ภัตตานุโมทนากถา ๒

วันที่ 04 พย. พ.ศ.2560

ภัตตานุโมทนากถา ๒

 

 

(ทะเลบุญ)

๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗ 

นโม.....

ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ.....

 

                      วันนี้ เจ้าภาพได้ถวายทานครบทั้งสาม คือ ถวายทานแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ เวลาเช้าและเพล ถวายโภชนาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ เวลาบ่ายให้มีพระสัทธรรมเทศนาน้อมนำไทยธรรมทั้ง ๔ ได้ชื่อว่าถวายทานแด่พระธรรม

                     เราเป็นพุทธศาสนิกชน ต้องรู้จักพระรัตนตรัยว่าอยู่ที่ไหน เพราะเป็นแก่นสารของพุทธศาสนาพระรัตนตรัยเป็นของไม่ยาก ไม่ง่ายในการเข้าถึง

                     "คนทำไม่ได้ ปฏิบัติไม่เป็นก็บอกว่ายาก แต่คนทำได้ปฏิบัติถูกก็บอกว่าง่าย เพราะฉะนั้น จึงว่า ไม่ยากไม่ง่าย"

                     ขึ้นอยู่กับใครทำเป็นและหากเข้าถึงได้ทำอะไรย่อมได้ผลศักดิ์สิทธิ์

                     พระรัตนตรัย อยู่ที่กลางตัวเราที่"ศูนย์กลางกายฐานที่  " ตรงนั้นเป็นที่เกิด ดับ หลับ ตื่น

                     เช่น เมื่อหยุดถูกส่วนเข้าก็หลับ หลับตรงไหนตื่นขึ้นก็อยู่ตรงนั้น ก่อนมนุษย์จะมาเกิด หญิงก็ดีชายก็ดี ต้องเอาใจจรดตรงนั้น ไม่นิ่งเกิดไม่ได้ จึงพึงเอาใจจรดไว้ที่ศูนย์กลางกายนี้ จึงจะถูกต้องและจะรู้ว่าช่างเป็นสุขจริงหนอ ดังที่ว่า 

                      "นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ"สุขอื่นนอกจากความหยุดนิ่งไม่มี

                      พอใจหยุดก็เข้ากลางของใจที่หยุด ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงธรรม ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญาดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จนถึง "กายละเอียด"ที่เป็นกายฝัน ไปไหนมาไหนได้เวลาเราหลับและยังสามารถนำเรื่องมาเล่าให้ฟัง เป็นฝันทั้งยังตื่นก็ได้ หรือจะถามอะไรก็ได้ กายละเอียดบอก กายมนุษย์ได้จึงฉลาดกว่าคนชั้นหนึ่ง เป็นปัญญา ๒ชั้น (ปัญญากายมนุษย์และกายละเอียดรวมกัน)

                       "บัดนี้ข้าได้มาพบเจ้าเข้าแล้ว เจ้านี่เองเวลาข้าจะไปไหนมาไหนคอยเป็นนายบอกหนทางผิดถูกอยู่เสมอ บอกให้ไปนั่นไปนี่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เวลาข้านอนเจ้าก็ฝันออกไป ไหนเจ้าลองฝันทั้งที่ตื่นให้ข้าดูสิ แล้วก็ฝันไปบอกให้ไปเมืองเพชรไปดูเขาวัง กายละเอียดนี้แวบไปเอาเรื่องเขาวังมาเล่าให้ฟังแล้ว

                        เราเห็นเท่านี้ก็ฉลาดกว่าคนอีกชั้นหนึ่งแล้ว เขาใช้แค่กายมนุษย์เท่านั้นแต่เราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ใช้กายมนุษย์ละเอียดจึงฉลาดกว่าเขาเหล่านั้นฉลาดกว่าเขาอย่างไร คือเรารู้ทีเดียวว่าคนนี้จะ ซื่อตรงหรือไม่ ซื่อตรงให้ไปดูที่กายละเอียด ไปถามกายละเอียด กายละเอียดจะไป สืบดู เดี๋ยวก็รู้ได้ทันทีว่า คนนั้นซื่อตรงหรือไม่"

