รู้ก่อนพลาดกระทำ เพราะมันน่ากลัวกว่าที่คิด

วันที่ 14 สค. พ.ศ.2568

ในยุคปัจจุบันมีคนจํานวนไม่น้อยเข้าใจว่า... การด่าว่าพระภิกษุสงฆ์เป็นสิ่งไม่ผิด

 

ซ้ำร้ายยังคิดว่า... เป็นการช่วยพระพุทธศาสนาอีกด้วยเพราะเท่ากับเป็นการกำจัดพระไม่ดีให้หมดไป!

 

                  ก่อนจะปักใจดิ่งทำตามความคิดข้างบน ผู้เขียนก็อยากจะเล่าเรื่องวิบากกรรมเก่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ฟังเสียก่อนเพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจอะไรใหม่ เพราะการทำบาปโดยไม่รู้ว่าบาป ย่อมส่งผลรุนแรงกว่าการรู้แล้วทำ เสมือนการไม่รู้ว่าก้อนถ่านไฟนั้นร้อน แล้วรีบคว้าจับเต็มมือ ย่อมร้อนกว่าการรู้ว่าร้อนแล้วจับ เพราะถ้ารู้ว่าร้อน เราก็จะจับมันอย่างระมัดระวัง!

 

 

                  จาก อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑ พุทธวรรค และ อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔

14-8-68_1b%285%29.png

                  สุนทรีสูตร ทำให้เข้าใจได้กระจ่างชัดว่า แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดกิเลสแล้วก็ยังต้องรับกรรมที่เคยทำมาในอดีต อย่างในเรื่องที่พระองค์ถูกใส่ร้าย ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง เป็นเพราะวิบากกรรมเก่าครั้งที่เคยเสวยพระชาติเป็นนักเลงชื่อว่า“มุนาฬิ"

 

                  ในวันหนึ่ง “มุนาฬิ” ไปเที่ยวป่ากับเพื่อน ๆ แล้วเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “สุรภิ” ซึ่งเป็นผู้มีฤทธานุภาพมากแต่แทนที่จะเกิดความเลื่อมใส กลับรู้สึกว่า พระองค์เอาแต่นั่งเฉยๆไม่ได้เทศน์สอนใคร มีแต่จะรอรับอาหารจากชาวบ้าน จึงได้ด่าพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า “ท่านเป็นพระทุศีล ห่มจีวรหลอกชาวบ้าน ไม่ยอมทำมาหากิน มัวแต่เที่ยวเดินขออาหารจากชาวบ้าน โดยไม่มีความละอายแก่ใจ”

 

                  ด้วยกรรมนี้ ทำให้ “มุนาฬิ” ตกนรกหมกไหม้ทนทุกข์ทรมานหลายพันปีนรก จนมาในภพชาติสุดท้าย แม้พระองค์ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ก็ยังหนีกรรมนั้นไม่พ้น ทำให้พวกเดียรถีย์อิจฉาริษยาคิดหาอุบายวางแผนใส่ร้าย โดยส่งปริพาชิกาชื่อ “สุนทรี” เดินเข้าเดินออกในวัดพระเชตวัน อยู่ ๒-๓ วัน ทำทีว่าไปพักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นพวกเดียรถีย์จึงจ้างโจร

14-8-68_2b%285%29.png

                  ให้ไปฆ่านาง แล้วนำศพไปโยนทิ้งไว้ด้านหลังพระคันธกุฎีและทำแผนชั่วใส่ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนฆ่านางทำให้มีคนหลงเชื่อมากมาย แล้วพากันด่าพระองค์ด้วยคําหยาบคาย

14-8-68_3b%285%29.png

14-8-68_4b%285%29.png

                  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พระพุทธองค์ยังเคยถูก “นางจิญจมาณวิกา” กล่าวตู่ว่า ได้นอนในพระคันธกุฎีร่วมกับพระองค์จนนางตั้งครรภ์ ทำให้ชาวบ้านบางส่วนหลงเชื่อ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ภพในอดีตพระองค์เคยกล่าวตู่พระอรหันต์องค์หนึ่งที่ชื่อ “นันทะ” ด้วยบาปกรรมนี้ พระองค์จึงต้องตกนรกเสวยทุกข์ทรมานเป็นเวลายาวนานถึงหนึ่งหมื่นปีนรก จนเมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ยังถูกกล่าวตู่มากมาย แม้ภพชาติที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว กรรมก็ยังตามส่งผลให้พระองค์ถูกนางจิญจมาณวิกา กล่าวตู่ด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นความจริงต่อหน้าสาธารณชน

