กัณฑ์ที่ ๕๔ พระพุทธภาษิต ความไม่ประมาท

วันที่ 24 มค. พ.ศ.2561

กัณฑ์ที่ ๕๔
พระพุทธภาษิต ความไม่ประมาท
แสดง ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๗

พระมงคลเทพมุนี , สด จนฺทสโร , หลวงปู่วัดปากน้ำ , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สด มีแก้วน้อย , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , วัดปากน้ำ , ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , สมาธิ , กัณฑ์ , ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด , คำสอนหลวงปู่ , หลวงพ่อสดเทศน์ , เทศนาหลวงพ่อสด , พระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี , พระผู้ปราบมาร , ต้นธาตุต้นธรรม , พระเป็น , อานุภาพหลวงพ่อสด , เทปบันทึกเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำ , พระของขวัญ , ทานศีลภาวนา , พระพุทธภาษิต , กัณฑ์ที่ ๕๔ พระพุทธภาษิต ความไม่

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ ครั้ง)

ปมาทํ อปฺปมาเทน

ยทา นุทติ ปณฺฑิโต

ปญฺญา ปาสาทมารุยฺห

อโสโก โสกินํ ปชํ

ปพฺพตฏฺโฐว กุมฺมฏฺเฐ

ธีโร พาเล อเวกฺขตีติ ฯ

 

      ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงพุทธภาษิตที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคประทานเทศนาไว้เป็นหลักฐาน เป็นประทานในสกลพุทธศาสนา พุทธภาษิตนี้พระบรมศาสดาทรงรับสั่งด้วยพระองค์เอง เป็นภาษิตที่ล้ำลึกสุขุมคัมภีรภาพ แต่เทศนาเป็นอุปมาหรืออุปมัย ตามวาระพระบาลีที่ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นว่า

ปมาทํ อปฺปมาเทน        ยทา นุทติ ปณฺฑิโต
ปญฺญา ปาสาทมารุยฺห        อโสโก โสกินํ ปชํ
ปพฺพตฏฺโฐว กุมฺมฏฺเฐ        ธีโร พาเล อเวกฺขตีติฯ

    แปลเนื้อความว่า  เมื่อบัณฑิตผู้ละหรือผู้บรรเทาความประมาทเสียด้วยความไม่ประมาท เป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัว ขึ้นสู่ปราสาทเป็นภูมิอันสูงของปัญญา แลลงมาเห็นเหล่าพาลชนทั้งหลายเป็นผู้ไม่กระวนกระวาย เห็นหมู่สัตว์กระวนกระวาย ดุจบุคคลผู้ขึ้นยืนบนภูเขา แลลงมาเห็นบุคคลผู้ยืนอยู่ที่ภาคพื้นฉะนั้น

  นี่เนื้อความของพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาได้วามเพียงเท่านี้ เพียงเท่นี้เราถือเอาความเข้าใจได้ เพระธรรมของพระผู้มีพระภาคทรงแสดงล้ำลึกกว่า

       เมื่อบัณฑิตบรรเทาความประมาทด้วยความไม่ประมาท   ลักษณะความประมาทกับความไม่ประมาทนะ ตรงนี้ต้องถือเอาข้อปฏิบัติให้ได้ ความประมาทนั่นคือเลินนเล่อเผลอตัว ความไม่ประมาทนั่นคือไม่เลินเล่อเผลอตัว ไม่เผลอ ไม่พลั้ง ไม่เผลมีสติเสมอเรียกว่าความไม่ประมาท เราขาดสติ อ่อนสติ เรียกว่าความประมาท เพราะฉะนั้นความประมาทและไม่ประมาททั้ง ๒ ประการนี้ พระองค์ทรงชี้ขาด บรรดาธรรมที่พระองค์ทรงตรัสเทศนาไว้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เทียว ย่นลงไปปิฎก ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันติปิฎก ปรมัตถปิฎก มีความไม่ประมาทนี้แหละ เป็นยอดของพระไตรปิฎกเหล่านั้น ความไประมาทนี้เป็นที่รวมลงของความดีทั้งหลาย ความประมาทเหล่าเป็นที่รวบรวมลงของความไม่ดีทั้งนั้น ความประมาทเป็นที่รวมลงของความชั่ว มีมากน้อยเท่าใดรวมลงในความประมาททั้งสิ้น ความดีมากเท่าใดรวมลงในความไม่ประมาททั้งสิ้น นี่เป็นหัวข้อรวมอย่างนี้

