิลาเทวีประสูติพระโอรสสีหกุมาร ทรงบำเพ็ญเพียรภายในปราสาท ๗ วัน ได้บรรลุฌาน ๔

ผู้ถวายข้าวมธุปายาส คือ พระนางมกิลามหาเทวี แล้วเสด็จออกมหาภิเนษกรมน์ พอมีพระราชดำริออกบรรพชา ปราสาทที่ประทับพลันเลื่อนลอยขึ้นไปในนภากาศจากพระราชนิเวศน์าของพระเจ้า

สุธัมมราช ไปสถิตอยู่ยังแผ่นดินมีต้นนาคะเป็นโพธิพฤกษ์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระโสภิตะโพธิสัตว์ประทับนั่งบนนิสีทนสันถัตกว้าง ๓๘ ศอก ที่โคนต้นสาละ เหล่าสนมนารีทั้งปวงก็พากันลงจากปราสาทไปหมด โดยไม่ต้องมีใครบอก พระโสภิตะทรงบำเพ็ญเพียรและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใต้ต้นนาคะนั้น

พระอัครสาวก คือ พระอสมะ และ พระสุเนตตะ พระอุปัฏฐาก คือ พระอโนมะ จำนวนครั้งที่ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๒ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ที่โคนต้นจิตตปาฏลี ใกล้ประตูสุทัสสนะ มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้น ๓ ครั้ง ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาและทรงจาริกโปรดเวไนยสัตว์จนพระชนมายุได้หมื่นพรรษา จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารสีหาราม พระบรมธาตุแผ่กระจายไปเป็นส่วนๆ อยู่ในที่ต่างๆ

พราหมณ์สุชาตะ

ในครั้งนี้พระโพธิสัตว์ของเราทรงบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ชื่อ สุชาตะ อาศัยอยู่ในเมืองรัมมวดี ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาแล้ว บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ ถวายมหาทานด้วยภัตตาหารอันสมบูรณ์ ประณีตทั้งคาวหวานแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๓ เดือน พระบรมศาสดาตรัสพยากรณ์ว่า พราหมณ์สุชาตะ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ ในเวลาต่อไปภายหน้าอีก ๒ อสงไขยแสนมหากัป

พราหมณ์สุชาตะฟังแล้วยินดียิ่งนัก เพราะตระหนักดีว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีดำรัสสิ่งใดต้องเป็นความจริงเสมอ จึงเร่งทำความเพียรสร้างบารมีต่างๆ จนสิ้นชีวิต

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระอโนมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๕๘ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๑ แสนปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระยสวา และพระนางยโสธรา แห่งนครจันทวดี ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๑ หมื่นปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ สลดพระทัย เสด็จออกมหาภิเนษกรมน์ด้วยยานคือวอ ในขณะที่พระนางสิริมาพระอัครชายาประสูติพระโอรสอุปสาละ ( อุปวาณะ) มีข้าราชบริพารที่ตามเสด็จออกบวช ๓ โกฏิ ระยะเวลาบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน ผู้ถวายข้าวมธุปายาสคือ ธิดาของอนูปมเศรษฐี ของหมู่บ้านอนูปมพราหมณ์ นิสีสันถัตกว้าง ๓๘ ศอก โดยอนูปอาชีวกถวายหญ้า ๘ กำ ประทับนั่งใต้ต้นอัชชุนะ( ต้นกุ่ม)

พระอัครสาวกคือพระนิสภะ และ พระอโนมะ ( พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะขณะที่เวียนว่ายตายเกิด ได้เห็นพระอัครสาวกคู่นี้เป็นต้นแบบ จึงตั้งจิตอธิษฐานต้องการเป็นพระอัครสาวกในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตบ้าง) พระอุปัฏฐากชื่อ พระวรุณะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๒ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นประดู่ ใกล้ประตูโอสธีนคร ครั้งที่ ๓ ทรงแสดงมงคลปัญหา มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้น ๓ ครั้ง เสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่พระวิหารธัมมาราม พระสถูปของพระองค์ที่พระอารามนั้นสูง ๒๐ โยชน์

พญายักขเสนาบดี

ในพุทธกาลของพระอโนมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ พระโพธิสัตว์ของเราถือกำเนิดเป็นพญายักขเสนาบดีมีศักดิ์ใหญ่ มีฤทธานุภาพมาก เป็นอธิบดีของยักษ์หลายแสนโกฏิ เมื่อได้ยินข่าวว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น มีความยินดีรีบมายังที่ประทับของพระบรมศาสดา เนรมิตเรือนยอดมณฑปล้วนประกอบไปด้วยรัตนะ ๗ ประการสวยงามยิ่งนัก เป็นที่ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน แด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระบรมศาสดาอโนมทัสสีตรัสพยากรณ์ว่า อีก ๑ อสงไขยแสนกัป พญายักษ์นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ พญายักษ์ดีใจมาก ตั้งใจบำเพ็ญบารมีต่างๆ เป็นพุทธบารมีจนสิ้นอายุขัย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๘ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระปทุมะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๕๘ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๑ แสนปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอสมะ และพระนางอสมาพระอัครมเหสี แห่งจัมปกะนคร ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๑ หมื่นปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ สลดพระทัย ในเวลาที่พระนางอุตตราพระอัครชายาประสูติพระโอรสรัมมราชกุมาร เสด็จประทับราชรถออกมหาภิเนษกรมน์ ข้าราชบริพารออกบวชตามเสด็จ ๑ โกฏิ

ระยะเวลาทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ผู้ถวายข้าวมธุปายาส ชื่อนางธัญญวดี ธิดาสุธัญญเศรษฐี แห่งกรุงธัญญวดี นิสีทนสันถัตกว้าง ๓๘ ศอก โดยติตถกะอาชีวกถวายหญ้าคา ๘ กำ ประทับนั่งใต้ต้นมหาโสณะ ( ไม้อ้อยช้างใหญ่) พระอัครสาวกคือ พระสาละ และพระอุปสาละ พระอุปัฏฐากคือ พระวรุณะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง ครั้งแรกทรงแสดงที่ ธนัญชัยราชอุทยาน โปรดภิกษุ ๑ โกฎิที่บวชตามเสด็จ ครั้งนั้นมีเทวดาและมนุษย์เป็นต้น ๑๐๐ โกฏิ บรรลุธรรม มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้น ๓ ครั้ง

เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ ๑ แสนพรรษา ที่พระวิหารธัมมาราม พระบรมธาตุแผ่กระจายไปเป็นที่สักการบูชาในประเทศต่างๆ