รัตนสูตร : ธรรมรัตนะ

วันที่ 10 พย. พ.ศ.2560

รัตนสูตร : ธรรมรัตนะ

๑๖ พฤษภาคม ๒๔๙๗

นโม.....

วนปฺปคุมฺเพ ยถา.....

 

                     สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาตามที่ทรงตรัสรู้ เพื่อปลุกสัตว์โลกซึ่งยังหลับอยู่ให้ตื่นขึ้นโดยแปลได้ความว่า

                     วนปฺปคุมฺเพ  ครั้นเมื่อพุ่มไม้ในป่ามียอดอันแย้มแล้วในต้นฤดูร้อนฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ ให้ถึงซึ่งพระนิพพานอันประเสริฐเพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า

                      ไม้ในป่าเพียงผลัดใบ หาได้ตายไม่ และจะแตกใบใหม่ตรงยอดแต่ในต้นเดือนฤดูร้อน จึงเรียกว่า ยอดอันแย้ม หรือฤดูใบไม้ผลิ ครั้นแล้ว ก็จะแตกใบและมีดอกฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม อันประเสริฐให้ถึงนิพพาน เมื่อเห็นธรรมนั้นก็เหมือนเห็นดอกไม้ที่แย้มออกแล้ว

                      ธรรมอันประเสริฐที่เกื้อกูลมนุษย์ คือ ธรรมที่ทำให้มนุษย์ เป็นอยู่ที่เรียกว่า "มนุษยธรรม"มนุษยธรรมมีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร

                      ธรรมนั้นเป็นสัณฐานกลม สีขาวใสเหมือนแก้ว โตเล็กตามส่วนของธรรมนั้นๆ ถ้าไม่มีธรรมดวง นั้นก็ต้องตาย และต้องคอยหล่อเลี้ยงเหมือนคอยเติมเชื้อไฟให้ถูกส่วนเข้าไปไม่ให้ดับ ธรรมของมนุษย์ ต้องคอยให้ข้าวและอาหารอยู่เสมอ

                      ส่วนธรรมของเทวดา ก็เรียก "เทวธรรม" ธรรมต่อไปเป็นชั้นๆ เป็น พรหมธรรม อรูปพรหมธรรม เป็นต้น

                      จะได้ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ได้ ต้องบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ในชาติก่อน เมื่อแตกกายทำลายขันธ์จาก มนุษย์ จึงได้กลับมาเป็นมนุษย์ อีก คือ เป็นกายมนุษย์ ละเอียดเข้าไปหยุดนิ่งอยู่ในธรรม ดวงนั้น อาศัยครรภ์โอบอุ้มธรรมนั้น จนออกมาเป็นกายมนุษย์

                      เมื่อเป็นมนุษย์ ธรรมดวงนั้นก็อยู่กลางตัวที่ศูนย์กลางกายฐานที่   ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงไก่ ใสขาวแบบกระจกคันฉ่อง

                      ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อยู่ในกลางดวงธรรมนี้ทั้งนั้น ดวงนี้จึงเป็นเหมือนหีบพระไตรปิฎกทั้ง ฝ่ายดีฝ่ายชั่วอยู่ในนี้เสร็จทำบาป บาปก็ติดอยู่กลางดวงนั้นทำบุญก็ติดอยู่เช่นกัน รวมทั้งเป็นที่อยู่ ของดวงศีล ดวงสมาธิดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

                      ดังนั้นถ้าไม่พบธรรมดวงนี้ เอาตัวไม่รอด เมื่อเข้าถึงธรรมนี้ได้ ได้ชื่อว่า เข้าต้นทางพระนิพพานเหมือนกับเห็น "ดอกไม้ที่แย้มออก" แล้ว นี้คือ ธรรมอันประเสริฐที่กล่าวไว้ในคาถาต้น

                      เราจึงต้องเอาใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้น พอหยุดถูกส่วน ก็เห็นดวงปฐมมรรค จนถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายต่างๆ จนถึงกายพระอรหัตละเอียด ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูขึ้นไป ไปนิพพานได้ แต่ยังไม่มีนิพพานเป็นอารมณ์เหมือนพระอรหัต เพราะสัตว์โลกนี้มีกามคุณเป็นอารมณ์ คือ รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส สวรรค์ ๖ชั้น ก็มีอารมณ์อย่างเดียวกัน เพราะอยู่ในกามภพ