   เมื่อละความประมาทด้วยความไประสาทเสียได้แล้ว  ชื่อว่ามีปัญญา  ทรงปัญญาขึ้นสู่ปราสาท สู่ภูมิอันสูงของปัญญา แลลงมาเห็นเหล่าพาลชน เป็นผู้ไม่กระวนกระวายเห็นสัตว์กระวนกระวาย ดุจคนขึ้นบนยอดภูเขา แลลงมาเห็นคนยืนอยู่บนภาคพื้น ฉะนั้น นี่ได้ความดังนี้ อรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป ผู้ไม่ประมาทไม่ปราศจากสติ สติตรึกนึกอยู่ไม่เผลอ นึงอยู่จนกระทั่งหยุดเป็นจุดเดียวกัน ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ บริสุทธิ์ถูกส่วนเข้าถึงขนาดนั้น เห็นเป็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่ที่อื่น อยู่แห่งเดียวนั้น

     กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้น ใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์

     ใจหยุดสนิทอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์

     ใจหยุดสนิทอยู่ศูนย์กลางดวงใสที่เกิดขึ้น นั่นคือดวงธัมมานุปัสสานาสติปัฏฐาน

     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน      พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงศีลใสหนักขึ้นไป

     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิดวงเท่ากัน

     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญาดวงเท่ากัน

     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมิตติ

     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ        ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าเห็นกายมนุษย์ละเอียด

     นี่ได้เข้ามาถึงกายมนุษย์ละเอียด ด้วยความไม่ประมาทแท้ ๆ ถ้ประมาทเข้ามาไม่ได้ ไม่ถึงทีเดียวมาไม่ถึง จะมาถึงกายมนุษย์ละเอียดได้เช่นนั้นละก็เพราะความไม่ประมาทไม่เลินเล่อเผลอตัว เป็นคนแน่วแน่ใจไม่ประมาท ถ้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีแบบเดียวกันมองไปดูกายมนุษย์ เออ! กายมนุษย์นี่เลินเล่อเผลอตัวแท้ๆ เชือนแชเสียไปทางอื่นแล้ว ทางที่ละเอียดนี้ไม่มาแส่หาแต่ทางที่ผิด ที่ไม่ถูกต้องร่องรอยทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เห็นทีเดียวว่ามนุษย์นั้นอยากได้สมบัติคนอื่นเป็นเบื้องหน้ามาเป็นของตัว ตัวพยาบาทปองร้ายหมายมาดความวิบัติพลัดพราก อยู่ในกายมนุษย์ประมาทเลินเล่อเผลอตัว เห็นผิดจากคลองธรรมที่เป็นเป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ผิดจากคลองธรรมที่เป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ไป ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นั้นเห็นผิดเข้ามาไม่ถูกที่ เข้าไม่ถูกเช่นนั้น

     ทาน กำจัดเสียซึ่งอภิชฌา เพ่งอยากได้ของคนอื่นให้มาเป็นสมบัติของตนเสีย เมตตา รักใคร่ปรารถนาจะให้มนุษย์ได้รับความสุขทุกคน กำจัดเสียซึ่งความพยาบาท เห็นชอบตามคลองธรรม เห็นถูกว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ไปทางนี้ ด้วยความไม่ประมาทนี้ จึงได้เข้ามาถึงกายมนุษย์ละเอียด พอเห็นกายมนุษย์ละเอียด ก็มองดูกายมนุษย์หยาบโน้น เหมือนคนอยู่บนภูเขามองลงไปดูกายมนุษย์ เหมือนมนุษย์อยู่พื้นแผ่นดิน จะทำท่าอย่างหนึ่งอย่างใดเห็นปรากฏเห็นเป็นของหยาบทีเดียว เมื่อถึงกายมนุษย์ละเอียดเห็นหมดเสียแล้ว นี่ชั้นหนึ่ง

