ผู้ลิขิตชีวิตคนดีที่โลกต้องการ

วันที่ 18 สค. พ.ศ.2566

18-8-66-BL.jpg

๔. ผู้ลิขิตชีวิตคนดีที่โลกต้องการ
                    บุคคลที่จะมีคุณสมบัติเป็นคนดีที่โลกต้องการได้ ก็เพราะมีสัมมาทิฏฐิเข้าไปอยู่ในใจอย่างมั่นคงจนกลายเป็นลักษณะนิสัยประจำตัวเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องได้รับการปลูกฝังอย่างเป็นแบบแผน เพราะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้เอง และหากไม่ปลูกฝังสัมมาทิฏฐิลงไปในใจแล้วย่อมมีโอกาสที่มิจฉาทิฏฐิอันเป็นต้นทางนำไปสู่การคิด การพูด และการกระทำอันเป็นบาปอกุศลเกิดขึ้นได้โดยง่าย หลักในการปลูกฝังสัมมาทิฏฐิ เพื่อพัฒนาคนให้กลายเป็นคนดีที่โลกต้องการได้จึงมีหลักการ ดังนี้


                   หลักการปลูกฝังคุณสมบัติคนดีที่โลกต้องการ
                           ๑. พิจารณาเลือกหลักธรรม สำหรับเป็นแม่บทในการปลูกฝังคุณสมบัติของคนดี
                           ๒. พัฒนาความเป็น “บัณฑิต” ของผู้ให้การปลูกฝังอบรม
                           ๓. มีแบบแผนในการปลูกฝังคุณสมบัติของคนดี


                  ๔.๑ พิจารณาเลือกหลักธรรม สำหรับเป็นแม่บทในการปลูกฝังคุณสมบัติของคนดี
                           ทุกหมวดธรรมที่เลือกนั้น ต้องล้วนมีสาระสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาลักษณะนิสัยให้รักในการทำทาน รักษาศีล และทำภาวนา อันเป็นพื้นฐานการเกิดขึ้นของสัมมาทิฏฐิ ตัวอย่างของหลักธรรมแม่บท เช่น
๑. บุญกิริยาวัตถุ ๓                           ๒. บุญกิริยาวัตถุ ๑๐                            ๓. กุศลกรรมบถ ๑๐
๔. อกุศลกรรมบถ ๑๐                       ๕. กรรมกิเลส ๔                                 ๖. อคติ ๔
๗. อบายมุข ๖                                ๘. มิตรเทียม – มิตรแท้                        ๙. หิริโอตตัปปะ
๑๐. สังคหวัตถุ ๔                             ๑๑. พุทธประวัติ                                 ๑๒. โอวาทปาฏิโมกข์
๑๓. พระรัตนตรัย                             ๑๔. อริยสัจ ๔                                    ๑๕. กำเนิด ๔
๑๖. เรื่องราวจากชาดก ธรรมบท และประวัติพระสาวก เป็นต้น


                  ๔.๒ พัฒนาความเป็น “บัณฑิต” ของผู้ให้การปลูกฝังอบรม
                           ในบทนี้ ผู้ให้การอบรมแก่เด็ก คือ บุคคลผู้เป็นพ่อแม่ เป็นผู้ปกครอง รวมทั้งครูอาจารย์ ผู้ใหญ่ทุกคน ตลอดจนพระภิกษุที่จะต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมที่จะเป็นผู้ให้การอบรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการตอบคำถามเพื่อขจัดข้อสงสัยต่างๆ ของเด็ก หากไม่ชอบให้เด็กถาม ย่อมก่อผลเสียตามมา เช่น เป็นการขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออกปิดกั้นความคิดในการหาเหตุผล ทำให้ติดนิสัย ไม่รู้จักคิดหาเหตุผล เชื่ออะไรง่าย เป็นต้น


                           หลักการพัฒนาคุณสมบัติแห่งความเป็นบัณฑิต
                                     อาศัยวุฒิธรรม ๔ ประการ นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาความเป็นบัณฑิตของพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อให้การทำหน้าที่ของพ่อแม่แก่เด็กนั้น เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้

 

5-4.1.PNG


                  ๔.๓ มีแบบแผนในการปลูกฝังคุณสมบัติของคนดี
                            ลักษณะของการปลูกฝังจะทำใน ๒ ลักษณะ คือ
                                     ๑. ภาคปฏิบัติ
                                     ๒. ภาคทฤษฎี


                            ๑. ภาคปฏิบัติ
                                      วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างลักษณะนิสัยให้คุ้นเคยกับการทำกรรมดี
                                     หลักการ อาศัยการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันในหลากหลายรูปแบบ เพื่อได้โอกาสในการเรียนรู้วัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกัน และรู้จักปรับความคิดพฤติกรรมของตนเองให้สอดคล้องในการทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้ ตัวอย่างกิจกรรม เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวกับการบริโภคปัจจัย ๔ กิจกรรมที่เกี่ยวกับการทำงาน, การกิน, การเล่นกีฬาร่วมกัน เป็นต้น

                                     ประสิทธิผลที่ได้จากการทํากิจกรรม
                                     • เกิดนิสัยรักความดี เกลียดความชั่ว รักบุญ กลัวบาป รู้จักเสียสละ
                                     • เข้าใจภาคทฤษฎีได้ง่าย และเกิดกำลังใจในการทำกรรมดียิ่งขึ้น


                            ๒. ภาคทฤษฎี
                                     คือ การจัดการเรียนหลักธรรมแม่บทลงในหลักสูตรวิชาศีลธรรม ของนักเรียนชั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษา

                                     วัตถุประสงค์
                                     • เกิดความเข้าใจภาคปฏิบัติที่ตนทำมาแล้วมากยิ่งขึ้น
                                     • เห็นคุณค่าของธรรมะว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้อย่างไร
                                     • เกิดความเข้าใจลึกซึ้งทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จนถึงขั้นยึดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต รวมทั้งยังสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจและเกิดความเลื่อมใสได้ด้วย

                           หลักการ
                           ต้องให้เนื้อหาธรรมะที่สอนนั้นมีความสัมพันธ์กับภาคปฏิบัติทั้ง ๓ ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา ทุกระดับชั้นเรียน โดยที่เรื่องสัมมาทิฏฐิควรจะบรรจุในหลักสูตรทุกชั้น ต่างแต่เพียงวิธีการเรียนการสอนที่จะต่างกันไป ตรงการเชื่อมโยงธรรมะนี้กับธรรมะหมวดอื่น ๆ หากไม่รู้จักเชื่อมโยงธรรมะกับการดำเนินชีวิตแล้ว ก็จะทำให้มองไม่ออกว่า ธรรมะที่เรียนนี้มีประโยชน์อย่างไรกับตัว ทำให้ผู้เรียนขาดความสนใจเรียนธรรมะไป

                           วิธีดำเนินการ
                           มีแนวทาง คือ การแบ่งกลุ่มให้เด็กค้นคว้าและอภิปรายในหัวข้อธรรมะตามที่หลักสูตรกำหนด โดยมีครูคอยสรุปสาระและประเด็นที่เด็กค้นคว้ามานั้นให้ชัดเจน แหล่งข้อมูลในการค้นคว้า อาจหาได้จากพระไตรปิฎก, Internet, พระภิกษุ, หนังสือธรรมะ, ผู้ปกครองที่สนใจพระพุทธศาสนา หรือครูวิชาศีลธรรม เป็นต้น


                   ๔.๔ วิธีปลูกฝังคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการ
                            สัมมาทิฏฐิเป็นพื้นฐานของคุณความดีทั้งหลาย การปลูกฝังสัมมาทิฏฐิ จึงเท่ากับการปลูกฝังคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการให้เกิดขึ้น สำหรับแนวทางในการปลูกฝังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำวิธีการไว้อย่างเป็นระบบ ด้วยการกำหนดตัวเองให้เป็นศูนย์กลาง และทรงแบ่งบุคคลที่แวดล้อมตัวเราออกเป็น 5 กลุ่มความสัมพันธ์ เรียกกันว่า ทิศพร้อมกำหนดหน้าที่ที่เราควรจะปฏิบัติต่อบุคคลทั้ง ๖ กลุ่ม และหน้าที่ที่บุคคลแต่ละทิศจะพึงปฏิบัติต่อเราอย่างเหมาะสมเช่นกัน ดังนี้