14-8-68_5b%285%29.png14-8-68_6b%285%29.png

14-8-68_7b%285%29.png

                  จะเห็นว่า..แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งหมดกิเลสเป็นผู้บริสุทธิ์ขนาดนี้ ก็ยังมีคนด่าว่าใส่ร้ายถึงเพียงนี้ แต่ที่น่าตกใจเป็นที่สุดก็คือ กลับมีคนจำนวนมากมายหลงเชื่ออีกด้วย !

 

                  มาในยุคนี้ก็เช่นกัน ขนาดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ซึ่งเป็นถึงอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นถึงพระระดับสูงสุด ก็ยังโดนด่าว่าใส่ร้ายป้ายสี ตลอดจนพระรูปอื่น ๆ หรือแม้แต่หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกายก็ยังโดนด่า โดนตัดต่อภาพ โดนทำเฟซบุ๊กปลอม ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่เคยเล่นเฟซบุ๊กเลย ซ้ำร้ายยังส่งข้อมูลเท็จใส่ร้ายท่านในโลกไซเบอร์ คอมเมนต์ด่าทอท่านต่าง ๆ นานา โดยที่ยังไม่รู้จริงเลยว่าท่านเป็นอย่างไร

14-8-68_8b%285%29.png

                  มากไปกว่านั้น คนจำนวนไม่น้อยยังคิดว่า การแต่งกายเลียนแบบพระ การล้อเลียนพระต่าง ๆ นานา เช่น ด้วยคำพูดด้วยการพิมพ์คอมเมนต์ในโซเชียล เช่น เรียกพระว่า หลวงเจ้อลัชชี เดรสส้ม แซลมอน แคร์รอต ฯลฯ แล้วถือเป็นเรื่องตลกขำขันนั้น ก็อยากให้ลองศึกษาวิบากกรรมของ นางขุชชุตตรา ที่เกิดมาเป็นหญิงหลังค่อมดูก่อน เพราะด้วยวิบากกรรมที่อดีตชาติ นางได้แสดงอาการล้อเลียนพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านหลังค่อมด้วยความคึกคะนองนี่เองจึงทำให้นางหลังค่อมแม้ชาติสุดท้าย นางจะมีบุญถึงขั้นบรรลุธรรมและเป็นถึงเอตทัคคะฝ่ายผู้แสดงธรรมแล้วก็ตาม

 

                  ตรงนี้ก็อยากให้ระวังมาก ๆ เพราะกรรมที่ทำกับพระที่ท่านไม่ได้ประทุษร้ายตอบมีผลมากกว่าที่คาดคิดไว้เยอะดังข้อความที่ปรากฏใน อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบททัณฑวรรคที่ ๑๐ สรุปความว่า....

 

                  ผู้ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้ายตอบจะได้รับความหายนะ ๑๐ อย่าง คือ

 

                  ๑. ได้รับเวทนากลั่นกล้าจากโรคร้าย เช่น โรคเกี่ยวกับ ศีรษะ เป็นต้น ๒. เสื่อมทรัพย์ที่ได้โดยยาก ๓. สรีระสลาย เช่น โดนตัดมือ เป็นต้น ๔. ป่วยหนักด้วยโรคต่าง ๆ เช่น อัมพาต มีตาข้างเดียว เปลี้ยง่อย เป็นโรคเรื้อน เป็นต้น ๕. เป็นบ้า ๖. ต้องโทษจากพระราชา เช่น โดนถอดยศลดตำแหน่ง เป็นต้น ๗. ถูกกล่าวอย่างร้ายแรง ๘. ถึงความย่อยยับแห่งเครือญาติ ไร้ที่พึ่งพำนัก ๙. โภคทรัพย์ที่มีอยู่จะเสื่อมสูญพินาศ ๑๐. ไฟไหม้ และหลังจากตายไปแล้วก็ต้องตกนรก

 

                  จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า กรรมย่อมตกกับผู้กระทำอย่างสาสมไปทุกภพทุกชาติ เพราะขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราแม้พระองค์มีบุญมากขนาดนี้ ในชาติสุดท้ายก็ยังต้องรับผลกรรมถึงเพียงนี้เลย ดังนั้นบุคคลธรรมดาๆ ที่บุญบารมีน้อยกว่าพระองค์ก็ลองคิดดูเถอะว่า...จะได้รับกรรมหนักขนาดไหน!