                        ดังพระบาลีที่ว่า "นตฺถิ โลเก รโห นาม" ความลับไม่มีในโลก

                        จากกายมนุษย์ละเอียดนี้ พระพุทธเจ้าทรงทราบอย่างนี้ได้ต้องดำเนินเข้าไปถึง ๑๘  กาย จนถึง

                        กายธรรมอรหัต พระองค์ทรงรู้มากกว่าเราถึง ๑๘  กาย เราจึงดำเนินอย่างนั้นเป็นขั้นๆ เข้าไป

                        กายธรรมรูปเหมือนพระปฏิมากร ดอกบัวตูมใสคือ พุทธรัตนะ

                        ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย คือ ธรรมรัตนะ ธรรมกายละเอียดในดวงธรรม คือสังฆรัตนะ

                         "เจ้าภาพผู้บริจาคทานวันนี้ผู้ที่เป็นหัวหน้าเขาเป็นคนมีธรรมกาย เขาถึงธรรมกายละเอียดแล้วสามารถใช้อะไรได้ต่างๆ ดังนั้นเราที่ยังไม่ได้จงอุตส่าห์พยายามเพียร เรียนให้เข้าถึงธรรมกายละเอียดนี้บ้าง ให้ถึงธรรมกายเช่นเขานี้บ้างหากถึงธรรมกายเช่นนี้แล้วจะเอาตัวรอดได้ ตายเสียชาติก่อนก็ได้ ถ้าวันไหนจะตายก็รู้ คือสามารถรู้ได้"

                         เมื่อเรารู้จักและเข้าถึงพระรัตนตรัย เราก็จะไม่ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ พระพุทธเจ้าตรัสว่า

                         กิญฺจาปิ โส กมฺมํ  พระโสดาบันยังกระทำบาปกรรมด้วยกาย วาจาใจ ไม่ควร ปกปิดบาปกรรมที่ตนกระทำไว้ เพราะว่าทางพระนิพพาน พระโสดาบันนั้นเห็นแล้ว

                          เราก็ต้อง ซื่อตรงเหมือนพระโสดาบัน รู้จักบาปบุญคุณโทษ เมื่อรู้จักพระรัตนตรัย เราจึงมา ให้ทานกัน

                           ทานทุกคนจำเป็นต้องให้ทาน จึงจะได้ประโยชน์ เช่น ในผู้ครองเรือน ภรรยาหุงหาอาหารให้สามี เขาก็ไม่ทุบตี เด็กเล็กถ้าไม่ให้ก็ร้องไห้

                           ให้สูงขึ้นไปอีก เช่น ให้ลูก ให้สามีเป็นทาน

                            แต่ว่าต้องให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น เลี้ยงลูกโดยไม่มุ่งหวังว่าลูกจะเลี้ยงเราในวันหน้า หรือให้รักษาวงศ์ตระกูลของเราให้สูง

                             ทานจึงช่วยเรารักษาและขยายวงศ์ตระกูล เมื่อเราเป็นผู้ให้ ผู้รับก็ต้องคุ้มครองรักษาเรา ไม่ให้เป็นอันตราย วงศ์ตระกูลของเราย่อมสูงขึ้น เป็นสุขตามลำดับ พวกพ้องมากขึ้น หากฉลาดในการให้ก็จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินในชาตินี้ก็ได้

                              ศีล เมื่อมีคนตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เราต้องมีศีล บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ เมื่อทุกคนมีศีลเหมือนกัน ก็ไม่เบียดเบียน กระทบกระเทือนกันทั้งกาย วาจา ใจ เพราะทุกคนไม่ฆ่า ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกเมีย ไม่พูดปด ไม่เสพสุรา