   ชั้นที่สอง ตามลำดับขึ้นไปหนักขึ้นทุกที กายมนุษย์ละเอียดก็นึกว่า เราขึ้นมาได้เช่นนี้ เพราะความไม่ประมาท อย่าเลย รีบกระวีกระวาดยึดควาไม่ประมาทให้มั่นต่อไปอีกนั้น อยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่นั้น พอหยุดนิ่งถูกส่วนเข้าเท่านั้น เห็นดวงศีลดวงเท่ากัน

     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล            พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น ก็เห็นดวงสมาธิ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิ        พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น ก็เห็นดวงปัญญา
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา       พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น เห็นดวงวิมุตติ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ                พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น เห็นดวงวิมุตติญาณทัสนนะ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ      พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น เห็นกายทิพย์ทีเดียว
เห็นกายทิพย์ชัดๆ กายทิพย์ก็เป็นตัวของตัวแท้กายที่ฝันในฝัน

   กายทิพย์ ก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน กายทิพย์ก็ลืมตาขึ้นดูกายมนุษย์เหมือนกัน ดูกายมนุษย์ละเอียด ก็เห็นกายมนุษย์ละเอียดปรากฏชัดขึ้นอีก เห็นชัดอย่างกับคนอื่นอยู่บนภูเขาเห็นคนยืนบนภาคพื้น เมื่อกายมนุษย์ละเอียดนี้ มันยังทำชั่วด้วย กาย วาจา ใจ อยู่ โลภอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้ายเขา เพ่งอยากได้สมบัติของเขา พยาบาทปองร้ายเขา เห็นผิดจากคลองธรรม แต่ว่าอย่างละเอียดไม่ใช่อย่างหยาบ อย่างละเอียดทีเดียว ละเอียดเข้ามา ไม่หยาบเหมือนกายมนุษย์ ละเอียดกว่ากายมนุษย์ออกไป ตากายทิพย์ก็เห็น เห็นปรากฏชัด เมื่อเห็นปรากฏชัดเช่นนั้น ส่วนตัวที่ไปอยู่เห็นกายทิพย์แล้ว มองลงไปในกายมนุษย์ละเอียดเหมือนคนยืนอยู่บนปราสาท มองดูคนเกลื่อนกลาดอยู่ในภาคเบื้องล่างอยู่ในภาคพื้น เห็นมีคนชั่วมาก คนดีน้อย คนที่ทำชั่วช้าลามก ด้วยกาย วาจา ใจ มีมาก ทำดีด้วยกาย วาจา ใจ มีน้อย เห็นปรากฏชัด ดังนั้นเมื่อเห็นปรากฏชัดดังนั้น คนที่อยู่บนปราสาทไม่ทุรนทุราย ไม่วุ่นวาย เห็นคนที่ทำความชั่วด้วยกาย วาจา ใจนั้น ทุรนทุราย วุ่นวาย กระสับกระส่าย เห็นชัดอย่างนั้น ตากายทิพย์เห็นกายมนุษย์ละเอียด ดังว่าเหมือนคนยืนอยู่บนภูเขา แลลงมาเห็นคนอยู่บนภาคพื้นฉะนั้น เห็นปรากฏชัดอย่างนี้ เห็นกายมนุษย์ละเอียดนั้น ยังกระวนกระวายอยู่ ส่วนกายทิพย์นั้นไม่วุ่นวายไม่กระวนกระวาย หนักแน่นกว่ากายมนุษย์ละเอียด เห็นชัดลงไปอย่างนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะมาที่นี่ได้เพราะเหตุอะไร เพราะไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัว มีสติควบคุมอยู่เสมอ สามารถขึ้นมาถึงกายทิพย์ให้ได้


