เงินพลาสติก

วันที่ 10 กค. พ.ศ.2547

เงินพลาสติก


           พันธนาการในการจับจ่ายใช้สอยด้วยวิธีการซื้อของด้วยบัตรเครดิต ฟังดูโก้หรู และเป็นบุคคลที่มีระดับ มีคนเชื่อถือสามารถนำเอาเงินในอนาคตมาใช้ได้อย่างคล่องมือ แรกๆ ก็ดูว่าเป็นความสะดวกสบายจะไปไหนมาไหนไม่ต้องหอบหิ้วเงินกันไปคราวละมากๆ แถมยังไม่ต้องระวังคนมาจี้มาปล้นอีก ขอมีแค่แผ่นพลาสติกหนึ่งใบที่เรารู้จักกันในนามว่า บัตรเคดิตนั้นแหละครับ สามารถซื้อของได้ในอัตรามหาศาลอย่างที่โฆษณาทางโทรทัศน์ เคยมาแสดงอานุภาพของมันว่า “ ทั้งร้านเท่าไหร่” คงยังพอจำกันได้

 

         ถ้าเรารู้จักใช้รู้จักประมาณตัว และบริหารเม็ดเงินที่อยู่ในกระเป๋าอยู่ในอัตราส่วนที่สมดุลกันได้ ผมว่ามันมีประโยชน์มากครับ แต่ถ้าใช้จ่ายไปแล้วหักกลบลบหนี้ไปแล้ว รายจ่ายดันพุ่งปรี๊ดแต่รายรับยังกระจิ๊ดริดอยู่ ความทุกข์จะแวะเวียนมาหาคุณเป็นละลอกๆ ทีเดียวครับสมัยก่อนการทำบัตรเครดิตมีหลักมีเกณฑ์ค่อนข้างรัดกุม อย่างแรกต้องมีเงินเดือนหรือรายได้ประจำในอัตราส่วนที่คิดว่าสามารถจ่ายคืนเขาได้ แต่สมัยนี้ไม่ทราบว่าคนเรามีเครดิตเพิ่มขึ้นมาก หรือว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่ นักเรียนนักศึกษาต่างแห่แหนกันมีเงินพลาสติกกันอย่างเกลื่อนกลาด หลักค้ำประกันก็น่าใจหาย ใช้แค่เลขทะเบียนหรือข้อมูลการเป็นนักศึกษาจากสถานศึกษาแต่ละแห่ง ลำพังค่าขนมมากินที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยคงจะยังไม่ได้รวมถึงความฟุ่มเฟื่อยตามสถานเริงรมย์ เสื้อผ้าหรูๆ อีกหลายชุด ตลอดจนเครื่องประดับที่ยังไม่จำเป็นนัก รอคิวการจ่ายเป็นใบหางว่าว เป็นปัญหาอยู่ว่าจะเอาเงินตราที่ไหนไปจ่ายคืนต้นสังกัดบัตรเคดิต หรือเจ้าเงินพลาสติกจ่ายคล่องมือนั้นเหมือนกัน ที่ผ่านมาถ้าเจ้าของบัตรเบี้ยวจ่ายเงินที่รูดไป จะถูกฝ่ายเร่งรัดหนี้สินจะติดต่อโดยตรงกับฝ่ายกิจการนักศึกษาของแต่ละสถาบัน นั่นหมายความว่าจะต้องถูกตรวจสอบพฤติกรรมการใช้เงิน และชีวิตการเป็นนักศึกษาอาจต้องดับสูญไปด้วยสาเหตุนี้ก็เป็นได้

 

          นักวิจัยทางด้านจิตวิทยาเคยสงสัยประเด็น เด็กวัยรุ่นที่ทำร้ายผู้ปกครองหรือพ่อแม่จนเสียชีวิต ซึ่งที่เคยปรากฎในข่าวหนังสือพิมพ์นั้น สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว และไม่มีเงินไปจ่ายต้นสังกัด แรกๆ ก็ขโมยแต่ต่อมาก็เริ่มสร้างปัญหาใหญ่ขึ้น ปล้นฆ่าแม้ว่าจะเป็นพ่อแม่ และญาติของตนก็ตาม สำหรับนักศึกษาหญิงก็เช่นเดียวกัน ความจำเป็นของบางรายอาจต้องถึงกับยึดอาชีพขายบริการหรือขายยาเสพติด ก็เป็นได้ผมว่าถึงเวลาต้องแลกกันแล้วละครับ ระหว่างความสะดวกสบาย กับความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส เลือกมีบัตรกับไม่มีบัตรอาจสบายเท่ากัน แต่เรื่องสุขใจ ทุกข์ใจยืนยันได้ไม่เท่ากันแน่นอนครับ!

 

จีระ ศุภวัฒน์