                               ภาวนา ถ้าจะให้สุขยิ่งขึ้น ต้องทำใจหยุด ใจนิ่งให้จริง แม้อยู่กับคนมากแค่ไหน ก็ไม่รกหูรำคาญ ใจ เพราะใจเบิกบานในภาวนา ยิ่งหยุดดี ยิ่งดึงทรัพย์สมบัติมาเลี้ยงกันอีกทำให้เป็นคนสมบูรณ์อยู่เสมอ

                                เชื่อในพระรัตนตรัย เราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะ

                                พุทธรัตนะท่านไม่มีกิเลส ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ของท่านบริสุทธิ์ เราต้องเชื่อตามที่ท่านสั่ง

                                 ธรรมรัตนะ รักษาสัตว์ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว เป็นของดีฝ่ายเดียว เราต้องทำตามธรรมจึงจะเป็นคนชั้นสูง

                                 สังฆรัตนะ พระสงฆ์รักษาธรรมให้มั่นคงก็ดำเนินตามธรรมนั้น เราต้องเชื่อและเดินตามพระสงฆ์

บุญและบาปเป็นอย่างไร

                                  สภาพที่เป็นบุญ ย่อมนำสัตว์ไปสู่สุคติ

                                  สภาพที่เป็นบาป ย่อมนำสัตว์ไปสู่คติ

                                  การทำบุญต้องทำให้ถูกส่วน คือนำเครื่องไทยทานวัตถุมาถวายพระภิกษุพระภิกษุสงฆ์รับ เครื่องไทยทานวัตถุจากมือของผู้ให้ ขาดจากสิทธิ์ของผู้ให้ เป็นสิทธิ์ของผู้รับขณะใดปุญญาภิสันธา บุญไหลมาในขณะนั้น

                                   หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเปรียบเทียบบุญกับฝน

                                   เมื่อถามว่าฝนมาจากไหน ผู้ไม่รู้ก็ตอบไปต่างๆ กัน เช่น มาจากฟ้า หรือ จากก้อนเมฆดำๆเหมือนกษัตริย์สุขุมาลชาติที่คิดว่าข้าวมาจากในจาน เพราะเกิดมาก็เห็นแค่นั้น

                                    แท้จริงธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุมีอยู่ในอากาศว่างๆ ดักเอาไอน้ำในอากาศก็ได้ แต่ต้องทำเป็น

                                     "ในศาลานี้ก็มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เต็มไปหมด แต่ผู้ใดจะให้ฝนตก ผู้นั้นต้องทำฝนเป็น เรียก ฝนเป็น แก้ไขทำฝนขึ้นได้ทำน้ำขึ้นได้ ผู้เทศน์นี้ได้เคยแก้ไขมาแล้วจะแก้ไขเกณฑ์ฝนได้เหมือนกัน"

                                     เมื่อรู้จักหลักและที่มาของฝน บุญก็เช่นกัน เราต้องรู้จักหลักว่าบุญมาจากไหน

                                     บุญก็มาจากกลางกาย กลางของกลาง หนักเข้าพบดวงธรรม ถึง ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จนถึงกายมนุษย์ละเอียด ซึ่งมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นชั้นๆ เข้าไปถึงกายอรหัตละเอียด หากต้องการบุญก็ต้องเข้าไปกลางกาย จะพบทะเลบุญภายใน

                                      หากจะเข้าไปหาน้ำบ้าง กลางของกลางธาตุน้ำนั้น กลางของกลาง ก็จะเข้าไปทะเลพบทะเลหนักลงไป หนักลงไป จะใช้น้ำสักเท่าไรก็ใช้ไม่หมด เข้าไปกลางของกลางนั้นแหละ

                                      หากต้องการบุญ ก็เข้าไปกลางกายนั่นแหละ กลางของกลาง ก็จะเข้าไป  ซ้ายขวาหน้าหลัง ล่าง บน ไม่ไปทั้งนั้น กลางของกลางหนักขึ้นทุกที ก็จะเข้าไปพบบุญทะเลบุญอยู่ในกลางกายนั้น

