ธรรมะเพื่อประชาชน พร้อมภาพประกอบ คติธรรม ข้อคิดสอนใจ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เราย่อมรู้ชัดผลแห่งบุญอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้วตลอดกาลนาน

ชาดก : ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for peopleรวมนิทานอีสปพร้อมภาพประกอบ  ข้อคิดสอนใจ

ธรรมะเพื่อประชาชน : พระศรีอริยเมตไตรย์ 


ธรรมะเพื่อประชาชน : พระศรีอริยเมตไตรย์ 

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD0818_01.jpg

พระศรีอริยเมตไตรย

(พระเจ้าสังขจักร)

                การไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เป็นการไปเสวยผลบุญ หรือย้ายที่อยู่ใหม่ ซึ่งเป็นที่พักระหว่างทางของการสร้างบารมี ตราบใดยังไม่หมดกิเลส ยังไปสู่อายตนนิพพานไม่ได้ เมื่อกายมนุษย์หยาบไม่เอื้ออำนวยที่จะสร้างบารมีอยู่ในโลกอีกต่อไป ก็ต้องเดินทางออกจากร่าง เปลี่ยนเป็นกายทิพย์ กายพรหม หรือกายอรูปพรหมตามแต่กำลังบุญ และความละเอียดของใจที่ทำไว้ในสมัยที่เป็นมนุษย์ เหมือนกับว่าถ้าหากเราอยากมีทรัพย์สมบัติมากก็ต้องขยันทำงาน ถ้าอยากได้กายที่ละเอียดประณีต เสวยสุขได้ยาวนาน ก็ต้องประพฤติกายสุจริต วจีสุจริตและมโนสุจริต นั่นคือต้องฝึกฝนใจให้สะอาดบริสุทธิ์ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ

 


                    *มีถ้อยคำอันเป็นอาสภิวาจาที่ พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ กล่าวไว้ว่า
        
            “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอจงทรงหยุดพระธรรมเทศนา แต่เพียงเท่านี้เถิด พระธรรมเทศนาทั้งปวงนั้นมีพระนิพพานสิ่งเดียวเป็นที่สุด บัดนี้ ข้าพระบาทจะตัดเศียรเกล้ากับมงกุฎ กระทำสักการบูชา พระธรรมเทศนาของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่า สิริมาผู้ประเสริฐขอพระองค์จงเสด็จสำราญในอมตมหานิพพานไปก่อนเถิด ข้าพระบาทจะตามเสด็จพระองค์ไปในภายหลัง ด้วยเดชะ แห่งผลสักการบูชาของข้าพระบาทนี้”

 


        เมื่อกล่าวถึงพระศรีอริยเมตไตรยพวกเราคงรู้จักกันดีทุกคน เพราะว่าท่านคือนิยตโพธิสัตว์ผู้ที่จะเสด็จอุบัติเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในภัทรกัปนี้ ซึ่งพุทธศาสนิกชนมักจะกล่าวถึงท่านบ่อยๆ และมีผู้มีบุญจำนวนไม่น้อย ที่ทำบุญกุศลแล้วได้อธิษฐานจิต ขอให้ไปบังเกิดในยุคสมัยของท่านซึ่งมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ในปัจจุบันนี้พระบรมโพธิสัตว์ ยังสถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รอคอยเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะลงมาสร้างบารมีให้แก่รอบบนโลกมนุษย์ และบำเพ็ญปัญจมหาบริจาค เหมือนพระเวสสันดรโพธิสัตว์อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นท่านจะกลับไปชั้นดุสิตอีก และเมื่อถึงเวลาอันสมควร คือยุคสมัยที่มนุษย์มีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี ท่านจึงจะจุติลงมาอุบัติเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 


        พวกเราอาจสงสัยว่า พระบรมโพธิสัตว์พระองค์นี้ทรงสั่งสมบารมีอะไรไว้เป็นพิเศษ ทำไมใครๆ จึงกล่าวขวัญถึงและอยากไปเกิดในยุคสมัยของท่าน เนื่องจากพระบรมโพธิสัตว์พระองค์นี้ ท่านสร้างบารมีประเภทวิริยาธิกพุทธเจ้า คือเป็นผู้ยิ่งด้วยความเพียร ใช้เวลานานถึง ๘๐ อสงไขย เมื่อแรกจะทรงปรารถนา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านได้ทำปรมัตถมหาทานบารมีอันประเสริฐ หาผู้ใดผู้หนึ่งเสมอเหมือนมิได้ ซึ่งมีเรื่องเล่าปรากฏอยู่ในคัมภีร์อนาคตวงศ์เป็นประวัติการสร้างบารมีอันยิ่งยวดของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจมากทีเดียว

 


        ในยุคสมัยของพระสิริมตสัมมตสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้นพระศรีอริยเมตไตรยบังเกิดเป็นพระเจ้าสังขจักร ทรงปกครองอินทปัตถราชธานี ขณะนั้นพระองค์ยังไม่ทรงทราบว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ต่อมามีสามเณรรูปหนึ่งไปเที่ยวบอกบุญหาทรัพย์ เพื่อจะไถ่ถอนมารดา ซึ่งเป็นทาสีอยู่ในตระกูลเศรษฐีท่านหนึ่งให้เป็นไท ครั้นเดินทางไปถึงกรุงอินทปัตถ์ชาวเมืองเข้าใจผิดคิดว่าเป็นยักษ์ เพราะเห็นนุ่งห่มแปลกประหลาด จึงช่วยกันรุมจับสามเณร สามเณรตกใจกลัวจึงวิ่งหนีเข้าไปในท้องพระโรง

 


        พระเจ้าสังขจักรจึงตรัสถามว่า เป็นใคร มาจากไหน ครั้นทรงทราบว่า เป็นสามเณรน้อย สาวกของพระสิริมตพุทธเจ้า ทรงปีติใจเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงราชาภิเษกสามเณรนั้น ให้ครองราชสมบัติแทนพระองค์ ส่วนพระองค์ได้เสด็จดำเนิน เพื่อจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าตามลำพัง เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทไปได้ไม่นาน พระบาททั้งสองก็ฟกช้ำ จึงเสด็จคลานด้วยพระชงฆ์และพระหัตถ์ทั้งสอง ครั้นเสด็จเดินทางล่วงไปอีกสามวัน พระชงฆ์และพระหัตถ์ก็แตก โลหิตไหลไม่หยุด แต่ในใจนั้นก็ยังทรงเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นที่จะไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ แม้เดินไม่ได้ก็ยังมีความวิริยอุตสาหะอย่างแรงกล้า ค่อยๆ กระเถิบไปด้วยพระอุระ ไม่ยอมหยุดพักระหว่างทาง พระราชาได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ทรงย่อท้อ ที่จะมุ่งหน้าไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้

 


              พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นกำลังวิริยะ ของพระเจ้าสังขจักรด้วยพุทธญาณ ทรงทราบว่าเป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร จึงทรงอนุเคราะห์ด้วยการปาฏิหาริย์กาย แปลงกายเป็นมาณพหนุ่มขับรถมาช่วยพาไปส่ง ในระหว่างทางนางสุชาดาลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แปลงกายเป็นชายหนุ่มถือห่อข้าวทิพย์มาแบ่งปันให้พระเจ้าสังขจักรได้เสวย ส่วนพระอินทร์ได้แปลงกายเป็นบุรุษ ถือเอากระบอกน้ำมาให้ พระองค์ทรงบริโภคโภชนาหาร และน้ำเป็นที่สบาย หายบอบช้ำ จากนั้นเมื่อถึงวัด แล้วทรงดำเนินเข้าไปในพระวิหารใหญ่ เพื่อเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 


               ครั้นเสด็จเข้าไปถึงทรงทอดพระเนตรเห็นพระสิริมตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ในพระวิหาร มีพระรัศมีสว่างรุ่งเรืองก็ทรงเกิดปีติยินดีเป็นล้นพ้น จนถึงแก่วิสัญญีภาพสลบไป เมื่อทรงฟื้นได้สติขึ้นมาแล้ว ก็น้อมพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ ยกอัญชลีกรประนมเหนือพระเศียรเกล้า ตรัสว่า “ภควา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า” ตรัสได้เพียงคำเดียวเท่านั้น ก็ทรงนิ่งอึ้งมิอาจตรัสคำอื่นได้อีก ด้วยความตื้นตันปีติปราโมทย์ในพระทัย

 


          พระบรมศาสดาตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐ บัดนี้ขอพระองค์จงตั้งพระมนัสกำหนด ตถาคตจักแสดงธรรมแก่ท่าน ขอจงกำหนดในใจด้วยดีเถิด” แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่ว่าด้วยคุณของพระนิพพาน ครั้นพระองค์ทรงแสดงได้เพียงบทเดียวเท่านั้น พระเจ้าสังขจักรทรงกลัวว่า ตนเองจะบรรลุอรหันต์ แล้วไม่ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงห้ามการแสดงธรรม และทรงดำริว่า “เครื่องไทยธรรมที่สมควรแก่พระธรรมเทศนานั้นก็มิได้มี แต่บัดนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงคุณของพระนิพพานอันยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องคู่ควรแก่เครื่องสักการบูชาที่เรามีอยู่ ด้วยว่าพระนิพพานอันเป็นอมตะ เป็นที่สุดแห่งโลก เศียรเกล้าของเราพร้อมทั้งมหามงกุฎก็เป็นที่สุดแห่งโลก ควรที่เราจะกระทำสักการบูชาพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ ด้วยสิ่งที่เลิศที่สุดของเรานี่แหละ”

 


        ครั้นดำรินี้ จึงทรงกราบทูลพระสิริมาสัมมตสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นนาถของโลก ขอจงทรงหยุดพระธรรมเทศนาแต่เพียงเท่านี้เถิด พระธรรมเทศนาทั้งปวงนั้น มีพระนิพพานสิ่งเดียวเป็นที่สุด บัดนี้ ข้าพระบาทจะถวายเศียรเกล้ากับมงกุฎ กระทำสักการบูชาพระธรรมเทศนาว่าด้วยนิพพาน ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าสิริมาผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงเสด็จสำราญในอมตมหานิพพานไปก่อนเถิด ข้าพระบาทจะตามเสด็จพระองค์ไปในภายหลัง ด้วยเดชะแห่งผลสักการบูชาของข้าพระบาทนี้

 


        เมื่อพระเจ้าสังขจักรทรงตั้งพระปณิธานแล้ว ก็ทรงชักพระขรรค์ตัดพระศอขาด แล้วถือชูบูชาไว้ สิ้นพระชนมายุต่อหน้าพุทธบริษัทจำนวนมากที่มาฟังธรรม อานิสงส์แห่งการถวายเศียรและมงกุฎเพชรเป็นไทยธรรมด้วยจิตที่เลื่อมใสในครั้งนั้น ทำให้ท่านได้ไปเสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงท่องเที่ยวในวัฏสงสาร และสร้างบารมีอย่างยิ่งยวดเรื่อยมา มาถึงสมัยพุทธกาลของพวกเรา พระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ท่านก็ได้จุติมาบังเกิดในพระครรภ์ของพระนางกาญจนเทวีมเหสีของพระเจ้าอชาตศัตรู มีนามว่า พระอชิตกุมาร เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ ปี ทรงผนวชเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้รับพุทธพยากรณ์ว่า “พระอชิตภิกษุผู้บวชใหม่นี้จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านามว่า ศรีอริยเมตไตรยในที่สุดแห่งภัทรกัปนี้”

 


        ท่านอชิตภิกษุหนุ่มผู้มีพุทธบารมีนั้น ครั้นได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว ก็เกิดความปีติใจ ได้ตั้งใจฝึกหัดขัดเกลาตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อดับขันธ์ถึงแก่มรณภาพแล้ว ก็มาอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นพระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ซึ่งมีสมเด็จท้าวสันดุสิตเทวราชเป็นผู้ปกครองภพดุสิตอยู่ในขณะนี้

 


        นี่เป็นตัวอย่างการสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย เมื่อท่านมีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะแล้ว แม้ชีวิตก็ยอมสละ เพราะสิ่งที่กลับคืนมานั้นคือโพธิญาณอันประเสริฐ พวกเราทั้งหลายเป็นนักสร้างบารมี เราก็ต้องมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ มุ่งจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครไปถึง ด้วยมุ่งหวังจะช่วยกันรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เส้นทางการสร้างบารมีก็ต้องเข้มข้นยิ่งไปกว่านั้นอีก แต่ถึงแม้ไม่ต้องตัดศีรษะ ก็ต้องตัดความตระหนี่ในใจของตัวเราให้ได้ ใจของเราต้องขยายกว้างขวาง พร้อมที่จะเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล รองรับสายธารแห่งบุญ ที่หลั่งไหลมาจากพระนิพพาน และหมั่นนั่งธรรมะกันให้มากๆ เกิดมาชาตินี้ต้องเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัวให้ได้ จะได้เป็นเครื่องยืนยันว่า เราจะได้กลับไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตกันทุกคน

 

พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

*พระคัมภีร์อนาคตวงศ์ (พระกัสสปเถระ)

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล