กัณฑ์ที่ ๔๘ พุทธโอวาท

วันที่ 23 มค. พ.ศ.2561

กัณฑ์ที่  ๔๘
พุทธโอวาท

มรดกธรรม , พระมงคลเทพมุนี , ประวัติย่อ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี , สด จนฺทสโร , หลวงปู่วัดปากน้ำ , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สด มีแก้วน้อย , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , วัดปากน้ำ , ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , สมาธิ , กัณฑ์ , ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด , คำสอนหลวงปู่ , หลวงพ่อสดเทศน์ , เทศนาหลวงพ่อสด , พระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี , พระผู้ปราบมาร , ต้นธาตุต้นธรรม , พระเป็น , อานุภาพหลวงพ่อสด , เทปบันทึกเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำ , พระของขวัญ , ทานศีลภาวนา , พุทธโอวาท , กัณฑ์ที่ ๔๘ พุทธโอวาท

นโม ตสฺสภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  ฯ  (๓  ครั้ง)

อพฺยาปชฺชํสุขํโลเก

ปาณภูเต  สุสญฺญโม

สุขา  วิราคตา  โลเก

กามานํ  สมติกฺกโม

อสฺสมิมานสฺสวินโย

เอตํเวปรมํสุขนฺติ  ฯ

 

    ณ  บัดนี้  อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกาถาแก้ด้วย  พุทธโอวาท  พระองค์ทรงประทาน  เทศนาแก่บริษัททั้ง ๔  มีภิกษุบริษัทเป็นต้น  พระทศพลทรงวางเนติแบบแผนตำรับตำราไว้  ให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่ประชุมชนในยุคโน้น  ตลอดมาจนกระทั่งถึงประชุมชนในยุคนี้  เราท่านทั้งหลายผู้เกิดมาประสบพบพุทธศาสนา  ก็ควรจะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นในบัดนี้  ตามวาระพระบาลีว่า

อพฺยาปชิชํสุขํโลเก      ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก
ปาณภูเต  สุสญฺญโม    ความสำรวมระวังในสัตว์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตเป็นเหตุให้รักษา
สุขา  วิราคตา  โลเก    ความปราศจากจากความกำหนัดยินดีเป็นสุขในโลก
กามานํ  สมติกฺกดม     ก้าวล่วงเสีย  ซึ่งกาม
อาสฺสมิมานสฺสวินโย    นำเสียซึ่งอัสมิมานะ
เอตํเวปรมํสุขํ              นี้ละเป็นสุขอย่างยิ่ง

    ตรงนี้แง่นี้เป็นธรรมสำคัญ  ๕  ข้อด้วยกัน  ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลกนั้นเป็นไฉน?  มีอรรถาธิบายเป็นลำดับไป  ตนของตนไม่เบียดเบียนตนเองด้วยกายหรือด้วยวาจา  หรือด้วยใจตน  ตนของตนเองไม่เบียดเบียนบุคคลผู้อื่นด้วยกายหรือด้วยวาจาด้วยใจของตน  ตนของตนเองไม่เบียดเบียนทั้งตนและทั้งบุคคลอื่น  ด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจของตนเอง  นี้เพียงเท่านี้  ตนก็เป็นสุขแล้ว  คนอื่นที่ไม่ถูกเบียดเบียนก็เป็นสุขด้วย  ทั้งตนและบุคคลอื่นก็เป็นสุขทั้ง  สองฝ่าย  ไม่ยักย้ายไปไหน  ความเบียดเบียนนี่เป็นทุกข์ในโลกไม่ใช่เป็นสุข  ความเบียดเบียน  เป็นทุกข์ในโลก

    บัดนี้โลกกำลังเบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่  เดิมก็ออกจากตนนั่นแหละ  ไม่ใช่ออกจากไหน  ความเบียดเบียนอันนี้  ถ้าว่าตนไม่คิดเบียดเบียนแล้ว  ความเดือดร้อนก็จะมีเป็นไฉน  ความเบียดเบียนอันนี้แสดงโดยข้อเค้าสำเนาความ ก็เพียงตนของตนกับบุคคลอื่น  สองคนเท่านั้นในโลก  โลกคือหมู่สัตว์โอกาสโลก  ขันธโลกโอกาสโลก  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  วิญญาณ  อากาศ  นี้เรียกว่า  โอกาสโลก

     ขันธโลก  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ

    สัตว์โลก  ที่ไปเกิดมาเกิดอาศัยขันธ์ทั้ง  ๕  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ขันธ์ทั้ง   ๕  ก็อาศัยโอกาสโลกดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  วิญญาณ  อากาศ  อาศัยอย่างนี้  นี้เมื่อมีขึ้นเป็นขึ้นในโลกแล้ว  เกิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  หมู่มนุษย์ใดในสากลโลก  ในประเทศใดหมดทั้งประเทศ  ประเทศใดไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ประเทศนั้นได้รับความสุขแน่แท้  ประเทศใดเบียดเบียนในกันและกันเข้า  ในสองประเทศนั้นที่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์แน่ไม่ใช่เป็นทุกข์เพียงเท่านั้น  หลั่งความทุกข์มาให้ประเทศใกล้เคียงไม่ใช่น้อย  ยังเราท่านทั้งหลายได้ประสบความเบียดเบียนมาแล้วอย่างใหญ่  เรียกว่า  สงครามล่วงแล้วสองครั้ง  ได้ประสบอย่างใหญ่ทีเดียว  พอปลายสงครามข้าวของแพงเกินส่วนของหายากเกินส่วน  เครื่องอุปโภค  บริโภคไม่พอใช้จ่ายกัน  ต่างประเทศถึงกับเดือดร้อน  ถึงความตายนี้เห็นได้แล้ว  ความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์ในโลกอย่างนี้