 

5-4.2.PNG

หน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตร                                           หน้าที่ของบุตรต่อบิดามารดา
๑. ห้ามไม่ให้ทำชั่ว                                                             ๑. ท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี                                                          ๒. ช่วยทําการงานของท่าน
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา                                                        ๓. ดำรงวงศ์ตระกูล
๔. หาภรรยาหรือสามีที่สมควรให้                                           ๔. ประพฤติตนให้เป็นผู้สมควรรับมรดก
๕. มอบทรัพย์ให้ในเวลาอันควร                                             ๕. เมื่อท่านล่วงลับไป ทำบุญอุทิศให้ท่าน


                   หน้าที่ของบิดามารดาที่สำคัญที่สุด
                             คือ ห้ามบุตรไม่ให้ทำชั่วและให้บุตรตั้งอยู่ในความดี ซึ่งมีหลักในการปลูกฝังอบรมบุตร ๕ ประการ คือ

                                  ๑. การเพาะนิสัยที่ดี มีระเบียบวินัยตั้งแต่เป็นทารก
                                  ๒. การฝึกกิริยามารยาทตั้งแต่เด็กเริ่มรู้ความ
                                  ๓. การปลูกฝังธรรมะตั้งแต่อนุบาล โดยเฉพาะเรื่อง ทาน ศีล ภาวนาและเป้าหมายชีวิต
                                  ๔. ทำบ้านให้มีบรรยากาศเป็นที่สบาย ใน ๔ ด้าน คือ
                                           • อาหารเป็นที่สบาย รู้จักรับประทานอาหารพร้อมกัน เพื่อใช้เป็นโอกาสปลูกฝังธรรมะให้ลูก
                                           • ที่อยู่เป็นที่สบาย ดูแลความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ
                                           • บุคคลเป็นที่สบาย มีความเคารพ เชื่อฟัง รู้จักให้เกียรติต่อกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะผู้นำครอบครัวเป็นสัมมาทิฏฐิ รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวมีศรัทธา ศีลและทิฏฐิเสมอกัน
                                           • ธรรมะเป็นที่สบาย หมายถึง สมาชิกทุกคนในบ้านมีสัมมาทิฏฐิอันเกิดจากการได้ปลูกฝังมาแล้วประจำใจตัวเอง

                                  ๕. พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก เช่น
                                           • การรู้จักแบ่งปัน ทำทาน รักษาศีล ๕ หรือศีล ๘
                                           • การยกย่องให้เกียรติคนทำดี, ไม่ลำเอียง, ไม่นินทาว่าร้ายใคร ๆ ไม่อิจฉา
                                           • ไม่ทํามิจฉาอาชีวะ
                                           • ไม่มีอบายมุขทุกประเภทในครอบครัว

                   หน้าที่สำคัญของบิดามารดาอันดับรอง
                              คือ การให้บุตรศีกษาศิลปวิทยา อันเป็นการศึกษาวิชาการทางโลก ซึ่งสามารถแบ่งความรู้ออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
                                 ๑. ความรู้ทั่วไป คือพื้นฐานวิชาชีพ
                                 ๒. ความรู้เฉพาะสาขาวิชาชีพ

                   หน้าที่สำคัญเล็กน้อยของบิดามารดา
                              คือ หาภรรยาหรือสามีที่สมควรให้และมอบทรัพย์ให้ในเวลาอันควร

 

5-4.3.PNG

หน้าที่ของครูอาจารย์ต่อศิษย์                                      หน้าที่ของศิษย์ต่อครูอาจารย์
๑. แนะนําดี                                                                   ๑. ลุกขึ้นยืนรับ
๒. ให้เรียนดี                                                                  ๒. เข้าไปยืนคอยต้อนรับ
๓. บอกศิลปวิทยาทั้งหมด                                                ๓. เชื่อฟัง
๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง                                         ๔. ปรนนิบัติรับใช้
๕. ทำการป้องกันในทิศทั้งหลาย                                        ๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ
๖. มอบทรัพย์ให้ในเวลาอันควร


