วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๙ โอวาท ๑๐ ประการ

วันที่ 06 สค. พ.ศ.2547

วิสาขามหาอุบาสิกา
ตอนที่ ๙ โอวาท ๑๐ ประการ

 

วิสาขามหาอุบาสิกา  ตอนที่ ๙ โอวาท ๑๐ ประการ


......เสียงหรีดหริ่งเรไรสะท้อนก้องลำเนาไพร อันเป็นสัญญาณแห่งทิวากาล พระอาทิตย์โคจรลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ความมืดเริ่มโรยตัวคลี่คลุมไปทั่วอาณาบริเวณ คบไฟน้อยใหญ่ถูกจุดให้สว่างไสวรายรอบเรือนของท่านเศรษฐี คืนนี้นภากระจ่างด้วยเป็นวันข้างขึ้น มองเห็นกลุ่มเมฆสีขาวตัดกับสีครามเข้มของท้องฟ้า มองดูเป็นรูปต่างๆ สลับสล้างงดงาม

ลมเย็นพัดเฉื่อยฉิว ผ้าแพรผืนบางของนางวิสาขาพลิ้วกระพือไปตามแรงลม เรือนผมสีดอกอัญชัญงอนงามสะท้อนแสงโคมประทีปเป็นเงาระยับ ใบหน้าซึ่งผุดผาดอยู่แล้วยิ่งเพิ่มความอิ่มเอิบมากขึ้น

ประดุจศศิธรในวันปูรณมีดิถี มีรัศมียองใยเป็นเงินยวง

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายก่อนที่นางวิสาขาจะจากไปสู่ตระกูลสามี ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้ให้หญิงรับใช้ไปเรียกบุตรสาวมาพบ แล้วให้โอวาท ๑๐ ประการ ในการครองเรือนแก่ธิดา ว่า

      “ลูกเอ๋ย ธรรมดาหญิงผู้อยู่ในตระกูลของสามี ควรรักษามารยาทอย่างนี้ ”

๑ . ไม่ควรนำไฟภายในออกไปภายนอก

๒ . ไม่ควรนำไฟภายนอกออกไปภายใน

๓ . ควรให้แก่คนที่ให้

๔ . ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้

๕ . ควรให้แก่คนที่ทั้งให้และไม่ให้

๖ . ควรนั่งให้เป็นสุข

๗ . ควรบริโภคให้เป็นสุข

๘ . ควรนอนให้เป็นสุข

๙ . ควรบำเรอไฟ

๑๐ . ควรนอบน้อมเทวดาภายใน

 

ในขณะมิคารเศรษฐีซึ่งนั่งอยู่ในห้องติดกัน ได้ยินโอวาทของธนัญชัยเศรษฐีทุกประการ นางวิสาขารับคำบิดาด้วยความเคารพ มิคารเศรษฐีฟังแล้วไม่เข้าใจให้นึกเคลือบแคลงสงสัยมาโดยตลอด

ครั้นธนัญชัยเศรษฐีให้โอวาทแก่ธิดาดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น จึงเรียกประชุมไพร่พลทั้งหมด แล้วตั้ง

กฎุมพี ๘ คน ให้เป็นผู้ค้ำประกันในท่ามกลางราชเสนา ด้วยบิดานางวิสาขาเข้าใจดีว่า ธรรมดาชีวิตการครองเรือนมีสุขน้อย ทุกข์มาก เหมือนผู้สวมกำไลวงเดียวไม่เกิดเสียง แต่ถ้าใส่ตั้งแต่ ๒ วง ขึ้นไปย่อมเกิดเสียงกระทบกันเป็นธรรมดา จึงหาแนวทางปกป้องธิดาไว้อย่างรอบคอบ ท่านกล่าวกับเหล่ากฎุมพีว่า

       “ ถ้าความผิดเกิดขึ้นแก่ธิดาของเราในที่ที่ธิดาของเราไปแล้ว พวกท่านต้องชำระสะสาง ”

 