    ตั้งต้นแต่สกุล  ๆ  เดียว  บิดามารดาเดียวกัน  อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน  ถ้าจะให้ได้รับความสุข  บิดามารดาต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันก่อน  ลูกหญิงลูกชายของบิดามารดาเดียวกันต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเมื่อมารดาบิดาไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว  มารดาบิดาก็ได้รับความสุขทั้งสองฝ่าย  ลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว  ลูกหญิงลูกชายก็ได้รับความสุข  ตลอดจนกระทั่งมารดาก็ได้รับ  ความสุขลูกหญิงลูกชายเบียดเบียนกันขึ้นเวลาใด  มารดาบิดาก็ได้รับความทุกข์เวลานั้น  ถ้าว่าลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  เมตตาปรานีในกันและกัน  รักใครในกันและกัน  สนิทสนมในกันและกัน  กลมเกลียวในกันและกัน  ได้ชื่อว่าไม่เบียดเบียนในกันและกัน  ถ้าว่าไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันดังนี้แล้ว  มารดาบิดาสกุลนั้น  ลูกหญิงลูกชายสกลุนั้นได้รับความสุข  มีแต่ความเจริญเป็นเบื้องหน้า  ความเสื่อมทราม  ไม่มีที่จะได้รับความเสื่อทรามแตกสลาย  เพราะบิดามารดาเบียดเบียนกันขึ้นก่อน  เป็นอุทาหรณ์ให้ลูกเอาอย่างเบียดเบียนซึ่งกันและกันบ้าง  เบียดเบียนกันแรงหนักเข้า  ถึงตบตีให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน  หนักมือไปกว่านั้นแตกแยกจากกัน  อยู่รวมกันไม่ได้  อยู่รวมกันก็ตีกันเท่านั้น  พูดไม่ลงรอบกัน  เพราะเบียดเบียนกันเสียแล้ว  ก็ตั้งเป็นหมู่พวกไม่ได้  มารดาบิดาคู่นั้นเรียกว่าคุมความปกครองไม่อยู่  ไม่สามารถปกครองลูกหญิงลูกชายไว้ได้เป็นคนมีปัญญาแต่เพียงให้ลูกหญิงลูกชายเกิดเท่านั้น  เลี้ยงให้ใหญ่โตเท่านั้น  ที่จะปกครองลูกหญิงลูกชายปกครองไม่ได้  สัมหาอะไรที่จะไปปกครองผู้อื่น  ปกครองลูกหญิงลูกชายของตนก็ไม่ได้

    นี่ก็เพราะอะไร?  ก็เพราะความเบียดเบียน  ถ้าความเบียดเบียนเลิกเสียแล้ว  ไม่เบียดเบียนกันและกันแล้ว  ก็ปกครองกันได้  ความเบียดเบียนนี้แหละสำคัญนัก  ถ้าเลิกเบียดเบียนกันเสียได้  ตระกุลหนึ่งมารดาบิดาลูกหญิงลูกชายก็ไม่ต้องแตกแยกจากกัน  เป็นกลุ่มเป็นก้อน  เป็นหมู่เป็นพวกกัน  อยู่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในกันและกันได้  เพราะไม่มีความเบียดเบียนในกันและกัน  ขยายส่วนออกไปกว่านั้น  กว้างออกไป  ตระกูลหนึ่ง  ๆ  เต็มประเทศออกไป  ขยายส่วนออกไปกว่านั้น  ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ประเทศหนึ่ง  ๆ  ไม่เบียดเบียนกันทั้งหมด  ปรากฏว่าประเทศนั้นจะได้รับความรุ่งเรืองเจริญ  เกิดจากความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขด้วยกันทั้งนั้น  ไม่ต้องมีตำรวจเฝ้า  ไม่ต้องมีใครรักษา  ไม่ต้องมีศาลไม่ต้องมีตุลาการ  การที่จะไม่เบียดเบียนกันได้เช่นนี้  จะเป็นได้เช่นไร  ต้องอาศัยพระพุทธศาสนาแท้  ๆ  จึงจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

    พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเป็นที่ร่มเย็นเป็นสุขของโลก  เป็นประมุขของโลก  เป็นที่พึ่งของโลกเป็นผู้รู้จักหนทางเป็นที่ตั้งของความเสื่อม  เป็นที่ตั้งของความเจริญ  รู้ทางความเสื่อม  รู้ทางความเจริญ  รู้ทางร่มเย็นเป็นสุข  รู้ทางเดือดร้อนเป็นทุกข์  พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่าง  ได้วางเนติแบบแผนตำรับตำรา

    โลกก็เกิดขึ้นใหม่  ๆ  ยังมีมนุษย์น้อยอยู่ ลงมากินง้วนดินแล้ว  ก็เหาะเหินเดินอากาศไม่ได้  ก็จ๊อหลอ  อยู่ในแผ่นดินนี้ต่อไป  ๆ  ๆ   ๆ  ก็ได้กายนั้นก็กลายมาเป็นมนุษย์เป็นลำดับไป  กลายไปอยู่สมัครสังวาสในกันและกันได้เกิดมนุษย์ขึ้น  เมื่อเกิดมนุษย์ในตอนต้น  ก็มีน้อยคนไม่สู้จะเบียดเบียนกันนัก  แล้วมนุษย์มากขึ้นเป็นลำดับมนุษย์เริ่มเบียดเบียนกัน  ใกล้เคียงกันก็ทะเลาะบาดหมางให้ประหัตประหารกัน  ด้วยกายบ้าง  ด้วยจาจาบ้าง  ด้วยใจบ้าง  ก็เกิดเบียดเบียนกันขึ้น  ทุบตีฆ่าฟันกัน  ครานั้นโลกได้รับความเดือดร้อน  เพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ด้วยความให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน  ทุบตีฆ่าฟันซึ่งกันและกัน  ผู้ที่มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้มนุษย์เลิกเบียดเบียนกันเสีย