             ๒.๑ แนะนำดี หมายถึง การปลูกฝังความรู้ทางธรรม และวินัยทางกายและวาจา เช่นกิริยามารยาทต่าง ๆ รวมถึงการรู้จักคบเพื่อน

             ๒.๒ ให้เรียนดี หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ทางวิชาชีพทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ จนถึงขั้นไปประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิตได้จริง

             ๒.๓ บอกศิลปวิทยาทั้งหมด โดยไม่หวงแหนความรู้
                       • ทัศนคติของครูอาจารย์ประเภทที่ไม่หวงวิชาความรู้
                       • เมตตาศิษย์เหมือนลูกเหมือนหลาน
                       • ตระหนักว่าเยาวชนมีบทบาทในการพัฒนาชาติบ้านเมือง
                       • ไม่กลัวศิษย์เด่นดังเกินครู
                       • คิดว่าเป็นธรรมทานและวิทยาทาน ที่ทำให้ได้บุญมาก

                       ทัศนคติครูอาจารย์ประเภทที่หวงวิชาความรู้
                              • ไม่คิดว่าเป็นธรรมทาน จึงทำตัวเป็นลูกจ้างสอนหนังสือ
                              • กลัวศิษย์เด่นดังกว่าตน
                              • คิดหาประโยชน์จากศิษย์ ขาดความจริงใจ

              ๒.๔ ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง หมายถึงการรับรองคุณธรรม ความรู้ ความสามารถที่มีอยู่จริงของศิษย์

              ๒.๕ ทำการป้องกันในทิศทั้งหลาย หมายถึง ไม่ให้ศิษย์นำความรู้ในวิชาชีพไปใช้ผิดพลาด หรือไปใช้ในทางที่ผิด

 

5-4.4.PNG

หน้าที่ของสามีต่อภรรยา                                  หน้าที่ของภรรยาต่อสามี
๑. ยกย่องว่าเป็นภรรยา                                        ๑. จัดการงานดี
๒. ไม่ดูหมิ่น                                                      ๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงสามี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจ                                          ๓. ไม่ประพฤตินอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ให้                                     ๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
๕. ให้เครื่องแต่งตัว                                             ๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง

 

5-4.5.PNG

หน้าที่ของเราที่มีต่อมิตรสหาย                                 หน้าที่ของมิตรสหายที่อนุเคราะห์ต่อเรา
๑. การให้ (แบ่งปันสิ่งของ)                                            ๑. กล้าป้องกันมิตรผู้ประมาท
๒. กล่าววาจาเป็นที่รัก                                                  ๒. กล้ารักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาท
๓. ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์                                      ๓. กล้าเป็นที่พึ่งเมื่อมีภัย
๔. วางตนสม่ำเสมอ                                                     ๔. กล้าไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
๕. ไม่พูดจาหลอกลวงกัน                                              ๕. นับถือตลอดวงศ์ตระกูลของมิตร

 



5-4.6.PNG

หน้าที่รับผิดชอบของนายจ้างต่อลูกจ้าง                                   หน้าที่รับผิดชอบของลูกจ้างต่อนายจ้าง
(ควรยึดมั่น “พรหมวิหาร ๔”)                                                         (ควรยึดมั่นใน “อิทธิบาท ๔”)
๑. จัดการงานให้สมควรแก่กำลัง                                                     ๑. เริ่มทํางานก่อนนาย
๒. ให้อาหารและรางวัล                                                                ๒. เลิกทํางานหลังนาย
๓. ดูแลรักษายามเจ็บป่วย                                                             ๓. ถือเอาแต่ของที่นายให้
๔. แจกของแปลกๆ พิเศษให้กิน                                                     ๔. ทำงานให้ดีขึ้น
๕. ให้หยุดตามโอกาส                                                                  ๕. นำเกียรติคุณของนายไปสรรเสริญ

 