จากนั้นให้หญิงรับใช้ประดับตกแต่งนางวิสาขาด้วยเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่ามากถึง ๙ โกฎิ อีกทั้งมอบเงินอีก ๔๕ โกฏิ เป็นค่าจุณจันทน์สำหรับใช้ในเวลาอาบน้ำ จากนั้นธนัญชัยเศรษฐีได้พานางวิสาขามาขึ้นรถยานพาหนะ แล้วให้คนเที่ยวตีกลองป่าวร้องในบ้านส่วย ๑๔ ตำบล ซึ่งแต่ละตำบลมีความกว้างใหญ่เท่ากับเมืองอนุราชธานีที่เป็นหมู่บ้านของตนรอบเมืองสาเกตว่า

       “ บุคคลทั้งหลาย ผู้ใดต้องการไปกับธิดาของเราก็จงไปเถิด ”

ชาวบ้านทั้ง ๑๔ ตำบลพอได้ยินเสียงร้องประกาศ ต่างก็คิดว่า

      “ ในเวลาที่แม่เจ้าของพวกเราไปแล้ว พวกเราจะอยู่ที่นี่เพื่อประโยชน์อะไร ”

แล้วก็พากันเก็บข้าวของติดตามนางวิสาขาไปหมดทั้งเมืองสาเกต ไม่มีใครเหลืออยู่เลย

ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้เข้าไปกระทำสักการะแด่พระราชาและมิคารเศรษฐีแล้ว ได้ตามไปส่งธิดาร่วมกับบุคคลทั้งหลายสิ้นระยะทางหน่อยหนึ่งจึงเดินทางกลับ ด้วยวางใจว่าธิดาผู้มีปัญญาย่อมรู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการแก้ปัญหาได้ อีกทั้งให้มอบโอวาท ๑๐ ประการ พอเป็นหลักในการครองเรือนแล้ว

ฝ่ายมิคารเศรษฐีนั่งอยู่ในยานคันสุดท้ายของขบวนพระราชา มองเห็นผู้คนทั้งหลายเดินตามขบวนมามากมายจึงถามว่า “ พวกนี้เป็นใคร ” มีผู้บอกให้ทราบว่า “ เป็นคนใช้ชายหญิงของสะใภ้ท่านขอรับ ”

เมื่อที่ได้ยินดังนั้นความตระหนี่ได้เกิดขึ้นในใจของท่านเศรษฐี ร้องขึ้นว่า “ ใครจะเลี้ยงดูบุคคลมากมายจำนวนเท่านี้ได้ ” แล้วสั่งให้ขับไล่บุคคลเหล่านั้นให้กลับไป หากใครไม่ยอมก็สั่งให้ฉุดลากกลับให้จงได้

นางวิสาขาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเช่นนั้นจึงลงจากยานมาหาท่านมิคารเศรษฐี กล่าวว่า

       “ ขอบิดาจงอย่าห้ามบุคคลเหล่านี้เลย ดิฉันจักเลี้ยงดูพวกเขาเอง ”

 

แม้นางวิสาขากล่าวขอร้องอย่างนั้น มิคารเศรษฐีหาได้ยินยอมไม่ ยังยืนยันว่าไม่มีใครอาจเลี้ยงดูบุคคลมากมายเหล่านี้ได้ แล้วสั่งให้บริวารโบยตีด้วยท่อนไม้แล้วขว้างด้วยก้อนดินเป็นต้นเพื่อให้หลีกไป ยากแก่การห้ามปรามประการใด จนเหลือคนอยู่จำนวนน้อยเท่านั้น จึงยอมให้ติดตามนางวิสาขาไป

แล้วขบวนเกวียนนับพันนำหมื่น พร้อมด้วยบริวารชนจำนวนมาก ได้เคลื่อนออกจากเมืองสาเกต

แลดูเป็นสายราวลำน้ำกว้างใหญ่สุดสายตา ประดุจการเดินทางของชีวิตที่ยากจะหาจุดเริ่มต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายได้แน่ชัด นางวิสาขาไม่อาจรู้กาลข้างหน้าจักผันแปรไปเช่นไร มีเพียงความสว่างจากดวงธรรมภายใน คอยส่องนำทางเป็นหลักชัยให้แก่ชีวิต นำจิตให้ผ่องใส แน่วแน่ไม่หวั่นไหวไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม 

 

……………..( จบตอนที่ ๙ )……………