    เมื่อหยุดเบียดเบียนกัน  ก็เป็นสุขทีเดียว  ต่เมื่อเบียดเบียนกันอีก  ความคับคั่งเข้ามากมนุษย์ด้วยกันแย่งชิงอาหารในกันและกัน  ฉกลักหลอกลวงในกันและกันเป็นทุกข์อีก  มนุษย์เหล่านั้นเกือบจะโลกแตกทีเดียวผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้เลิกฉกลักหลอกลวงล่อหลอนในกันและกันเสีย  ฉะนั้นโลกก็เป็นสุขสงบไปอีก

    ต่อมาอีกมากมนุษย์เข้ามีความกำหนัดยินดีกันเกินไป  ประทุษร้ายสับสนกัน  ไม่ว่าลูกใครเมียใครตามชอบใจของตัวเองอีกแล้ว  โลกแตกอีกแล้ว  มนุษย์ผู้มีปัญญาก็แก้ไข  ให้มนุษย์พวกนั้นเลิกประทุษร้ายในกันและกัน  เลิกผิดในกามเสีย  ให้ยินดีเฉพาะคู่ครองของตน  ๆ  มนุษย์พวกนั้นก็สงบเงียบได้รับความสุขไปอีก

    ต่อมาอีก  มนุษย์มากขึ้นเกิดขี้ปดขี้โป้กันขึ้นแล้ว  ไม่จริงแล้วถ้อยคำสำเนียง  หลอกลวงล่อหลอกฉ้อโกงกันต่าง  ๆ  แล้ว  เกิดถ้อยคำตลบตะแลงไปแล้ว  เดือดร้อนแทบจะถล่มทลายอีก  มนุษย์ผู้มีปัญญาแก้ไขอีกสงบเสีย  มนุษย์พวกนั้นก็ได้รับความสุขใจ  เพราะสงบในการเบียดเบียนในการหลอกลวงล่อหลอน  พูดไม่จริงกลับพูดจริงกันเสียหมด  มนุษย์ก็ได้รับความสุข

    ครั้นต่อมามนุษย์สนุกกันใหญ่  บริโภคสุรากันขึ้นหมด  ไอ้ที่ข้อกฎหมายวางกันไว้  เท่าไร  ๆ  ถล่มทลายหมด  โลกจะแตกจะทำลายคราวนี้  ทำไงกันละ  เกิดเหตุยกใหญ่  เกิดอลหม่านทีเดียว  ผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขได้สงบให้เลิกสุรากันเสีย  งดสุราเสียให้ขาด  ไม่บริโภคสุรากัน  สิ่งที่ทำให้เมาเลิกกัน  มนุษย์ก็ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไป  นี่ต้นเดิมของมนุษย์นะ  เดือดร้อนแล้วก็สงบกันได้ด้วยวิธีนี้

    แต่ในบัดนี้เล่า  หมดทั้งสากลโลก  หมดประเทศไทย  หมดประเทศอเมริกา  หมดประเทศอังกฤษ  ฝรั่งเศส  อิตาลี  ญี่ปุ่น  จีน  รัสเซีย  ฯลฯ  ถ้ามีศีลห้าด้วยพร้อม  ๆ  กันเป็นไงมีศีลห้าพร้อมกันเสีย  บริสุทธิ์พร้อมกันไม่มีร่องเสียด้วยกันทั้งนั้น  โลกจะได้รับร่มเย็นเป็นสุขอย่างไรบ้าง  โลกก็ได้รับร่มเย็นเป็นสุขทันใดทีเดียว  ประเทศใคร  ๆ  อยู่  อู่ใคร  ๆ  นอนไป  สบายอกสบายใจ  เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันหมดทั้งโลก  นี่ท่านวางตำรับตำราหมู่ปลา  อยู่เป็นหมู่เป็นพวกใหญ่  พวกใหญ่เบียดเบียนไอ้เล็ก  กินไอ้เล็ก  ไอ้ใหญ่ก็ตอด  ไอ้ใหญ่ขวาง  ไอ้ใหญ่อยู่อย่างนี้แหละ  เกะกะกันอยู่อย่างนี้แหละ  หมู่ปลาก็ไม่ได้รับความสุข  หมู่นกหมู่เดียวพวกเดียวกัน  จิกกันข่มเหงคะเนงร้ายกัน  หมู่นกก็ไม่ได้รับความสุข  เพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  หมู่มนุษย์ล่ะเบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว  ก็ไม่ได้รับความสุขแบบเดียวกัน  ไม่ว่าสัตว์ชนิดใดสี่เท้า  สองเท้า  เท้าเหี้ยม  เท้ามาก  ลงเบียดเบียนกันไม่ได้รับความสุข  เลิกเบียดเบียนกันเสียเวลาใด  เวลานั้นแหละ

     อพฺยาปชฺชํสุขํโลเกความไม่เบียดเบียน  เป็นสุขในโลกแท้  ๆ

    กามานํ  สมติกฺกโม  ก้าวล่วงเสียซึ่งกามทั้งหลาย  กามทั้งหลายนั้น  คืออะไรเล่า  รูปที่ชอบใจนะซิเสียงที่ชอบใจ  กลิ่นที่ชอบใจ  รสที่ชอบใจ  สัมผัสที่ชอบใจ  เรียกว่า  ปํญจธรรมธรรมที่ทำสัตว์ให้เนิ่นช้าไม่เป็นอันที่จะให้มีเวลาให้ทาน  จำศีล  ภาวนา  ความยินดีในรูปถอนไม่ออก  ยินดีในเสียงถอนไม่ออก  ยินดีในเสียงถอนไม่ออก  ยินดีในกลิ่นถอนไม่ออก  ยินดีในรสถอนไม่ออก  ยินดีในสัมผัสถอนไม่ออก  จะหยุดจะยั้งเสียก็ไม่ได้ เสียดายห่วงใยอะไร  ละไม่ได้  วางไม่ได้  ทำอย่างไรเล่าคราวนี้  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ก้าวล่วงไม่พ้นจมอยู่ในความสุข  จมอยู่ในปลักของความสุขนั่น  ถอนไม่ออก  จมอยู่ในปลักของความทุกข์นั่น  ถอนไม่ออก  เพราะธรรมนั่นทำสัตว์ให้เนิ่นช้า  ให้เดือดร้อนทุรนทุรายกระสับกระส่ายต่าง   ๆ นานา  เป็นอยู่อย่างนี้ทั่วสากลโลก  เพราะก้าวไม่ข้ามหามไม่พ้น  ยินดีในรูปติดอยู่ในรูป  ยีดนในเสียงติดอยู่ในเสียง  ยินดีในกลิ่นติดอยู่ในกลิ่น  ยินดีในรสติดอยู่ในรส ยินดีในสัมผัสติดอยู่ในสัมผัส  ธรรม  ๕  อย่างนี้  ทำให้สัตว์เนิ่นข้า  เรียกว่า  ปปัญจธรรม  ปปัญจธรรมทั้งห้านี้เป็นตัวกามแท้  ๆ  เรียกว่าเป็นตัวพัสดุกาม  และเป็นที่ตั้งของกิเลสกามด้วย  รูปนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามที่สวย  ๆ  งาม  ๆ  ก็เป็นพัสดุกาม  ความยินดีมันก็ไปติดมากขึ้น  เสียงที่เพราะ  ๆ  งาม  ๆ  นั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้  ๆ  เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น  กลิ่นที่หมอ  ๆ  ที่จับใจ  นั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้  ๆ  เป็นที่ตั้งของยินดีมากขึ้น  รสเป็นที่ชอบอกชอบใจ  คือรสชาติที่เลิศที่ประเสริฐ  นั่นแหละเป็นพัสดุกามแท้  ๆ  เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น  สัมผัสทางกายเป็นที่ชอบใจของกาย  นั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้  ๆ  เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี  หนักขึ้น  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  ๕  นี้เป็นตัวพัสดุกาม  ความยินดีในรูปในเสียง  ในกลิ่น ในรส  และในสัมผัสนั้นเป็นตัวกิเลสกาม  ถ้าก้าวไม่พ้น  ติดอยู่ในตัวพัสดุกามเหล่านี้แล้ว  ต้องเป็นทุกข์เนืองนิตย์อัตราหัวเราะบ้าง  ร้องให้บ้าง  ต่าง  ๆ  นานา  ไม่เลื่อมสร่าง  ต่อเมื่อใดก้าวล่วงปัญจวิธกามคุณทั้งห้า  ทั้งตัวพัสดุกาม  ทั้งตัวกิเลสกามนี้ปล่อยวางเสียได้  ก้าวพ้นไปเสียได้  ใครก้าวพ้นไปได้บ้างเล่า

    เขาว่าท่านพรหมนะ  ท่านพรหมก้าวพ้นไป  ท่านรูปพรหมนะ  เกิดตั้งแต่พรหม  ปาริสัชชา  พรหมปุโรหิตา  หมาพรหมา  ปริตรตาภา  อัปปมาณาภา  อาภัสสรา  ปริตตสุภา  อัปปมาณสุภา  สุภกิณหา  เวหัปผลา  อสัญญสัตตา  อวิหา  อตัปปา  สุขทัสสา  สุทัสสี  และอกนิฎฐา  เขาว่าพรหม  ๒๖  ชั้นนี้  ก้าวล่วงพ้นกามไปเสียแล้ว  มีรูปฌานเป็นที่ติดอยู่  รูปฌานนั่นนะติดอยู่กับใจ  ด้ายท่านที่ติดอยู่ในใจ  กามก็ติดอยู่กับใจเหมือนกันในมนุษย์โลกนี่แหละ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  ในมนุษย์โลกนี่แหละ  ติดอยู่กับใจ  แกะไม่ออกไปหลุดออกจากใจ

    ไปในสวรรค์  ๖  ชั้นฟ้า  จาตุมหาราช  ตาวติงสา  ยามา  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวัสดี  ติดหนักขึ้น  ๆ ละเอียดหนักขึ้น  เอร็ดอร่อยหนักขึ้น  ถอนไม่ออก  ท่านพรหมเท่านั้น  เป็นคนกล้าหาญ  อุตส่าห์พยายามหลีก ๆ จากหมู่คณะออกไปเล่นซ่อนกระทำความเพียร  ทำปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  จตุตถฌาน  ให้บังเกิดขึ้น  แต่พอทำปฐมฌานเกิดขึ้นเท่านั้น  โอ้อ้ายกามนี่เป็นโทษจริง  ฌานนี่วิเศษจริง  เป็นคุณจริง  พ้นจริง  ไปติดอยู่เสียกับฌานสบาย  ติดอยู่กับกามเหมือนกับนั่งอยู่ในกองไฟ  หรือนั่งอยู่ในกลางแดดจัดทนไม่ค่อยไหว ไม่สบาย  พอไปอยู่กับฌานเสียเหมือนเข้าร่มสบายจริง  เหมือนเข้าร่มที่เย็นมีน้ำล้อมอยู่ข้าง  ๆ  ทั้งเย็นทั้งชื่นมื่น  ทั้งสบาย

