มาช้าไป

วันที่ 24 พค. พ.ศ.2560

มาช้าไป

 

 

                  เมื่อได้มาถึงวัดปากน้ํา ภาษีเจริญแล้ว คุณยายได้มีโอกาสมากราบพระเดช พระคุณหลวงปู่เป็นครั้งแรก เมื่อท่านกราบหลวงปู่เสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้น หลวงปู่ท่านก็ชี้หน้าคุณยายแล้วทักเป็นประโยคแรกว่า “มึงมันมาช้าไป” ซึ่งคุณยายท่านก็ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร ท่านบอกว่าตอนนั้น อายุ 29 ปีไม่น่าจะเรียกว่าเข้าวัดช้า แต่ท่านก็รับฟังไว้เงียบๆ หลวงปู่วัดปากน้ําท่านกล่าว คํานี้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่คุณยายท่านจดจําได้ตลอดชีวิตมาช้าไป

                 แม้ว่าคุณยายยังไม่รู้เรื่องราวอะไร มากเพราะเป็นผู้มาใหม่ แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเป็นผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ทั้งหมดด้วยญาณทัสนะตั้งแต่ก่อนที่คุณยายจะมาถึงแล้วว่า คุณยายเป็นทหารเอกของท่าน การลงมาบังเกิดในครั้งนี้มีภารกิจหน้าที่อะไร คํากล่าวของพระเดชพระคุณหลวงปู่ จึงหมายความว่า คุณยายน่าจะมาถึงท่านให้ เร็วกว่านี้ในขณะที่คุณยายอายุยังน้อยและ แข็งแรงมากกว่านี้การที่ท่านมาถึงเมื่ออายุได้ 29 ปีก็เรียกได้ว่าอายุเริ่มมากแล้วเพราะการทําวิชชาธรรมกายนั้นหากเริ่มต้นเมื่ออายุ ยังน้อยในขณะที่ร่างกายมีความแข็งแรงมาก การศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายก็จะ มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเรียนรู้ได้มากมาย ด้วยเหตุนี้เองหลวงปู่ท่านจึงกล่าวว่า มาช้าไป

                หลังจากทักทายกันเสร็จแล้วท่าน ก็ส่งคุณยายเข้าไปในโรงงานทําวิชชาโดยไม่ ต้องผ่านขั้นตอนในการทดสอบและคัดสรรใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่โดยปกติแล้วบุคคลที่จะ เข้าทําวิชชาได้จะต้องได้รับการทดสอบและคัดเลือก ด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย โดยนายทวารและผู้ที่อยู่มาก่อน เป็นการทดสอบความรอบรู้และญาณทัสนะของผู้ที่จะเข้ามา ทําวิชชาในโรงงานว่ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่ สําหรับคุณยายแล้วจึงเรียกได้ว่า เป็นการก้าวกระโดดเลยทีเดียว

                ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่ได้ เข้ามาปฏิบัติธรรมในโรงงานทําวิชชา คุณยายมุ่งมั่นอย่างมากที่จะศึกษาเล่าเรียนวิชชาธรรมกายขั้นสูงด้วยความผาสุก พอใกล้ครบกําหนดที่ท่านลาคุณนายเลี้ยบมาอยู่วัดปากน้ํา ท่านจึงปรึกษาหารือกับคุณยายทองสุกว่า“พี่ๆ ฉันไม่กลับแล้วนะ ฉันมาถึงหลวงพ่อวัดปากน้ําแล้ว ฉันจะเรียนวิชชาธรรมกาย อยู่ในโรงงานทําวิชชานี้ ฉันไม่กลับแล้ว” คุณยายท่านกล่าวอย่างนี้เพราะว่าโลกภายใน มีแต่ธรรมบันเทิงที่เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าเรียนรู้ กว่าโลกภายนอกมากนัก และกว่าที่มนุษย์เราจะได้พบคําตอบด้วยตัวเองว่าเกิดมาทําไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคุณยาย มาถึงจุดนี้แล้วจึงไม่ปรารถนาที่จะหวนคืนกลับไป คุณยายทองสุกก็เห็นดีด้วย ว่าไม่ควรกลับ “อีก้างเอ๊ย บวชกันเถอะว่ะ บวชเป็นแม่ชี” “เอาสิพี่ แล้วเราจะไปหาผ้าที่ไหนนี่ มันกระชั้นอย่างนี้” “มันจะไปยากอะไรวะก็ไปเช่าผ้าเขามาสิ” ท่านทั้งสองคุยปรึกษากันเพื่อบวชเป็น อุบาสิกาแม่ชีโดยการเช่าผ้า จะมีสักกี่คนใน โลกที่ไปเช่าผ้ามาบวช และก็บวชได้จนตลอดชีวิตอย่างนี้

              จากนั้นคุณยายและคุณยายทองสุก ก็โกนผมกันในคืนนั้น แล้วก็ไปเช่าผ้ามาบวชทรัพย์สินเงินทองกลับกลายเป็นของไม่ สําคัญสําหรับท่านแล้ว เพราะท่านตัดใจมาตั้งแต่ก่อนจะออกจากบ้านที่นครชัยศรีเมื่อ สมหวังดังใจในการศึกษาวิชชาธรรมกายกับ พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงไม่คิดจะกลับไป บ้านคุณนายเลี้ยบอีก แต่การจะไม่กลับได้นั้น ก็ต้องมีวิธีการที่ดีเพราะคุณนายก็เป็นคนใจดีใจบุญ ที่รักการปฏิบัติธรรม หากเห็นคุณยายเป็นนักบวชแล้วท่านคงจะพลอยยินดีด้วย

              เมื่อคุณยายบวชแล้วก็มีสง่าราศีในเพศของบรรพชิต ดูสงบเสงี่ยมสง่างามราวกับพระเถรีบวชมาแล้วได้ร้อยพรรษาผิวพรรณผุดผ่องเป็นนวลลออจับใบหน้า และในเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อคุณนายเลี้ยบมารับ ที่วัดปากน้ําตามที่ตกลงกันไว้ก็ถึงกับพูด อะไรไม่ออกเมื่อเห็นคุณยายโกนหัวแล้วอยู่ ในชุดอุบาสิกาแม่ชีดูสงบเสงี่ยมสง่างาม จึงได้แต่ยกมือไหว้แล้วคุณยายก็ลาคุณนายเลี้ยบ ตรงนั้นว่าจะไม่กลับไปอีกแล้ว จะขออยู่กับพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่วัดปากน้ํา ภาษีเจริญเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านเศรษฐินีที่ได้ให้โอกาส ศึกษาวิชชาธรรมกายตั้งแต่อยู่ที่บ้าน ให้ที่พักที่อาศัยเป็นอย่างดีให้ความไว้วางใจทุกอย่าง จนกระทั่งสามารถปฏิบัติธรรมได้เข้าถึงพระธรรมกาย ขอให้ท่านเศรษฐินีมีส่วนแห่งบุญนี้ด้วย และจะไม่มีวันลืมพระคุณในครั้งนี้เลย หลังจากนั้นคุณยายท่านก็ไม่คิดหันหลังกลับไปอีก ท่านบอกว่าในใจท่านมีแต่คําว่าเดินรุดหน้าแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น