ใจกายทิพย์
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์อีก พอถูกส่วนเข้า เห็นดวง ๓ เท่าฟองไข่แดงของไก่ พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
     หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล            เห็นดวงสมาธิ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิ            ถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        เห็นดวงวิมุตติ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสนนะ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า ก็เห็น กายทิพย์ละเอียด

    กายทิพย์ละเอียดนั้นก็ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน แต่ว่าละเอียดกว่า โตกว่ากายทิพย์หยาบ เห็นกายทิพย์ชัดๆ ว่ากายทิพย์นี้ ยังวุ่นวายทุรนทุรายอยู่ ไม่ค่อยจะสงบนัก ส่วนเข้ากายทิพย์ละเอียดนั้น สงบกว่าละเอียดกว่า เห็นปรากฏชัดเหมือนคนอยู่บนปราสาท เห็นกายทิพย์นั้นยังประมาท ยังเลินเล่อยังเผลอตัวอยู่ ยังทุรนทุรายกระสับกระส่ายอยู่ ส่วนกายทิพย์ละเอียดนั้น สงบเรียบร้อยเป็นอันดี ไม่กระสับกระส่าย ไม่ทุรนทุรายต่างกันดังนี้ เหมือนคนยืนอยู่บนปราสาทแลลงมาข้างล่าง ไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัว ต่อมาถึงนี้จะเห็นอะไร เพราะเราไม่ประมาทไม่เลินเล่อไม่เผลอตัว


ใจกายทิพย์ละเอียด
     ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงกายทิพย์ละเอียด ๔ เท่าฟองไข่แดงของไก่ เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานกลางดวงธรรมนั้น
     หยุดอยู่กลางดวงธรรมนั้น        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิ            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสนนะ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า ก็เห็น กายรูปพรหม

    รูปพรหมก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกัน เมื่อเห็นกายทิพย์นั้น กายทิพย์นั้นยังหมักหมมด้วยกิเลส ยังเป็นกิเลสหนาปัญญาหยาบอยู่ เพราะประมาทเลินเล่อเผลอตัวกิเลสหนาปัญญาหยาบอยู่ ที่เราขึ้นมาถึงกายรูปพรหมนี้ เพราะเราไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัว จึงขึ้นมาได้ เห็นปรากฏชัดเหมือนบุคคลขึ้นอยู่ปราสาท เห็นคนที่อยู่ข้างล่างทำชั่วประการใดประการหนึ่งเห็นปรากฏชัด ว่าพวกนี้เป็นพาลชน ไม่ใช่บัณฑิตธีรชน ก็ไม่กระวนกระวาย เห็นพวกเหล่านั้นกระวนกระวายอยู่ ดุจบุคคลขึ้นอยู่บนภูเขา เห็นคนอยู่บนภาคพื้นฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เราขึ้นมาถึงเพราะอะไร เพราะเราไม่ประมาท รักษาความไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัว ดังนั้นไว้

     ใจก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม พอถูกส่วนเข้า ๕ เท่าฟองไข่แดงไก่
     หยุดอยู่กลางดวงธรรมนั้น        พอถูกส่วนเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิ            พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า เข้าถึง กายรูปพรหมละเอียด

   กายรูปพรหมละเอียดก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกันมองลงมาเห็นกายรูปพรหมนี้ยังเลินเล่อเผลอตัวยังประมาทเลินเล่อเผลอตัวอยู่ เราขึ้นมาถึงที่นี้ได้ก็เพราะไม่ประมาท ไม่เลินเล่อเผลอตัว เห็นชัดปรากกชัดแบบเดียวกัน ดุจคนยืนอยู่บนปราสาทเห็นคนอยู่ข้างล่าง หรือคนอยู่บนภูเขา แสลงมาเห็นคนอยู่บนภาคพื้นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ชั่วด้วยกายอย่างหนึ่งอย่างใด เห็นปรากฏหมด ปรากฏดังนี้ เมื่อเป็นดังนี้ นี่เรามาถึงนี่ได้เพราะอะไร เพราะเราไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัว จึงได้ขึ้นมาที่นี่ได้ เมื่อเป็นดังนั้น


ใจของกายรูปพรหมละเอียด
     ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด ๖ เท่าฟองไข่แดงของไก่ เมื่อถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียดนั้น เห็นดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ แล้วเห็น กายอรูปพรหม

    กายอรูปพรหมก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกัน เมื่อกายอรูปพรหมเห็นกายรูปพรหมละเอียดว่ายังประมาทเลินเล่อเผลอตัวอยู่ ยังกระวนกระวายอยู่ ยังไม่สงบเรียบร้อยกัน แต่ว่าดีขึ้นมาเป็นลำดับ นับว่ายังเลินเล่อเผลอตัวอยู่ ที่เราถึงนี้ได้เพราะอะไร เพราะเราไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัว จึงได้ขึ้นมาได้ เพราะตั้งอกตั้งใจเมื่อเราไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัวแล้ว รักษาความไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัวนั้น หนักขึ้นไป

     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นอรูปพรหม ๗ เท่าฟองไข่แดงของไก่ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมนั้น ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานหยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะเป็นลำดับ พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึง กายอรูปพรหมละเอียด

    กายอรูปพรหมละเอียดก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกัน มองไปดูกายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมหยาบนั้นก็ยังเลินเล่อเผลอตัวอยู่ ยังไม่สนิทชิดชม ยังไม่กลมเกลียวกันนัก ยังมีความประมาทอยู่ ที่เรามาถึงนี่ได้เพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยความไม่ประมาทของเรา จึงมาถึงที่นี่ได้ ก็มาเห็นกายอรูปพรหมนั้นเหมือนยังกับคนยืนอยู่บนปราสาทเห็นคนข้างล่าง หรือยืนบนภูเขาเห็นมนุษย์ยืนอยู่ที่ภาคพื้น ฉันใดก็ฉันนั้น เห็นปรากฏทีเดียว เห็นปรากฏเช่นนี้นะ ใจกายอรูปพรหมละเอียดก็นึกในใจว่า เรามาถึงนี้ได้เพราะความไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัว ถ้าว่าประมาทเลินเล่อเผลอตัว มาถึงที่นี่ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น


ในกายอรูปพรหมละเอียด
      ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด ๘ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ใจหยุดนิ่งอยู่กลางนั้น พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

     หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
     หยุดอยู่กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
     หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
     หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าก็เห็นกายธรรมรูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า แต่กายที่ผ่านมานั้นอยู่ในภพ เข้าถึงกายธรรมเป็นกายนอกภพ

    กายธรรมก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกันตากายธรรมมองดูทั้ง ๘ กายนั่น กายอรูปพรหมละออียด กายอรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอีย กายรูปพรหมหยาบ กายทิพย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์หยาบ เห็นทั้ ๘ กายว่า กายเหล่านั้นอยู่ในภพ ซบเซาอยู่ด้วยกามบ้าง ด้วยฌานบ้าง ด้วยอรูปฌานบ้าง ดึงดูดให้ติดอยู่ เราถึงได้ติด หลุดมาได้ พอถึงกายธรรมเช่นนี้ เพราะเราไม่ประมาท มานี่ได้เพราะความไม่ประมาท ประมาทมาถึงนี้ไม่ได้ เรามาถึงนี้ได้เพราะเราไม่ประมาท แล้วมองไปดูทั้ง ๘ กาย ตั้งอยู่ในความประมาททั้งนั้น ตั้งอยู่ในกรรมวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ

     กรรมวัฎ กระทำกิจการงานหน้าที่ เรียกว่า กรรมวัฏ กิเลสวัฏ บริโภคกิเลสกาม พัสดุกามไปตามหน้าที่นั่นกิเลสวัฏ ยินดีติดอยู่ในรูปฌาน และอรูปฌานเหล่านี้ เป็นกิเลสวัฏทั้งสิ้นกรรมวัฏ กิเลสวัฏ จึงรัดสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ให้ติดข้องอยู่ พ้นไปไม่ได้ด้วยอภิชฌา พยาบาท ทิฏฐิ ด้วยความโทสะ โมหะ ด้วยราคา โทสะ โมหะ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย

    กว่าเราจะหลุดพ้นมาถึงกายธรรมได้นี้ ผ่านอกุศลธรรมเครื่องชั่วทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเราดำเนินด้วยความไม่ประมาท เพราะเราให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เราได้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ได้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ อธิศ๊ล อธิจิต อธิปัญญา ได้ตั้งอยู่ใน ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา จึงได้บรรลุมาถึงกายธรรมเช่นนี้ กายธรรมนี้แหละ ลืมตากายธรรมมองดู เห็นพวกเหล่านั้นชัดเจนหมดทุกสิ่งทุกประการ

     นี้แหละ เรียกว่า ปญฺญา ปาสาทมารุยฺห หละ เข้าถึงกายธรรมก็มี ปัญญาทีเดียว ปัญญาแท้ๆ รู้แน่แท้ เห็นกายมนุษย์ เป็นอนิจจึง ทุกขัง นัตตา กายมนุษย์ละเอียดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกันกายทิพย์ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กายทิพย์ละเอียดก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียดก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กายอรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียดก็เป็นอนิจจึง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาให้ละเอียดออกไปอีก แยกออกเป็นขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ละเอียด ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    กายทิพย์ก็แยกออกเป็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ ที่ละเอียดเข้าไปอีก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กายทิพย์ละเอียก็แยกออกเป็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ กายรูปพรหม-รูปพรหมละเอียด แยกออกไปเป็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญษ สังขาร วิญญาณ ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กายอรูปพรหมละเอียดก็แยกเป็นเบญจบันธ์ทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นปรากฏอย่างนี้ แลลงไปเห็นปรากฏอย่างนี้

     เมื่อเห็นปรากฏอย่างนี้ก็มั่นอยู่ในกายธรรมนั้น ที่เรามาถึงกายธรรมนี้ได้ เพราะอาศัยความไประมาท เพราะเราละความประมาทเสียได้ เพราะเราไม่ประมาท จึงได้มาถึงกายธรรมนี้ เมื่อถึงกายธรรม ตากายธรรม ก็มองดูเห็นตลอด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด ดวงธรรมที่ทำให้เป็นอรูปพรหม โตเป็นลำดับขึ้นมา พอถึงกายอรูปพรหมละเอียด ๘ เท่าฟองไข่แดงของไก่ เมื่อมาถึงกายธรรม เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย วัดเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ขนาดเท่าหน้าตักและความสูงของธรรมกาย เกือบ ๕ วา กลมรอบตัว


ใจกายธรรม
      ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นก็เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
      หยุดอยู่กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิ            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า เห็นกายธรรมละเอียด

    กายธรรมละเอียดก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกัน มองดูกายธรรม อ้อ! เรามาจากกายธรรมหยาบโน่น เข้ามาถึงกายธรรมละเอียดนี่ กายธรรมนั้นอยู่ใกล้กายอรูปพรหมละเอียดนัก กลับไปสู่กายอรูปพรหมละเอียดเสียอีก ก็รีบเร่งมาเข้าถึงให้ได้ กายธรรม เมื่อถึงกายธรรมเช่นนี้แล้ว เข้าถึงกายธรรมละเอียดเช่นนี้แล้ว เพราะความไม่ประมาทนี้เป็นหลักขึ้นไป ไม่ให้ท้อถอย ไม่ฟั่นเฟือนเลอะเลือน ต้องอุตส่าห์พยายาม ตากายธรรมละเอียดมองดู เพราะธรรมกาย หรือกายธรรมละเอียดนี้ ทั้ง ๒ กายนี้ ยังระคนปนอยู่ด้วย สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีสัพพตปรามาส สังโยชน์เบื้องต่ำ ทั้ง ๓ นี้ ปกคลุมหุ้มห่ออยู่ในสันดาน

      สักกายทิฏฐิ ยกตัวถือเนื้อถือตัว ไม่ยอมย่อตัว วิจิกิจฉา เคลือบแคลงสงสัยลังเลไม่แน่นอนใจสักสิ่ง

   สีสัพพตปรามาส ยังประพฤติศีลนอกศาสนาอยู่ ยังไม่มั่นใจในศีลศาสนาจริงๆ สีสัพพตยังมีอยู่ ศีลวัตรภายนอกศาสนายังมีอยู่ เราจะต้องรีบล้นให้พ้นจากธรรมเหล่านี้ ด้วยความไม่ประมาท รีบกระวีกระวาด


ใจของกายธรรมละเอียด
     หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเท่ากัน ดวงเท่ากัน
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีลเท่ากัน
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิเท่ากัน
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
     หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    พอถูกส่วนเข้า เห็นกายธรรมพระโสดาวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้นไป นี่หมดแล้ว สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีสัพพตปรามาส แต่ว่ายังใกล้อยู่กับสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีสัพพตปรามาส เราเข้ามาถึงกายพระโสดาไม่เลินเล่อไม่เผลอตัวของเรา นี่ต่อไปนี้เราจะรักษาความไม่ประมาท    อันไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัวหนักขึ้นไป


ใจของกายธรรมพระโสดา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมทีทำให้เป็นพระโสดา วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงเท่ากัน
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า ก็เห็นกายธรรมพระโสดาละเอียด  หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้นไป

     พอถึงกายธรรมพระโสดาละเอียดก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านก็มองลงมาเห็นกายธรรมพระโสดา อ้อ! นี่ยังแน่นหนาอยู่ด้วย กามราคะ พยาบาท ทั้งหยาบทั้งละเอียด หรือส่วนหยาบนั้นยังหมักหมมอยู่ด้วยกามราคะ พยาบาทหยาบ กายธรรมละเอียดนี่ยังหมักหมมอยู่ด้วย กามราคะ พยาบาทละเอียดคิดแต่ในใจเช่นนี้ เราต้องกำจัดพวกนี้ออกเสียให้ได้เด็ดขาด ด้วยความไม่ประมาทของเรา ถ้าขืนประมาทเลินเล่อเผลอตัวอยู่ละก็ เอาตัวรอดไม่ได้


ใจกายธรรมพระโสดาละเอียด
      ก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาละเอียด วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงเท่ากัน
      หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงศีล
      หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล            พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ    พอถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า ก็เห็นกายธรรมพระสกทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้นไป มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกัน

    ตาของพระสกทาคามองลงมาดูกายธรรมพระโสดาหยาบ พระโสดาละเอียด อ้อ! นี่มาหมักหมมอยู่ด้วยกามราคะ พยาบาท ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด นี่เราพ้นมาแล้วหรือ พ้นมาแล้ว ไม่ควรประมาท เรามาถึงนี่ได้ด้วยความไม่ประมาท ไม่ควรเลินเล่อเผลอตัว ไม่ประมาทรีบกระวีกระวาดจากกายพระสกทาคา

      หยุดนิ่งกลางดวงธรรมพระสกทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดกบัวตูม ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    พอถูกส่วนเข้าเห็นกายธรรมพระสกทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้นไป