    ใจไปจรดอยู่กับรูปฌาน  รูปฌานนะ  ลักษณะเหมือนยังกับกงเกวียนเป็นเหมือนกระจก แผ่นกระจก  หนาคืบหนึ่งวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง  ๒  วา กลม  ๆ  ไม่ใช่กลมรอบตัว  กลมเหมือนกันกงเกวียน  วงล้อต่าง  ๆ  กลม  ๆ เป็นแผ่นเดียวเหมือนกระจก  กลมรอบตัว  แล้วก็ข้าง  ๆ  ก็เรียบร้อยเป็นอันดี  ข้างหน้า  ข้างหลังเรียบร้อยดี ส่วนกายรูปพรหม  ก็เข้านั่งอยู่บนกลางปฐมฌานนั่น  พอขึ้นนั่งบนนั้นเท่านั้น  เย็นอกเย็นใจสบายใจ  ก็ติดอยู่กลางดวงปฐมฌานนั้น  พอใจจรดอยู่กับกลางดวงปฐมฌานได้  มันชื่นมื่นสบาย  ความสบายของปฐมฌานนะวิเศษวิโสนัก

    เขาเล่าเรื่องว่า  มหากษัตริย์องค์หนึ่ง  ได้บรรลุปฐมฌานแล้ว  สละราชสมบัติให้  ราชโอรสปกครองไปตัวไปเป็นฤาษีชีไพรเสียภายนอกนั่น  ฝ่ายผู้ได้รับรัชทายาทนั้นไม่อาจจะปกครองได้  ให้ไปตามบิดามา  มหาดเล็ก เด็กชายก็ไม่พร้อมกัน  ผู้คนสกลโยธามากมายหลาม  ไปทีเดียว  ไปตามพระเจ้าแผ่นดิน  เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเดิมผู้สละราชสมบัติไปเสียนั่นนะ  เป็นผู้ปกครองมีความสงบเงียบเรียบร้อยดี  มหากษัตริย์ไปถึง  กำลังเช้าฌานสมาบัติอยู่  เข้าไปคอยอยู่จนกระทั่งมีโอกาสออกมา  ก็เข้าไปทูลว่า  พระองค์เชิญพระองค์เสด็จกลับเสวยราชสมบัติ  ไม่มีใครสามารถจะปกครองได้  มหากษัตริย์ก็ลืมพระเนตรขึ้น  ก็ไถ่ถามเรื่องราว  รู้เรื่อง  เอ็งกลับไปเถอะข้าจะเข้าฌานของข้า  ข้าไม่ต้องการแล้วสมบัติ  ข้าอยู่ในฌานของข้า  สบายกว่า  อยู่เป็นกษัตริย์ข้าไม่สบายเลย  ข้าเดือดร้อนนัก  นั่นแน่ถึงขนาดนั้น  ถึงขนาดนั้น  อ้อ!  การเข้าฌานนี่มันเลิศประเสริฐอย่างนี้หรือ ร่มเย็นเป็นสุขอย่างนี้  ที่จะละกามได้ต้องเข้าฌานเข้าปฐมฌานเสีย  กามทำอะไรเราไม่ได้

    บัดนี้  ที่วัดปากน้ำนี่นะมีธรรมกาย  สูงกว่าฌานนั่นอีก  โอนนั่นสู้ไม่ได้ไกลกว่าเดิมนั่นอีก  เขามีธรรมกายกัน  ถ้ามีความกำหนัดยินดีเวลาใด  แพร็บเข้าธรรมกายไป  ความกำหนัด  ยินดีทำอะไรไม่ได้เลย  ล้อมันเล่นเสียก็ได้  มันทำอะไรไม่ได้  ความกำหนัดยินดีทำอะไรไม่ได้  ที่เราเป็นผู้ครองเรือนน่ะ  ความกำหนัดยินดีมันบังคับ เหมือนกับเด็ก  ๆ  ตามชอบใจมัน  จะทำอะไรก็ทำตามชอบใจของมัน  ความกำหนัดยินดีมันบังคับมันบังคับเช่นนั้นแล้ว  เราเข้าธรรมกายเสีย  ไม่ออกจากธรรมกาย  ความกำหนัดยินดีที่มันบังคับนั่นหายแวบไปแล้วเหมือน ไฟจุ่มน้ำ

    จงพยายามให้มี  ธรรมกาย  ขึ้นเถิด  เลิศกว่าฌาน  ฌานนั่นก็พอใช้ได้  แต่ว่าจะเข้าลัก  เท่าไรก็ตามเถอะ นั่นนะ  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  จตุตถฌาน  เลิศประเสริฐหนักขึ้นไป  ก็ยังอยู่ในรูปภพ  ถ้ายังติดกามอยู่  ยังแน่นอยู่ในกามนั่น  เขาเรียกว่า  กามภพ  ติดอยู่ในกาม  ก้าวล่วง  กามยังไม่ได้  พ้นจากกามหยาบไปในมนุษย์หนึ่งสวรรค์  ๖  ชั้นไปได้  ไปติดอยู่ในรูปภพอีก  แม้จะเข้าถึงอรูปฌานละเอียด  ออกจากจตุตถาฌานแล้วเข้าถึงอรูปฌานละเอียด  เข้าอากาสานัญจายตนฌาน  วิญญานัญจายตนฌาน  อากิญจักญญายตนฌาน  เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ก็ยังอยู่ในภพ  ในอรูปภพอยู่  กามภพ  รูปภพ  อรูปภพเหล่านี้  ก็ยังไม่พ้นความกำหนัดยินดีในรูปฌธานหรืออรูปเนอยู่

    เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วละก็ขึ้นไปเป็นชั้น  ๆ  จึงจะพ้นจากกามได้  เข้าถึงธรรมกาย  แล้ว  เข้าไปเป็นชั้น  ๆ เป็นธรรมกายโคตรภู  ธรรมกายพระโสดา  ธรรมกายพระสกทาคา  ธรรมกายพระอนาคา  ธรรมกายพระอรหัตเป็นจากกายอรูปพรหมอีก  ๑๐  ชั้นถึงพระอรหัต  ถึงพระอรหัตชั้นที่เก้าที่สิบละก็  ชั้นที่สิบเจ็ด  ชั้นที่  ๑๘  ของกายทุกายไป  เข้าถึงกายพระอรหัต  พอถึงกายพระอรหัตก็  วิราโค  เตสํอคฺคมกฺขายติ  เลิศประเสริฐกว่าสังขตธรรม  เป็นอสังขตธรรมทั้งหมด  ถึงวิราคธรรม  ทีเดียว

    นี่พอถึงธรรมกายได้แล้วละก็  เลิศประเสริฐนัก  นี่สูงนะ  สูงขึ้นไป  สูงไปทีเดียว  นี่เรียกว่า

    กามานํ  สมติกฺกโม    ก้าวล่วงพ้นเสียซึ่งกามไปได้เป็นสุขจริง  ๆ  แท้  ๆ  ทีเดียวที่ก้าวล่วงกามไปแล้ว

    สุขา  วิราคตา  โลเก  พวกกายรูปพรหมอรูปพรหมเหล่านั้น  ยังกำหนัด  ยินดีในรูปฌานอรูปเนอยู่  ถ้าว่าปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้  ความกำหนัดยินดีนี่  มันร้ายนักทีเดียว  มันทำเสียมรรยาทหมดทีเดียว ชายก็เสียมรรยาท  หญิงก็เสียมรรยาท  ถึงกับฆ่ากันฟันกันทีเดียว  ความกำหนัดยินดีมันจัดขึ้นมาเต็มที่ละก็ไม่ได้ละ บึ่งทีเดียว  แมวก็ร้องหง่าวทีเดียวนะ  ทนไม่ไหว  ความกำหนัดยินเข้ามาบังคับถึงขนาดนั้น  บังคับสัตว์เดียรัจฉาน  ทั้งมนุษย์ก็ยังคับ  มนุษย์แล้วก็แซ่วเทียว  กลางคืน  กลางคืนเดิมแซก  ๆ  ๆ  อยู่ไม่ค่อยไหว  ความกำหนดยินดีบังคับมัน  หมดทั้งสากลโลกเป็นอย่างห้ามมันอย่างไรก็ไม่ไหว  เพราะความกำหนัดยินดีเข้ามาบังคับมัน

    สุขา  วิราคตา  โลเก  ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้  เป็นสุขในโลก  ถ้าว่าปราศจากชั่วคราวเหมือนกับที่แก้กันมาแล้วนี้  เหมือนอย่างคุ้มครองกันมาแล้วนี้  อย่างชนิดนั้นไม่เรียกว่าปราศจากความกำหนัดยินดี แต่อยู่ในความกำหนัดยินดี  จมอยู่ในความกำหนัดยินดี  ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียชั่วคราวเสียเช่นนี้  ก็เป็นสุขพอใช้เหมือนกัน  เราได้พบแล้วอย่างนี้แหละ  บางคนก็ว่าสบายจริงอยู่กับวัดวา  สบายจริง  ไกลจากความกำหนัดยินดี  ภิกษุสามเณรก็สบายจริง  มันไกลจากความกำหนัดยินดี  ถ้าว่ามันปราศจากจริง  ๆ ปราศจากความกำหนัดยินดีจริง  ๆ  ก็เป็นสุขในโลกทีเดียว  เหมือนกับท่านอรูปพรหม  อรูปพรหมท่านเหล่านั้นยังกำหนัดยินดี  ปราศจากความกำหนัดยินดีในกามภพจริง  ๆ  แต่ว่า  ยังกำหนัดยินดีในรูปภพ  อรูปภพอยู่ ถอนความกำหนดยินดียังไม่ออก  ยังไม่เป็นสุขแท้  จะให้ถึงความสุขแท้  เมื่อปราศจากความกำหนัดยินดี  ก็ต้องเข้าถึงธรรมกาย  เข้าถึงธรรมกายในโคตรภูปราศจากความกำหนัดความยินดีจริง  เมื่อออกจากธรรมกายก็กำหนัดยินดีอีก  เข้าถึงกายพระโสดายังมีความกำหนัดยินดีอยู่  เข้าถึงกายพระสกทาคาก็ยังมีความกำหนัดยินดีคือเข้าถึงกายพระอนาคายังมีความกำหนัดยินดี  รูปราคะ  อรูปราคะ  มานะ  อุทธัจจะ  อวิชชา  ยังกำหนัดยินดีในรูปฌาน  อรูปฌานอยู่มานะ  อุทธัจจะ  อวิชชายังมี  ยังยกเนื้อยกตัวอยู่  ยังฟุ้งซ่านอยู่  ยังรู้ไม่จริง  ยังสงสัย  เมื่อถึงพระอรหัตเสียตราบใดละก็  นั่นแหละ  ปราศจากความกำหนัดยินดีแท้  ไม่มีความกำหนดยินดีต่อไป  ถ้าไม่หยุดเหมือนเสาเขื่อนปักตรงหน้าวัดทีเดียว  ลมพัดทางทิศทั้งสี่ทั้งแปดไม่เขยื้อน  รูป  เสียง  กลิ่น รส สัมผัส  เข้ามากระทบสักเท่าไรก็ไม่เขยื้อน  ลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  โลกธรรม  ทั้งแปดมากระทบสักเท่าไร ก็ไม่เขยื้อน  ต่อไปนั้นปราศจากความกำหนดยินดี  เป็นสุขแท้  ๆ  เป็นสุขแท้  ๆ  ทีเดียว  นี้  เรียกว่า  สุขา  วิราคตา  โลเก  กามา  สมติกฺกโม  ก้าวพ้นกามไปเสีย  กิเลสกาม  พัสดุกามหมด  ไม่หลงเหลือ  ก้าวพ้นไปเสีย

    อ้าว  อธิบายข้ามมาเสียบทหนึ่งแล้ว  ปาณภูเต  สุสญฺญโม  ฯ  นั้นไม่ใช่เรื่องอะไร  เรื่องสำรวมในศีล  ปาณภูเต  สฺสญฺญโม  สำรวมไม่เบียดเบียนในสัตว์ที่มีชีวิต  ต้องระวังสัตว์ที่มีชีวิต  ไม่เบียดเบียนสัตว์ที่มีชีวิตนี้ที่เราประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์  ภิกษุ  สามเณร  อุบาสก  อุบาสิกา

     ส่วน  กามานํ  สมติกฺกดม  ได้อธิบายไปแล้ว  เพราะข้ามมาเสียบทหนึ่ง  อธิบายไปแล้ว

    อสฺสมิมานสฺสวินโยนำเสียซึ่ง   อัสมิมานะ  อัสมิมานะนั่นอะไร  มานะนั่นอะไร  เป็นมคธ-ภาษา  แล้วเราก็ไม่รู้จัก  อสฺสมิมานสฺสวินโยทิฎฐิมาโน  ทิฏฐิ  แปลว่า  ความเห็นยกความเห็นของตัว  ไม่มีใครสู้  สูงกว่าคนอื่น จนกระทั่งเลยเถิดข้ามธรรมไปเสียหมด  เป็นมิจฉาทิฎฐิกัน  นั่นเรียก  ว่ามิจฉาทิฎฐิ  เชิดเกียรติของตัวเรื่อยไป พวกนี้พวกมานะ  พวกทิฏฐิมานะหละ  ไอ้นี่อัสมิมานะ  นี้ไอ้นี่ทิฏฐิมานะนี่  อัสมิแปลว่ามีอยู่  เราเป็นคนคนหนึ่งเหมือนกัน  เรามีเนื้อมีตัว  เรามีความสามารถ  เรามีอิทธิพล  เรามีกำลังหรอว่าเรามีอะไร  ๆ  เหล่านี้แหละ เรียกว่า  อัสมิละ  เราจ๋องอยู่ไม่กลัวใครนี่นะ  เพราะเราไม่มีอะไรพอ  ถ้าเราอัสมิพอเช้า  เราจะเหาะเหินเดินอากาศได้  ไปทิ้งเข้าได้จะเป็นยังไง  ถ้ามีขึ้นเช่นนั้น  อัสมิ  เกิดขึ้นทีเดียว ไม่กลัวใครทั้งโลกเทียว  อัสมิเกิดขึ้นทีเดียว  จะท่วมทับเขาให้หมดทีเดียว  นั่นตัวอัสมิมานะไม่มีใครสู้  ยกเนื้อยกตัวทีเดียว  เชิดตัวทีเดียว  อัสมิมานนี่แหละ  ทำโลกให้เดือดร้อน  ไม่ใช่ทำพอดีพอร้าย  โลกที่เดือดร้อนอยู่ก็เพราะอัสมิมานะเหล่านี้  ไม่ยอมอยู่ในกัน  จะชำแรกกันอยู่ท่าเดียวละ  หญิงก็ดีอยู่หมู่เดียวกัน  ก็ชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ  ภิกษุสามเณรก็ดี อยู่หมู่เดียวกัน  จะชำแรกกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ  อุบาสกก็ดีอยู่หมู่เดียวกัน  ชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไป  ไอ้ที่จะชำแรกกันขึ้นไปเช่นนี้  ก็เพราะตัวอัสมิมานะ  เพราะถือว่าเราก็คนหนึ่ง  ก็เจ้าตัวทีเดียว  ทำความพอใจของตน นี้เป็นของร้าย  ไม่ใช่เป้นของดี  ปล่อยไอ้พวกนี้ให้สงบเสีย

    พระพุทธเจ้าท่านรู้แล้วในเรื่องเหล่านี้  ท่านพบกันมาแล้ว  อยู่ในบังคับมันมาแล้ว  ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าท่าน  จึงได้รู้ได้เห็นว่า  ตัวอัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญนัก  เราถึง  ที่สุดของโลกุตรธรรมได้แล้  จึงได้เห็นว่า  อัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญ  เราเวียนว่ายตายเกิด  ช้าอยู่สิ้นกาลนาน  เพราะอัสมิมานะนี้  เมื่อถึงตัดกิเลสสมุจเฉทปหานได้แล้ว  หมดอัสมิมานะ  ไม่มีในพระองค์เลย  พระองค์ก็สบาย  สบายเกินสบาย  สุขเกินสุข  ถอนอัสมิมานะเสียได้ละก็  ท่านจึงได้ยืนยันว่า

