เภริวาทชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักประมาณ

วันที่ 24 กพ. พ.ศ.2547

นิทานชาดก

เภริวาทชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักประมาณ

นิทานชาดก  เภริวาทชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักประมาณ

นิทานชาดก

เภริวาทชาดก

ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักประมาณ

.....สถานที่ตรัสชาดก

.....เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี



.....สาเหตุที่ตรัสชาดก

.....ครั้งหนึ่ง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ณ เชตวันมหาวิหาร ทรงทราบว่าพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นคนว่านอนสอนยาก จึงตรัสเรียกพระภิกษุรูปนั้นมาซักถาม ครั้งภิกษุรูปนั้นยอมรับแล้ว พระบรมศาสดาจึงทรงตำหนิแล้วทรงระลึกชาติแต่หนหลังด้วยบุพพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงนำ เภริวาทชาดก มาตรัสเล่าดังนี้


.....เนื้อหาชาดก

.....ในอดีต สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติกรุงพาราณสี ทรงโปรดให้มีงานนักขัตฤกษ์เป็นประจำทุก ๆ ปี ครั้งหนึ่งสองพ่อลูกนักตีกลอง ได้ชวนกันไปแสดงการตีกลองในงานนี้ด้วย
ฝีไม้ลายมือการตีกลองของพ่อลูกทั้งสอง ครึกครื้น เป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ชมมาก นอกจากนี้ เขาทั้งสองยังแสดงท่าร่ายรำประกอบการตีกลองได้แปลกตา ประทับใจ ไม่ว่าจังหวะกลองจะเป็นเช่นไรก็ตาม ดังนั้นทุกครั้งที่สิ้นเสียงกลองผู้ชมจะปรบมือกันกราวใหญ่พร้อม ๆ กับเงินเหรียญมากมายที่มอบให้เขาสองพ่อลูก

.....ทั้งสอง แสดงการตีกลองไปตลอดคืน จนกระทั่งงานเลิกก็สะพายกลองและถุงย่ามใบใหญ่ที่ใส่เงินกลับบ้าน ลูกชายวัยรุ่นยังไม่หายครึ้มอกครึ้มใจ จึงรัวกลองตีกระหน่ำมาตามทางด้วยความคะนอง หนทางกลับบ้านของทั้งสองพ่อลูกเป็นทางเปลี่ยว ต้องเดินลัดป่าผ่านเข้าไปในดงโจรไม่มีทางหลีกเลี่ยง พ่อจึงเตือนลูกว่า

.....“ เมื่อเจ้าอยากตีกลองก็ตีไปเถิด พ่อไม่ห้าม แต่ให้เลือกตีแต่จังหวะเพลงที่ใช้ในขบวนพิธี และตีเป็นระยะ ๆ อย่าตีกระหน่ำพร่ำเพรื่อ พวกโจรจะได้หลงเข้าใจว่ากำลังมีเจ้านาย หรือคนใหญ่คนโตเดินทางผ่านมาจะได้รีบหนีไปเสียไกลๆ”

.....ลูกชายได้ยินพ่อพูดห้ามปรามแล้ว แต่ก็ไม่เชื่อฟังกลับพูดอวดดีว่า “ พ่ออย่ากลัวไปหน่อยเลย ฉันจะกระหน่ำกลองให้พวกมันเตลิดหนีไปทั้งหมดทีเดียว ” ว่าแล้วก็กระหน่ำตีกลองต่อไป แต่เนื่องจากยังเกรงใจพ่ออยู่บ้าง ในคราวแรกจึงตีจังหวะที่พ่อบอก

.....พวกโจรในย่านนั้น ได้ยินเสียงกลองในจังหวะที่ใช้สำหรับตีประโคมเวลาเจ้านายเดินทางก็ตกใจ กลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ตามมาในขบวนจะมองเห็นพวกตน จึงซ่อนตัวอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าโผล่หน้าออกมา

.....แต่ครั้งเวลาผ่านไปสักครู่ ลูกชายรู้สึกเบื่อหน่ายจักหวะกลองที่ซ้ำ ๆ อย่างนั้น จึงพลิกแผลงตีจังหวะอื่น ๆ ที่สนุกสนาน ระทึกใจ เสียงกลองดังลั่นไปทั่วป่าไม่มีเว้นระยะเลย

.....พวกโจรซุ่มฟังอยู่ ได้ยินเสียงกลองจังหวะโลดโผนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนั้นก็เฉลียวใจ คิดว่าคงจะไม่ใช่กลองในขบวนเกียรติยศของเจ้านายเสียแล้ว จึงได้สะกดรอยตามดู ครั้งเห็นมีเพียงสองพ่อลูกเดินอยู่ในป่าตามลำพัง โดยมีลูกชายตีกลองเล่นอยู่ก็โกรธจึงพากันวิ่งกรูเข้ามารุมทุบตีสองพ่อลูกเสียสะบักสะบอม ฐานที่หลอกให้หลงเข้าใจผิด แล้วฉวยเอาถุงยามใส่เงินและทรัพย์สินติดตัวไปจนหมดเสียอีกด้วย

.....เมื่อพวกโจรกลับไปหมดแล้ว ผู้เป็นพ่อก็ค่อย ๆ พยุงร่างกายที่บอบช้ำ คลานเข้าไปหาลูกชายซึ่งมีสภาพเดียวกัน แล้วกล่าวสั่งสอนด้วยเสียงอันสั่นเครือกระท่อนกระแท่นว่า

.....“ กลองนั้นตีดี ๆ ก็มีประโยชน์ แต่ไม่ควรตีกระหน่ำไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ เพราะถ้าตีพร่ำเพรื่อคึกคะนองเกินไป ก็จะก่อให้เกิดเรื่องเลวร้าย เงินทองวอดวาย เกือบถึงตายอย่างวันนี้ ” แล้วพากันซมซานกลับบ้านไปด้วยความยากลำบากแสนสาหัส


.....ประชุมชาดก

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เภริวาทชาดก จบแล้วทรงประชุมชาดกว่า
ลูกชาย              ในครั้งนั้น             ได้มาเป็นภิกษุผู้ว่ายาก
บิดา                                             ได้มาเป็นพระองค์เอง

 

.....ข้อคิดจากชาดก

.....๑. คำตักเตือนสั่งสอนของผู้ใหญ่ ย่อมมีคุณค่าควรแก่การรับฟังเพราะผู้ใหญ่ผ่านโลกมามาก ย่อมมองเห็นการไกล คาดคะเนอะไรมักไม่พลาด ผู้ใหญ่ที่ดี ๆ มีคุณธรรม ย่อมชักนำเราไปสู่ความสำเร็จ

.....๒. การทำอะไรตามใจตัวเอง ทำตามความคึกคะนอง ไม่รู้จักประมาณ ไม่คำนึงถึงกาลเทศะ ยอมเกิดโทษแน่นอน

 

 

นิทานชาดก  เภริวาทชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักประมาณ

นิทานชาดก
เภริวาทชาดก
ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักประมาณ