กรรมทีปนี (เล่ม ๑)

วันที่ 18 พค. พ.ศ.2548

.....สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ยังทรงพระชนมชีพและทรงประกาศพระศาสนาอยู่นั้น ปรากฏว่ามีศาสดาจารย์เจ้าลัทธิผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังลือชา มหาชนบางหมู่ยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะท่านมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ผิดแปลกจากมนุษย์ธรรมดาสามัญ ทั้งลัทธิคำสอนของท่านก็เป็นอัศจรรย์ คือเมื่อผู้ใดใครผู้หนึ่งประสงค์จะประพฤติปฏิบัติตามแล้ว ก็ย่อมจะปฏิบัติได้โดยง่ายดายแสนจะสะดวกนักหนา ท่านศาสดาจารย์ผู้นี้มีนามว่า ปูรณกัสสป

มีชีวประวัติว่า เดิมทีเป็นทาสแห่งเศรษฐีมีทรัพย์ศฤงคารมหาศาลตระกูลหนึ่ง ก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลกนั้น ท่านเศรษฐีมีข้าทาสสำหรับใช้สอยอยู่ในบ้านถึง ๙๙ คนแล้ว และในสมัยนั้นถือกันว่า ทาสคนใดเกิดมาครบเป็นคนที่ ๑๐๐ ทาสคนนั้นชื่อว่าเป็นมงคลทาส แห่งตระกูล ด้วยเหตุนี้ เมื่อท่านศาสดาในอนาคตเกิดมาครบเป็นคนที่ ๑๐๐ ในตระกูลพอดี ท่านเศรษฐีเจ้าเงินจึงตั้งชื่อให้อย่างไพเราะว่า ปูรณะ ซึ่งแปลว่า นายเต็มผู้มงคลทาส แล้วออกประกาศแก่บุตรภรรยาและผู้คนทุกคนในบ้านว่า

“ เจ้าปูรณะนี้มันเป็นมงคลทาสของเรา การงานสิ่งไรในบ้านทั้งหลาย มันจะชอบใจทำก็ตาม ไม่ชอบใจทำก็ตาม พวกเราอย่าว่ากล่าวมันเลย ดีชั่วหนักนิดเบาหน่อยอย่างไร พวกเราจงอย่าได้ถือสาเลย ปล่อยให้มันอยู่สบายตามอัธยาศัยของมันเถิด”

ฝ่ายกระทาชายนายปูรณะผู้มีฤกษ์กำเนิดดีเกิดมาสบโชค ครั้นเจริญวัยวัฒนาการก็เป็นหนุ่มเจ้าสำราญประจำบ้าน มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายเสมือนดั่งว่าตนมิใช่ทาส ใคร่จักกระทำสิ่งใดก็ได้ตามอัธยาศัย ใคร่จักกินก็กิน ใคร่จักนอนก็นอน ใคร่จักเที่ยวก็เที่ยว ใคร่จักเล่นก็เล่น ไม่มีใครบังคับบัญชา ไม่มีใครว่ากล่าว เขาประพฤติตนประหนึ่งดังว่าเป็นพณหัวเจ้าท่านอีกคนหนึ่งในบ้านมาอย่างนี้เป็นเวลาช้านาน กาลวันหนึ่งจะเป็นเพราะว่าหมดบุญไม่สามารถที่จะเสวยสุขอยู่ในบ้านนั้นอีก หรือจะเป็นเพราะเวรกรรมอย่างใดที่สุดที่ใครจักเดา จึงทำให้เขาเกิดความคิดขึ้นว่า

“ อาตมาอยู่ที่นี่ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร อยู่ไปวันหนึ่ง ๆ ก็เท่านั้นเอง การงานสิ่งไรก็ไม่ได้ทำเหมือนเขาอื่น ยิ่งอยู่ไปก็ยิ่งกลุ้มใจหนักขึ้นทุกวัน อย่ากระนั้นเลย ควรที่อาตมาจักหนีออกจากบ้านนี้ไปยังสถานที่อื่น ลองท่องเที่ยวไปในโลกกว้างเสียสักพัก หากว่าไม่เป็นการดีแล้ว จึงจะกลับมามีชีวิตอยู่ในบ้านนี้อีกตามเดิม”

ดำริเห็นดีงามไปตามอำเภอใจดังนี้แล้ว ออปูรณะเพื่อนก็มิรอช้า พอย่างเข้ายามราตรี จึงลอบหนีออกจากบ้านท่านเศรษฐีโดยมีของจำเป็นติดตัวไปเพียงเล็กน้อย เดินทางเผชิญโชคเรื่อยไปตามความพอใจ วันหนึ่งบังเอิญเคราะห์ร้ายถูกปล้น พวกโจรมันพากันริบเอาทรัพย์สินที่มีติดตัวอยู่เสียจนหมดสิ้น เมื่อเห็นว่าได้ทรัพย์น้อยนักหนา โจรผู้หัวหน้าจึงกล่าวแก่เขาว่า

“ ทุด ! คนจัญไร เหตุไฉนออเจ้าจึงเป็นคนอนาถาหาสมบัติมิได้ถึงเพียงนี้ ทำให้พวกเราเสียทีที่ปล้นเจ้า ฉะนั้น เราจะทำให้เจ้าเป็นคนอนาถาหนักเข้าไปอีก “ ว่าดังนี้แล้ว ก็พากันเปลื้องผ้าห่มออกจากร่างกายของเขาจนหมดสิ้น แล้วรีบหนีไป ปล่อยให้กระทาชายนายปูรณะยืนงงอยู่ในป่านั้นแต่ผู้เดียว โดยไม่มีผ้าผ่อนพันกายเลย

หลังจากยืนงงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนอยู่ชั่วครู่หนึ่งแล้ว ออปูรณะผู้ถูกโจรปล้น ก็รีบเดินลนลานเข้าไปในป่าลึก ด้วยเกรงว่าใครมาพบเห็นเข้าจักได้รับความอับอาย ก็ออปูรณะหรือนายเต็มผู้มงคลทาสนั้น วิสัยเพื่อนเป็นคนโฉดเขลาไร้ปัญญา เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำอะไรเลย ดังนั้น เมื่อถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายถูกโจรปล้นจนถึงไม่มีผ้าจะพันกายเช่นนี้ ก็หามีความคิดที่จะเอาใบไม้ใบหญ้ามาปกปิดร่างกายต่างผ้าชั่วคราวไปก่อนไม่ ได้แต่เดินมะงุมมุงาหราระทมทุกข์ซุกซ่อนอยู่แต่ในป่านั้น ครั้นเกิดความหิวโหยขึ้นมา แสบท้องหนักเข้าทนมิได้ก็สิ้นความละอาย เดินโซซัดโซเซเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อจะขออาหารเขาบริโภคประทังชีวิต ฝ่ายชาวบ้านแถบนั้นซึ่งเป็นคนปราศจากปัญญา ครั้นเห็นกระทาชายนายปูรณะเดินมาด้วยกิริยาอันพิกลเช่นนั้น ต่างก็บอกแก่กันและกันว่า

“ ท่านผู้นี้เป็นนักบวชปฏิบัติมักน้อยสันโดษ แม้แต่ผ้าท่านก็หานุ่งห่มไม่ ถ้ากระไรท่านผู้นี้เห็นทีจะเป็นพระอรหันต์อย่างแม่นมั่น มาเถิดเหวยพวกเรา จงมากระทำบุญในท่านกันเถิด จักได้ประสบบุญกุศลมาก จะหาสมณะอื่นใดที่ทรงคุณวิเศษมักน้อยสันโดษเสมอด้วยสมณะองค์นี้เป็นไม่มีอีกแล้ว”

ชาวบ้านป่าผู้โง่เขลาปราศจากปัญญา ว่าแก่กันด้วยความตื่นเต้นในผู้วิเศษเช่นนี้แล้ว ต่างก็ถือเอขนมนมเนยและอาหารอันประณีตเท่าที่ตนจักสามารถหาได้ มามอบถวายให้แก่ออปูรณะผู้หิวโหยเป็นอันมาก

 

พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)