    เอตํเวปรมํสุขํ  นี่แหละเว้ย  เป็นสุขอย่างยิ่ง  ปรมํแปลว่าอย่างยิ่ง  นี่แหละเว้ยเป็นสุขอย่างยิ่งนี่แหละเป็นสุขอย่างยิ่ง  ให้ถอนอัสมิมานะ  ถ้าถอนเสียได้ละก็  หญิงก็เป็นเจ้าหญิง ชายก็เป็นเจ้าชาย  ภิกษุก็เป็นเจ้าภิกษุ  เณรก็เป็นเจ้าเณร  ถอนอัสมิมานะเสียได้แล้ว  แต่ว่าถอนยากจริงนะ  ไม่ใช่ถอนง่าย  อัสมิมานะเป็นตัวถอนยากนัก  ไม่เป็นของถอนง่าย

    ในธรรมทั้ง  ๕  ข้อนี้  ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก  ความสำรวมในสัตว์เป็นอยู่ทั้งหลายก็เป็นสุขในโลกเหมือนกัน  ปราศจากความกำหนัดยินดีก็เป็นสุขในโลก  ก้าวล่วงกามเสียได้ก็เป็นสุขไม่ใช่น้อย  เป็นสุขในโลกอีกเหมือนกัน  เป็นอรหัตอรหันต์  เป็นสุขในโลก  ถอนอัสมิมานะนำอัสมิมานะออกเสียได้  นี่แหละเว้ย  เป็นสุขอย่างยิ่ง  ชั้นท้ายนี่เป็นสุขอย่างยิ่ง  สุขนี้เป็นความจริงทั้งห้าข้อนี้  เป็นธรรมที่ย่อของพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าทรงตรัสเทศนาในที่ประชุมภิกษุและภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา  เพื่อไว้เป็นตำรับตำราเนติแบบแผนของพระพุทธศาสนา  ว่าพระพุทธเจ้า  พระอรหัตอรหันต์  ดำเนินมาอย่างนี้  ทำอย่างนี้จึงได้  รับความสุข  เราต้องการความสุขนัก  แต่หาความสุขในความทุกข์ไม่หาความสุขในเหตุของความสุข  หาความสุขในเหตุของความทุกข์  หาความสุขเป็นอย่างไรละ  หาเงินให้มาก  ๆ  เข้า  แต่พอได้เงินมากเข้าเป็นอย่างไรละวะ  เดือดร้อนเป็นจ้าละหวั่นเทียว  ต้องรักษาเงินทองเหล่านั้น  ก็ฉันว่าเป็นสุขหาเงินทองเหล่านั้น  หามาเถอะ  ถ้าว่าในป่าในดอนเป็นอย่าไร  หามาได้สักแสน  สักล้าน  มนุษย์มันก็รู้กันทีเดียว  ก็คุมพวกปล้นฆ่าทีเดียว  นั่นเห็นแล้ว เงินทองเป็นสุขซิ  อ้าวเงินทองเป็นทุกข์เสียแล้  หาเป็นสุขไม่  เมื่อรู้ชัดเช่นนี้ละก็  เอาเป็นมั่งมีละ เอ้ายกแผ่นดินให้ปกครองเสียทีเดียว  เป็นอย่างไรบ้าง  โธ่!  ถูกปกครองแผ่นดิน  ผมไม่รู้  เลยขอรับว่ามันจะเป็นอย่างนี้  ถ้ารู้อย่างนี้ละก็ไม่รับทีเดียว  เดี๋ยวนี้มันขึ้นนั่งบนหลังราชสีห์แล้ว  จะลงมันก็กัดตาย  ก็จำเป็นต้องขี่มันไปอย่างนี้เอง  กลัวก็กลัวมันเหมือนกัน  เพราะฉะนั้น  ผู้ปกครองก็กลัวชีวิตเหมือนกับอยู่บนหลังราชสีห์  นั่นเหตุเป็นที่ตั้งของความทุกข์ทั้งนั้น  ไม่เหตุเป็นที่ตั้งของความสุข  เหตุเป็นที่ตั้งของความสุข  ก็เหมือนพระสิทธารถราชกุมาร  ทิ้งราชสมบัติแสวงหาพุทธการกธรรม  พอได้พุทธการกธรรม  ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า  ก็ได้พบด้วยยอดสุขทีเดียว  นี่ท่านรอดไปอย่างนี้  ถึงซึ่งความไม่เบียดเบียน  ถึงซึ่งความเป็นผู้ระวังในสัตว์ทั้งหลาย  ถึงซึ่งความเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี  ถึงซึ่งผู้ก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายไป  เป็นผู้ถอนอัสมิมานะเสียได้

    เอตํเวปรมํสุขํ นี่แหละเว้ย  เป็นสุขอย่างยิ่ง  ความจริงเป็น  อย่างนี้

    เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้  ก็จำไว้เป็นเนติแบบแผนสืบต่อไป  ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้  ตามวาระพระบาลีคลี่  ความเป็นสยามภาษา  ตามมตยาธิบาย  พอสมควรแก่เวลาณเอเตนสจฺจวชฺเชน  ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปกิบัติมา  ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้  สทาโสตฺถี  วนฺตุ  เต  ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลายบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนน้า  อาตมภาพชี้แจงแสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา  แม่มติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้  เอวเอวํ  ก็มีด้วยประการฉะนี้