5-4.7.PNG

หน้าที่ของสมณะต่อเรา                                                  หน้าที่ของเราต่อสมณะ
๑. ห้ามทําความชั่ว                                                            ๑. ทําสิ่งใด ก็ทําด้วยเมตตา
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี                                                        ๒. พูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา
๓. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจงาม                                                 ๓. คิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา
๔. ให้ฟังสิ่ง (ธรรมะ) ที่ยังไม่เคยฟัง                                      ๔. ต้อนรับด้วยความเต็มใจ
๕. อธิบายสิงทีฟังแล้วให้แจ่มแจ้งเข้าใจยิ่งขึ้น                         ๕. อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔ (ถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุด)
๖. บอกทางสวรรค์ให้

                    หน้าที่สำคัญที่สุดของพระสงฆ์
                             มีหลักการในการทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ ห้ามทำความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดีและอนุเคราะห์ด้วยน้ำใจงาม (ข้อ ๖.๑ - ๖.๓) ด้วยวิธีการแสดงธรรม (ข้อ ๖.๔ - ๖.๖) โดยหัวข้อธรรมที่แสดง ควรมุ่งเน้นเพื่อปลูกสัมมาทิฏฐิ แล้วสรุปลงในเชิงปฏิบัติด้วยกรอบของ ทาน ศีล ภาวนา

                    เรื่องของการบอกทางสวรรค์ให้
                             คือ ต้องบอกให้รู้ว่า “คนเราเกิดมาทำไม” และ “เป้าหมายของการได้มาเกิดเป็นมนุษย์คืออะไร” ดังนั้นจำเป็นต้องบอกให้โยมรู้จักประโยชน์ ๓ เพื่อจะได้เข้าใจเป้าหมายชีวิตทั้ง ๓ ระดับ คือ
                             ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ จัดเป็น เป้าหมายระดับต้น หรือเป้าหมายบนดิน
                             ๒. สัมปรายิกัตถประโยชน์ จัดเป็น เป้าหมายระดับกลาง หรือเป้าหมายบนฟ้า
                             ๓. ปรมัตถประโยชน์ จัดเป็น เป้าหมายสูงสุด หรือเป้าหมายเหนือฟ้า

                    แนวทางการบอกทางสวรรค์ ต้องยึดหลักสำคัญ ๒ ประการ คือ
                             ๑. ปลูกฝังความเข้าใจเรื่องเป้าหมายชีวิต ๓ ระดับ
                             ๒. ปลูกสัมมาทิฏฐิให้เข้าไปในใจโยม โดยเฉพาะเรื่อง “ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วที่บุคคล ทำแล้วมีจริง” หรือ “กฎแห่งกรรม” มีจริงนั่นเอง

                    โดยสรุป ทิศเบื้องบนหรือสมณะจะต้องมีความพร้อมที่จะปฏิบัติการในเชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับแต่ที่วัดอย่างเดียว


                  ๔.๕ สาระสำคัญของ “ผู้ลิขิตชีวิตคนดีที่โลกต้องการ”
                             • ผู้มีบทบาทและอิทธิพลมากที่สุดในการลิขิตชีวิตของตัวเราให้เป็นคนดีที่โลกต้องการอย่างแท้จริง คือ พ่อแม่ (ทิศเบื้องหน้า), ครูอาจารย์ (ทิศเบื้องขวา) และสมณะ (ทิศเบื้องบน)

                             • ถ้า ๓ ทิศที่เหลือนั้นมีคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการ คือ สามีภรรยา (ทิศเบื้องหลัง), สหาย(ทิศเบื้องซ้าย) และลูกจ้าง (ทิศเบื้องล่าง) ก็จะช่วยส่งเสริมเกื้อกูลให้ตัวเรามีคุณความดียิ่งขึ้น เพราะแวดล้อมด้วยคนดี

                             • แต่หาก ๓ ทิศที่เหลือนั้นขาดคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการ เราก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถช่วยถ่ายทอด ปลูกฝัง และอบรมให้ ๓ ทิศนี้มีคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

เชิงอรรถ
เพิ่มเนื้อหาจาก สิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๐๒ หน้า ๘๙

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.020040432612101 Mins