ผู้ปกครอง

                                       เจ้าของผู้ปกครองบุญมี ๒ ภาค คือ ภาคพระปกครองท่านก็ส่งบุญส่งกุศลเหมือนส่งกระแสไฟฟ้าให้มาใช้ แม้ดินฟ้าอากาศยังมีผู้ปกครอง

                                       ภาคมาร บังคับให้เราเกิด แก่ เจ็บ ตาย รบกันส่วนพระบังคับไม่ให้รบกัน

                                        บุญที่เจ้าภาพทำ ก็จะไหลมาติดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายต่างๆ จนถึงกายธรรมต่างๆทุกกายนับอสงไขยกายไม่ถ้วน

                                        "เมื่อรู้บุญติดอยู่เช่นนี้แล้ว เราจะไปทุกข์ยากอะไร แตกกายทำลายขันธ์ไปก็เป็นหน้าที่ของบุญ เพราะบุญของเรามากอยู่แล้ว บุญจะจัดเป็นนกกรรม นำไปเกิด"

ดวงบุญจะนำไปเกิด

                                        เมื่อกายมนุษย์แตกดับ กายมนุษย์ละเอียดจึงต้องออกจากกายมนุษย์ไป ดวงบุญและดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็แตกดับ รูป เวทนาสัญญาสังขาร วิญญาณ ถูกทำลายหมด แต่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด มีดวงบุญอีกดวงหนึ่งที่จะนำไปเกิดตามกำลังบุญในสวรรค์ชั้นต่างๆ (สุคติ) ลักษณะที่แสดงบาปกรรมที่บุญส่งผลให้เป็นไปชั้นๆ ยังไม่มีใครแสดงให้รู้ เพราะไม่ใช่ของธรรมดาแต่พวกมีธรรมกายเขาเห็นปรากฏชัดเจนเป็นชั้นๆ กายๆ ดังกล่าว

                                        ในมนุษยโลก ถ้ามีบุญ จะค้าขายก็ร่ำรวย หาทรัพย์ง่ายไม่ติดขัด พาตัวให้เป็นสุขสู่สุคติ

                                         พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งไว้ว่า

                                         โภชนํ ภิกฺขเว ทายกผู้ให้ทานได้ชื่อว่าให้ฐานะ ๕ ประการแก่ ปฏิคาหก คือ ให้ อายุ วรรณะสุขะ พละ ปฏิภาณ

                                          ผู้ให้อายุย่อมมีอายุเป็นส่วนตอบ อาหารอิ่มหนึ่งทำให้มีอายุยืนได้  ๗ วัน เราก็ได้ผลทานนั้นจึงไม่ตายในปฐมวัย หรือถึงอายุขัยจึงตาย

 เมื่อเราได้บุญแล้ว เราจะรักษาบุญอย่างไร

                                          ต้องเอาใจไปจรดที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ของเรา ให้ใจหยุดนิ่ง ว่าบุญของเราอยู่ตรงนี้ พอใจหยุดถูกส่วน ก็จะเห็นดวงบุญของเรา ย่อมปลาบปลื้มดีใจ ฉะนั้น ให้เข้ากลางไปเรื่อยๆจนถึงกายธรรมอรหัตละเอียด

                                          ให้ทำเช่นนี้เท่านั้น อย่าไปนึกถึงผี ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จึงจะหาบุญได้ ใช้บุญเป็นเช่น พระพุทธเจ้าเป็นหญิงก็เรียก "บัณฑิตถี" เป็นชาย เรียก "บัณฑิโต" คือ ผู้มีปัญญา

                                          "มนุษย์วิเศษกว่าผีมากนัก ผีจึงสู้มนุษย์ไม่ได้ จะไปนับถืออะไรกับผี ผีช่วยอะไรไม่ได้เลยสู้นึกถึงมนุษย์ไม่ได้ ไปนับถือจ้าว จ้าวก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะจ้าวตายไปจากมนุษย์แล้ว จ้าวผีจ้าวทางนั้นสู้มนุษย์ ไม่ได้ แพ้มนุษย์ทั้งนั้น"

