เหตุแห่งภัยพิบัติทั้งหลาย

วันที่ 25 เมย. พ.ศ.2559

 

เหตุแห่งภัยพิบัติทั้งหลาย

 

เหตุแห่งภัยพิบัติทั้งหลาย
เมื่อจิตใจของมนุษย์ตกต่ำถึงขีดสุด

......................................

             พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าถึงยุคที่มนุษย์มีจิตใจตกต่ำถึงขีดสุด จนทำให้เกิดภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัว 3 รูปแบบคือ

              1.ไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก มีสาเหตุมาจากกิเลสตระกูลโทสะของมนุษย์ ยุคใดที่มนุษย์มีโทสะมาก โลกก็จะร้อนขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดหนึ่งจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ที่เผาทำลายโลกมนุษย์ แล้วลุกลามไปยังสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น และรูปพรหมอีก 3 ชั้น จนมอดไหม้หมดสิ้น

               2.น้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก มีสาเหตุมาจากกิเลสตระกูลราคะของมนุษย์ ยุคใดที่มนุษย์มีความโลภมาก มีราคะเกิดขึ้นท่วมท้น ถึงจุดหนึ่งจะเกิดน้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก สามารถทำลายล้างนับตั้งแต่โลกมนุษย์ สวรรค์ทั้ง 6 ชั้น จนถึงรูปพรหมอีก 6 ชั้นจนหมดสิ้น

               3.ลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก มีสาเหตุมาจากกิเลสตระกูลโมหะของมนุษย์ ยุคใดที่มนุษย์มีความลุ่มหลงมัวเมา ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ จะเกิดลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก ซึ่งมีอำนาจทำลายล้างยิ่งกว่าไฟและน้ำ สามารถพัดทำลายโลกมนุษย์ ตลอดจนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น จนถึงรูปพรหมอีก 9 ชั้น จนหมดสิ้น

               นี่คือภัยพิบัติ ที่บังเกิดขึ้นในยุคที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขสิ่งใดได้แล้ว ส่วนเรานั้นยังโชคดีที่เกิดมาในยุคที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ จึงได้รู้ว่าภัยพิบัติที่ดูเผินๆ เหมือนภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำ ลม ไฟนี้ แท้จริงเกิดจากกิเลสในใจคน ดังนั้นการแก้ไขภัยพิบัติจึงต้องเริ่มที่จิตใจคน

              ในอดีต เมื่อเกิดภาวะผิดปกติ เช่น เกิดภัยแล้วฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือเกิดเหตุทุกข์ภัยต่างๆ พระราชาจะนำชาวเมืองทั้งหมดนุ่งขาวห่มขาม รักษาศีล และสวดมนต์เจริญภาวนาอย่างต่อเนื่อง 7 วัน 7 คืน หรือจนกระทั่งเหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลาย จนในที่สุดฝนฟ้ากลับมาตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารกลับมาอุดมสมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่บัณฑิตนักปราชญ์ในกาลกาลก่อนได้กระทำเป็นต้นแบบ คนรุ่นใหม่ที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ อาจคิดว่าเป็นเพียงนิทาน แต่ขอให้ลองพิจารณาดูว่า บรรยากาศโลกของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าทุกคนอยู่ในศีลในธรรม ตั้งใจทำความดี สิ่งแวดล้อมย่อมได้รับการดูแล สรรพสิ่งย่อมกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล ขอเพียงเราเริ่มต้นที่ตัวของเราเองก่อน แล้วชักชวนผู้คนรอบข้าง ให้พลังความดีขยายวงกว้างออกไป เราจะพบว่า ภัยพิบัติธรรมชาติมิใช่เหตุสุดวิสัย แต่สามารถป้องกันและแก้ไขได้ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันทำความดี
 

 

.................................
พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.)