วิกฤติคือโอกาส

วันที่ 13 พค. พ.ศ.2560

วิกฤติคือโอกาส

 

 

                 เกษตรกรในชนบทส่วนใหญ่ โดยปกติแล้วจะทํางานทุกวันยกเว้นวันพระ ซึ่งจะเป็นวันหยุดพักผ่อนเพื่อเข้าวัดทําบุญทําทานและรักษาศีล แต่สําหรับพ่อของคุณยายนั้น นอกจากเข้าวัดแล้วยังชอบดื่มสุรา เข้าทํานองวัดก็เข้าเหล้าก็กิน ทุกๆ วันพอกลับมาถึงบ้าน ก็จะทะเลาะกับแม่ของท่านเป็นประจํา จากปกติที่เป็นคนใจดีแต่เมื่อเมาแล้วก็จะ เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน พลอยทําให้ ลูกๆ เดือดร้อนไปด้วย แม่ของท่านก็จะมี คําพูดเด็ดๆ เอาไว้สําหรับปรามพ่อในยามเมา คือทุกครั้งที่พ่อเมาแม่ก็จะเรียกพ่อว่า “ไอ้นกกระจอกอาศัยรังเขาอยู่” ที่เรียก อย่างนี้เพราะแม่เป็นผู้มีฐานะดีกว่าพ่อ จึงอุปมาพ่อว่าเป็นเหมือนนกกระจอก คําพูดนี้สะดุดใจพ่อทุกครั้ง เมื่อได้ยินคํานี้แล้วพ่อก็จะหยุด

                มีอยู่วันหนึ่ง พ่อในฐานะเป็นผู้นํา ครอบครัวทนคํากล่าวของแม่ไม่ไหวทําให้ ทะเลาะกันหนักขึ้น พ่อจึงตะโกนถามลูกๆ ว่า “พวกเอ็งได้ยินไหมล่ะ แม่เขาว่าพ่ออย่างไร” ลูกคนอื่นก็ไม่กล้าตอบทําให้พ่อตะโกนหนักขึ้น คุณยายท่านเห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงไม่อยาก ให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันและไม่คิดว่าคําของแม่เป็นคําด่า จึงตอบกลับไปว่า “แม่เขาไม่ได้ ว่าพ่ออย่างนั้นหรอก” พอพ่อได้ยินเท่านั้นเอง จึงหันมาโกรธคุณยายและแช่งด้วยความเมา ว่า “ให้มึงหูหนวก 500 ชาติ” พอได้ยินแล้ว คุณยายก็กลัวมาก เพราะถือว่าคําของพ่อแม่เป็นวาจาศักดิ์สิทธิ์ ท่านทั้งกลัวและกังวลใจ แต่ท่านบอกว่า ในเมื่อพ่อเมาทุกวันอย่างนี้คงยังขอขมาไม่ได้จึงตั้งใจว่าจะขออโหสิกรรม ในยามที่พ่อใกล้จะละโลก ตามความเชื่อที่ว่าถ้าหากขอขมาแล้วพ่อให้อโหสิกรรม คําสาปแช่งนั้นก็จะหมดไป

               ต่อมาพ่อของยายก็เริ่มป่วย และในวันที่ท่านจะละโลกนั้นคุณยายได้ออกไปยัง ท้องนาเพื่อทํางานของท่านตามปกติโดยไม่ทราบเลยว่าพ่อของท่านจะสิ้นใจ ตามคติธรรมเนียมปฏิบัติโบราณแล้ว เวลาบุพการีจะละโลกไป ลูกๆ ต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน  เพื่อขอขมาลาโทษเป็นครั้งสุดท้าย แต่คุณยายท่านยังอยู่กลางท้องนา ท่านได้ทราบในภายหลัง เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว จึงได้แต่เสียใจว่า ไม่ได้อยู่ใกล้พ่อเพื่อขอขมาเหมือนลูกคนอื่นๆ

              ธรรมดาแล้วการอยู่ร่วมกันระหว่างบุพการีและบุตรนั้น อาจจะมีบ้างที่บุตรล่วงเกินบุพการีโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม การที่บุตรพลาดพลั้งล่วงเกินบุพการี ผู้ให้กําเนิดซึ่งเป็นประดุจพระอรหันต์ภายใน บ้านนั้นจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ การขอขมา ลาโทษก่อนบุพการีจะสิ้นใจจึงเป็นสิ่งพึงกระทํา

              คนธรรมดาสามัญโดยทั่วไปนั้น ไม่อาจทราบได้เลยว่าหมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว จะไปอยู่ที่ไหน จึงได้แต่ทําตามธรรมเนียมปฏิบัติด้วยการทําบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่งคุณยายก็ทําตามประเพณีอันดีงามนี้ ถึงกระนั้นท่านก็ยังรู้สึกค้างคาใจที่ไม่ได้ขอขมา ลาโทษพ่อ เป็นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ยังวนเวียนอยู่ในใจท่าน เพราะในส่วนของการปรนนิบัติบํารุงบิดามารดา ท่านก็ทําได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เนื่องจากท่านเป็นคนขยัน บ้านเรือนจึงสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อยหมดทุกอย่าง ท่านจึงตั้งใจว่าไม่ว่าพ่อจะไปอยู่ที่ตรงไหนในปรโลก ท่านจะต้องตามไปขอขมาพ่อให้ได้ความรู้สึก ที่ท่านอยากจะตามหาพ่อนี้เองได้กลายเป็น แรงบันดาลใจอันแรงกล้าที่นําท่านไปสู่ จุดหักเหของชีวิต ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของท่าน ให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางธรรมในเวลาต่อมา