     เมื่อถึงพระสกทาคาละเอียดแล้ว กายธรรมของพระสหทาคาละเอียดก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกัน มองมาดูกายพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด ว่ายังหมักหมมอยู่ด้วย กามราคา พยาบาท อย่างละเอียด เมื่อถึงพระสกทาคาละเอียด เราไม่ควรเลินเล่อเผลอตัวควรจะพยายามกระทำยิ่งขึ้นไป


ใจของพระสกทาคาละเอียด
      ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคาละเอียดหน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกทาคาละเอียด วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐ วา กลมรอบตัว หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมพระสกทาคานั้น ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าเห็นกายธรรมพระอนาคาหน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูม

     มาถึงพระอนาคาแล้ว มีตา หู จมูก ลิ้น กายใจ แบบเดียวกัน ท่านก็มองลงมาดูพระสกทาคาหยาบ สกทาคาละเอียด นี่ยังหมักหมมอยู่ในการราคะ พยาบาท อย่างละเอียด มาถึงพระอนาคาแล้ว หมดจากปฏิฆะกามราคะอย่างละเอียด แต่ยังหมักหมมอยู่ในรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ ไม่เผลอตัวรีบกำจัดทีเดียว


กายธรรมของพระอนาคา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคา ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕ วา สูง ๑๕ วา กลมรอบตัวเช่นกัน
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า เข้าถึงพระอนาคามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แบบเดียวกัน

     กายพระอนาคาละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางมองไปดูกายพระอนาคาหยาบ อ้อ! ยังหมักหมมอยู่ในรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ที่เรามาถึงแค่นี้ด้วยความไม่ประมาท เราต้องไม่ประมาทต่อไป


ใจของพระอนาคาละเอียด
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาละเอียด พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายธรรมพระอนาคาละเอียด วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕ วา กลมรอบตัว
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงศีล ดวงเท่ากัน
      หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล            ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้า แล้วเห็นกายพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม พอถึงพระอรหัตก็รู้ตัวทีเดียว ขีณาสโว มีอาสวะสิ้นแล้ว กตกรณีโย กิจที่จะต้องทำเสร็จแล้ว นตฺถิปุนพฺภดว ภพใหม่ของเราไม่มี เห็นชัดรู้ชัดเช่นนี้ ก็พยายามว่ามันยังไกลนัก รีบไปให้ถึงพระอรหัตละเอียดต่อไป ด้วยควาไม่ประมาท


กายพระอรหัต
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัต ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานดวงเท่ากัน
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล 
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงศีล        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา        ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ    ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
      หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ    ถูกส่วนเข้าถึง กายพระอรหัตละเอียด

    นี่ ปญฺญา ปาสาทมารุยฺห ขึ้นสู่ปราสาทปัญญาเช่นนี้ นี่แหละบัณฑิตผู้มีปัญญา ละความประมาทเสียได้ด้วยความไม่ประมาท ผู้ทรงปัญญานั้น ขึ้นสู่ปราสาทคือภูมิอันสูงของปัญญา แลลงมาเห็นพาลชนเป็นอันมาก ไม่กระวนกระวาย ไม่ทุรนทุรายกระสับกระส่าย เห็นหมู่สัตว์ผู้ทุรนทุราย กระวนกระวายกระสับกระส่าย เห็นชัดเหมือนคนขึ้นภูเขามองลงมาข้างล่าง เห็นคนอยู่บนภาคพื้นฉันใดก็ฉันนั้น เห็นปรากกอย่างนี้นี่ ผู้มีปัญญาเรียกว่า ปญฺญา ปาสาทมารุยฺห ขึ้นสู่ปัญญาเพียงปราสาทได้เพียงนี้ ปราสาทปัญญาอันนี้นะ รู้จริงเห็นจริงตามความจริงทางพุทธศาสนา ปรากฏอย่างนี้

   ที่ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมา พอสมควรแก่เวลา สมมติยุตธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้