                                          "นึกถึงต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไปกราบไหว้ต้นไม้ ต้นไม้จะทำอะไรได้ เราเอามาทำฟืนหุงอาหารผ่าเอามาทำฟืนหุงข้าวอยู่เรื่อยๆ เอามาทำบานประตูหน้าต่างมาทำพื้นบ้าน แล้วมันจะมาทำอะไรให้เราได้"

                                           ต้องนึกถึงบุญสิ่งอื่นอย่าไปนึก เมื่อต้องภัยให้เอาใจจรดอยู่ที่บุญ ถ้าไปค้าขายติดขัดขึ้น ก็ขอให้ บุญช่วยนึกถึงบุญตรงกลางดวงธรรมนั้น ถ้าว่ามีอุปสรรคเข้ามาแทรกแซงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีผู้มารุกรานก็ขอให้บุญช่วยสิ่งอื่นช่วยไม่ได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหาบุญได้ และทรงใช้บุญเป็น

                                            พระสิทธัตถะจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พญามารทราบเหตุสะดุ้งทีเดียว แม้ปัญจวัคคีย์ละทิ้งพระองค์ เทวดาหนีไปสุดขอบจักรวาล เพราะกลัวพญามาร บารมีที่พระองค์สั่งสมเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งได้ โดยมีแม่พระธรณีรับอาสาหลั่งอุทกวารี จนมารพ่ายแพ้

                                             "ถ้าจะหาบุญได้ใช้บุญเป็น ก็ต้องเอาใจไปจรดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงบุญ" เข้ากลางเรื่อยไปจน ถึงกายธรรมอรหัต

                                             สภาพที่เป็นธรรมย่อมนำสัตว์ไปสู่สุคติ

                                            สภาพที่เป็นอธรรมย่อมนำสัตว์ไปสู่ทุคติ

                                            สภาพที่เป็นบุญ เป็นดวงใสติดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ ดวงบุญใหญ่โต ก็นำไปสู่สวรรค์สูงขึ้นไปเป็นชั้นๆ ขึ้นอยู่กับที่ทำความดีไว้ เป็นอายตนะดึงดูดตรงกัน

                                            สภาพที่เป็นบาป เป็นดวงดำ ติดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์เช่นกันทำชั่ว ไม่มีสีเจือ ก็ไปอยู่อเวจี มหาตาปนรก เป็นต้น หรือเป็นเดรัจฉาน เปรต อสุรกาย

                                             "ถ้าดวงบุญใหญ่โตกว่า ก็นำไปสู่สวรรค์ ถ้าดวงบาปใหญ่โตกว่าก็นำไปนรกใครจะแก้ไขอย่างใด อย่างหนึ่งไม่ได้ทั้งนั้น ย่อมเป็นไปตามคติของตน"

                                             จึงอย่าเกียจคร้านในการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา และต้องให้เห็นผลทาน ผลศีล ผลภาวนาจึงจะได้ชื่อว่าทำบุญและใช้บุญเป็น

                                             ท่านทั้งหลายได้คุณธรรมทั้ง ๕ ประการ คือทาน ศีลสุตตะ จาคะปัญญา เพราะให้ทานแล้วตั้งแต่เช้าและเพล สมาทานศีล ๕ สดับตรับฟังพระธรรมเทศนา

                                            เราได้บริจาคแล้ว สละกิจการงาน ความกังวล มาบำเพ็ญบุญ

                                            ฟังธรรมแล้วเกิดปัญญา รู้จักบาปบุญคุณโทษ

                                             คุณธรรม ๕ ประการ หากอยู่เป็นอุปนิสัยใคร จะปรารถนาเป็นพระสัพพัญูพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก ก็สมปรารถนาทั้งนั้น