                       รูปพรหม ๑๖ ชั้น มีปฐมฌานทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นอารมณ์

                       อรูปพรหมก็ติดอยู่กับอรูปฌาน แบบถอนไม่ออกจนสุดภพทั้งหมด

                       ส่วนกายธรรม ถึงอรหัตละเอียด ใจจรดอยู่ที่นิพพานไม่ถอย ละเอียดหนักขึ้นเป็นลำดับ จึงได้กล่าวว่า ธรรมนั้นประเสริฐ เกื้อกูลสัตว์ให้ถึงนิพพาน พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย กามภพ รูปภพ อรูปภพ

                        "พระพุทธเจ้าเกิดมาในโลกมากน้อยเท่าใด ขนรื้อเอาเวไนยสัตว์ให้ไปนิพพาน ไม่ให้เวียนว่ายในธรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ กิเลสวัฏฏ์ ให้จิตหลุดจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หลุดจากปฐมฌานทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานจากอากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน นี้เขาเรียกว่า ไตรวัฏฏ์ หลุดจากไตรวัฏฏ์มีนิพพาน เป็นที่ไปในเบื้องหน้า"

                          พระพุทธเจ้าจะเกิดมามากน้อยเพียงใดท่านก็ตั้งใจขนสัตว์ไปนิพพานทุกพระองค์ จึงได้ กล่าวว่า วโร วรญฺญู  อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธศาสนา

                          วโร วรญฺญู แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ

                          วรญฺญู แปลว่า ทรงทราบธรรมอันประเสริฐ

                          วรโท แปลว่า ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ

                          วราหโร แปลว่า ทรงนำธรรมอันประเสริฐมา

                          อนุตฺตโร แปลว่า หาผู้ใดผู้หนึ่งเสมอถึงมิได้

                          ธมฺมวรํ อเทสยิ แปลว่า ทรงแสดงซึ่งธรรมอันประเสริฐ

               พุทฺเธ ปณีตํ แปลว่า นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า นี้ั้นี่หนึ่ง

                          พระพุทธเจ้า คือ พระวโร วโร แปลว่า ผู้ประเสริฐ

                           ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐตรงนี้ (ธรรมที่อยู่ตรงดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์) เมื่อมนุษย์ฟังธรรมก็ต้องเอาใจจรดไว้ตรงดวงธรรม ให้ใจหยุดนิ่ง ถ้าไม่จรดตรงนั้นไม่ถูกรัตนะอันประณีตชั้นที่สอง

                            ดังที่ทรงสรรเสริญไว้ว่า "นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ"สุขอื่นนอกจากความหยุดความนิ่งไม่มี

                            "หยุดตรงนั้นแหละเป็นสุขละ ถูกทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทีเดียวแล้วก็ถูกความสรรเสริญของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทีเดียว นี่แหละถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนาละ"

                            นี่จึงเป็นความอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า เป็นรัตนะอันประณีต

                            เราจึงอย่าได้ไปติดในกามภพ รูปภพ อรูปภพ แต่เข้าไปเป็นชั้นๆ ให้ถึงกายพระอรหัตละเอียดจะได้พ้นจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ถึงวิราคธาตุวิราคธรรม พ้นจากไตรวัฏฏสงสารมีนิพพาน เป็นที่ไป

                            "เมื่อพระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่ก็ประสงค์แง่นี้ แม้พระพุทธเจ้ารุ่นหลังจะมาอีกเท่าไร ก็ประสงค์อย่างนี้แบบเดียวกัน เมื่อรู้จักเช่นนี้แล้ว ก็อุตส่าห์พยายามทำให้เข้าถึงธรรมเหล่านี้ให้ได้ เมื่อเข้าถึงธรรมเหล่านี้แล้ว เราจะได้พ้นทุกข์ออกจากไตรวัฏฏสงสาร มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า"