เริ่มประกาศพระศาสนา (ตอนที่ ๓)

วันที่ 13 กพ. พ.ศ.2547

 

 

.....พระบรมศาสดาเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลฯ เพื่อโปรดชฎิล(นักบวชนิยมลัทธิบูชาไฟ) ๓ พี่น้อง และบริวาร ๑,๐๐๐ คน ขณะนั้นจึงมีภิกษุที่มาจากชฏิลทั้งสิ้น ๑,๐๐๓ คน

.....พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาฯ ตามสมควร ทรงพาภิกษุใหม่ทั้งหมดไปยังตำบลคยาสีสะ ณ ที่นั่นพระองค์ตรัสพระธรรมเทศนาเรียกว่า อาทิตตปริยายสูตร เพื่อให้ตรงกับจริตอัธยาศัยของเหล่าชฎิล ซึ่งเคยบูชาไฟอันเป็นของร้อน เนื้อความในพระธรรมเทศนามีว่า

.....“ภิกษุทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เป็นของร้อน คือ เมื่อตากับรูปกระทบกัน วิญญาณเกิด ทำให้มีความรู้สึกเกิด รู้สึกสุขบ้าง รู้สึกทุกข์บ้าง รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง”

.....เมื่อหูกับเสียงสัมผัสกัน เมื่อจมูกกับกลิ่นสัมผัสกัน เมื่อลิ้นกับรสสัมผัสกัน เมื่อกายกับสภาพเย็นร้อนอ่อนแข็งสัมผัสกัน เมื่อใจกับเรื่องราวต่างๆ ที่เอามาคิดสัมผัสกัน

.....การกระทบสัมผัสทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นของร้อน เพราะเมื่อกระทบสัมผัสกัน แล้วมีเวทนาคือความรู้สึกเกิด เวทนานั้นเองทำให้เกิดความอยากได้(โลภ) ความไม่อยากได้(โทสะ) และความหลงใหล ไม่รู้เรื่อง ขาดปัญญา(โมหะ)

.....นอกจากนั้น ยังต้องร้อนด้วยไฟทุกข์ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก ร่ำไรรำพัน เสียใจ คับใจ

.....ไฟกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) และไฟทุกข์ ดังที่ได้กล่าวแล้วทั้งหมดนี้เป็นของร้อน เมื่อเห็นจริงตามนี้แล้ว ควรเบื่อหน่ายในทุกสิ่ง ตั้งแต่ตากระทบสัมผัสกับรูป กระทั่งเกิดเวทนา รวมทั้งการกระทบสัมผัสในอายตนะ (เครื่องกระทบกัน) อื่นๆ อีกทั้ง ๕ ประการนี้

.....เมื่อเกิดการเบื่อหน่าย ก็จะหมดความพอใจรักใคร่

.....เมื่อหมดความพอใจรักใคร่ ก็จะหมดความถือมั่น (เอาอย่างนั้น อย่างนี้)

.....เมื่อจิตหมดความถือมั่น ญาณรู้ว่าพ้นแล้วย่อมเกิดขึ้น

.....เมื่อญาณเกิด ย่อมทราบได้ว่าต่อจากนี้หมดกิเลสสิ้นเชิงแล้ว จะไม่มีการเกิดในภพชาติหน้าต่อไปอีก อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว กิจที่จะต้องทำในชีวิตอันยาวนานนับจำนวนชาติไม่ได้สำเร็จลงแล้ว กิจอื่นที่ยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

.....เมื่อพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา อาทิตย์ปริยายสูตรนี้อยู่ จิตของภิกษุทั้งสิ้นในที่นั้น พ้นจากอาสวะทั้งปวง ไม่ถือมั่นในอุปาทาน บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

 

                     ทรงเปลื้องคำปฏิญญา และได้อัครสาวก

.....เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีเหล่าอรหันตสาวกจำนวนมากพอ สำหรับการเผยแผ่แล้ว ทรงระลึกถึงคำปฏิญญาที่ประทานไว้แก่พระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธจึงเสด็จจาริกพร้อมหมู่สาวกเข้าสู่นครราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นนั้น

.....เวลานั้นเรื่องราวของพระบรมศาสดาเป็นที่โจษขานเล่าลือกันไปในแว่นแคว้นต่างๆ บ้างแล้ว โดยมีกิตติศัพท์ขจรไปว่า มีศาสนาใหม่เกิดขึ้น ผู้นำคือพระสมณโคดม ผู้เป็นพระราชโอรสแห่งศากยราช ทรงละทิ้งราชสมบัติเสด็จออกบรรพชา ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระศาสดา ขณะนี้กำลังเสด็จพาภิกษุถึงพันรูปเดินทางมุ่งมาทางกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่ ลัฏฐิวัน (สวนตาลหนุ่ม) พระองค์และภิกษุทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว เป็นที่น่าพบเห็นยิ่งนัก ประชาชนต่างตื่นเต้นแห่แหนพากันเดินทางไปเฝ้า พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมข้าราชบริพารออกไปเฝ้ายังที่นั้นด้วย

.....เมื่อผู้คนไปพร้อมหน้ากันแล้ว แลเห็นชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมบริวาร ซึ่งเป็นที่นับถือของผู้คนอยู่ในที่นั้นด้วย บางพวกเริ่มคลางแคลงสงสัยว่า ใครเป็นผู้นำกันแน่ ดังนั้นในบรรดาผู้คนทั้งหลายเหล่านั้น จึงมีอาการต่างๆ บางพวกแสดงความเคารพพระบรมศาสดา บางพวกเคารถชฎิล บางพวกไม่แสดงความเคารพใครเลย

.....พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ตระหนักในพระทัยว่าถ้าหมู่ชนยังไม่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระองค์แน่วแน่แล้ว ย่อมไม่ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา พระองค์จึงตรัสถามอุรุเวลกัสสปะ ว่าเหตุใดจึงละทิ้งลัทธิบูชาไฟของตนเสีย

.....ภิกษุอุรุเวลกัสสปะทูลตอบว่า เพราะลัทธิเดิมไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ การบูชาไฟมุ่งหวังผลให้ได้รูป เสียง กลิ่น รส หรือแม้สตรี อันเป็นอารมณ์ที่สัตว์ปรารถนา ผลเหล่านั้นคือกาม เป็นมลทินเครื่องเศร้าหมอง ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส การบูชาที่มีความปรารถนาดังที่กล่าวนี้ เป็นมลทินอย่างเดียว

.....เวลานี้ได้พบทางอันสงบที่พระบรมศาสดาประทานให้แล้ว ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ไม่มีความห่วงกังวลใดๆ เหลืออยู่ ไม่ติดอยู่ในกามภพ เป็นธรรมที่ไม่แปรปรวนเป็นอย่างอื่น และไม่ใช่ธรรมดาที่ใครจะมาพูดให้เชื่อได้ เป็นสิ่งที่ปรากฏรู้ในใจของตนเองเท่านั้น

.....ครั้นแล้วภิกษุอุรุเวลากัสสปะลุกจากที่นั่ง ซบศีรษะลงที่พระบาทพระบรมศาสดาประกาศให้มหาชนทราบทั่วกันว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระศาสดาของเหล่าชฎิลในที่นั้นทั้งหมด