14-8-68_9b%285%29.png

ผู้ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ

จะได้รับความหายนะ ๑๐ อย่าง คือ

                  ๑. ได้รับเวทนากลั่นกล้าจากโรคร้าย

                  ๒. เสื่อมทรัพย์ที่ได้โดยยาก

                  ๓. สรีระสลาย เช่น โดนตัดมือ

                  ๔. ป่วยหนักด้วยโรคต่าง ๆ

                  ๕. เป็นบ้า

                  ๖. ต้องโทษจากพระราชา

                  ๗. ถูกกล่าวอย่างร้ายแรง

                  ๘. เสื่อมจากเครือญาติ ไร้ที่พึ่งพำนัก

                  ๙. โภคทรัพย์ที่มีอยู่จะเสื่อมสูญพินาศ

                  ๑๐.ไฟไหม้

หลังจากตายไปแล้ว ก็ต้องตกนรก

14-8-68_10b%285%29.png

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจสงสัยต่อว่า แล้วถ้าอยากจะช่วยพระศาสนาอย่างบริสุทธิ์ใจจริง ๆ จะต้องทำอย่างไร ?

 

                  ตรงนี้ขอตอบว่าชาวพุทธก็ต้องทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน ซึ่งพระองค์ทรงสอนให้เราไม่ว่าร้ายใครเลยเพราะมันเป็นบาป !

 

                  จากประโยคนี้ บางคนอาจเถียงในใจว่า แล้วถ้าพระทำผิดล่ะ เราจะปล่อยไว้เฉย ๆ ให้ท่านอยู่เหนือกฎหมายงั้นหรือ ?

 

                  ข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หาแนวทางแก้ไขโดยบัญญัติพระวินัยไว้สำหรับตรวจสอบพระภิกษุผู้กระทำผิดแล้ว อีกทั้งยังบัญญัติบทลงโทษเอาไว้ด้วย ซึ่งถ้าพระทำผิดๆ พระองค์ก็จะให้หมู่สงฆ์เป็นผู้จัดการกันเองให้เสร็จก่อน โดยไม่ให้คนธรรมดาอย่างเราเข้าไปเกี่ยวข้อง และถ้าจริงทางสงฆ์สรุปออกมาแล้วว่า ท่านผิดร้ายแรงถึงขั้นปาราชิกก็ค่อยสึกออกมาเข้าสู่ขั้นตอนกฎหมายบ้านเมืองต่อไป

 

                  มาดูอย่างกรณีของหลวงพ่อธัมมชโย นับว่าท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด เพราะท่านเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ยังไม่ได้สรุปเลยว่า ท่านผิดหรือไม่ แต่กลับมีบางคนออกมาให้ข่าวสร้างกระแสกดดันให้คนนั้นคนนี้มาจับท่านสึกหรือปลดท่านออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งการกระทำที่ผิดขั้นตอนถึงขนาดนี้ ช่วยตอบหน่อยว่ายุติธรรมหรือไม่ ?

 

                  แล้วที่สำคัญหากมีพระรูปใดรูปหนึ่งทำผิด แม้ศีลท่านจะด่างพร้อย แต่ท่านก็ยังมีศีลมากกว่าเราที่ไม่ได้บวช ซึ่งถ้าไปด่าท่าน อย่างไรเราก็บาปหนักอยู่ดี หรือแม้ด่าแล้วจะได้ความสะใจกลับมา แต่ต้องแลกด้วยการชดใช้กรรมอย่างแสนสาหัสต่าง ๆ นานา ดังข้อความใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาตพยสนสูตร หน้า ๓๙๗ ที่กล่าวถึงครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้โทษให้แก่พระภิกษุที่ด่าเพื่อนภิกษุด้วยกันหรือด่าว่าพระอรหันต์ ว่าจะเข้าถึงความหายนะ ๑๐ ประการ อันได้แก่

14-8-68_11b%285%29.png

                  ๑. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ ๒. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ๓. สัทธรรมที่มีอยู่ย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๔. จะหลงตัวเองว่าได้บรรลุในสัทธรรมทั้งหลาย ๕. จะไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ ๖. ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๗. ย่อมป่วยเป็นโรคอย่างหนัก ๘. เป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน ๙. จะหลงตาย คือ ตายแบบไม่รู้ตัว ๑๐. เมื่อตายไปย่อมไปอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

 

                  จะเห็นว่า แม้พระภิกษุซึ่งมีศีลระดับเดียวกันด่ากันเองยังบาปหนัก จนต้องเข้าถึงความหายนะกันขนาดนี้ ดังนั้นเราในฐานะเป็นคนธรรมดา ๆ ที่รักษาศีลบ้าง ไม่รักษาบ้าง ถ้าไปด่าว่าพระภิกษุจะบาปหนักขนาดไหน ก็ต้องลองคิดดูกันเอาเอง!

 

                  จากการรับข้อมูลมาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงตัดสินใจได้แล้วว่า จะเลือกด่าพระต่อไปหรือไม่ ? แต่หลายคนอาจยังไม่หายคาใจและคิดว่า อย่างไร “การด่าพระ” ก็เป็นกระบวนการที่เข้ามาช่วยพระศาสนาอยู่ดี!

14-8-68_12b%285%29.png

 

หายนะที่เกิดจากการด่าพระ ๑๐ ประการ

                  ๑. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ

                  ๒. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว

                  ๓. สัทธรรมที่มีอยู่ย่อมไม่ผ่องแผ้ว

                  ๔. จะหลงตัวเองว่าได้บรรลุในสัทธรรมทั้งหลาย

                  ๕. จะไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์

                  ๖. ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง

                  ๗. ย่อมป่วยเป็นโรคอย่างหนัก

                  ๘. เป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน

                  ๙. จะหลงตาย คือ ตายแบบไม่รู้ตัว

                  ๑๐. เมื่อตายไปย่อมไปอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

14-8-68_13b%285%29.png

                  ตรงนี้ผู้เขียนขอตอบว่าการด่าว่าพระออกสื่อหรือโพสต์ว่าพระในโลกโซเชียลบ่อย ๆ เป็นการสร้างกระแสตอกย้ำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าพระส่วนใหญ่ไม่ดี ทั้ง ๆ ที่หากเทียบอัตราส่วนกับพระดีทั่วประเทศกว่า 500,000 รูป แล้วพบว่ามีพระที่ไม่ดีจริง ๆ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น !

14-8-68_14b%285%29.png

                  แล้วอีกอย่างด้วยความที่คนสมัยนี้ต้องยุ่งวุ่นวายกับการทํามาหากินจนแทบไม่มีเวลา ทำให้เวลาอ่านข่าวก็อ่านแบบผ่าน ๆ แถมบางที่ดูแต่พาดหัวข่าวที่พาดเอามันเพื่อให้ขายข่าวได้โดยไม่ได้ไปศึกษาข้อมูลจริงที่ลึกไปกว่านั้น ก็เลยทำให้เข้าใจผิดไปเลยว่า พระรูปนั้นรูปนี้ไม่ดีจริง ๆ

 

                  ซ้ำร้ายยังอ่านข้อมูลด้านเดียวทุกวัน โดยไม่มีโอกาสรับข้อมูลอีกด้าน ก็เลยยิ่งเชื่ออย่างสนิทใจว่า พระรูปนั้นไม่ดีจริง ๆโดยไม่ได้พิสูจน์

 

                  ตรงจุดนี้เอง ถือเป็นความวิบัติที่นำหายนะมาสู่ผู้เสพข่าวอย่างไม่รู้ตัว แล้วสุดท้ายก็หลงสร้างกรรมหนักโดยไปด่าพระกับเขาด้วย จนทำให้ลืมคิดไปว่า การด่าพระ นอกจากจะทําให้คนหมดศรัทธาในพระสงฆ์โดยรวมแล้วทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมเปลี่ยนไป ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรง เพราะมีเพื่อนมาบอกว่า ตอนนี้เลิกตักบาตรเลิกทำบุญ เลิกไปวัดแล้ว อีกทั้งบางคนยังเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น เนื่องจากเห็นมีแต่ข่าวพระไม่ดี ทั้ง ๆ ที่พระส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

 

                  จะเห็นว่าปัจจุบันสื่อที่ทำลายพระพุทธศาสนามีอิทธิพลสูงมากถึงขนาดทำให้ชาวพุทธเกิดความระแวง มุ่งจับผิดพระเวลาไปวัด จนลืมไปว่า ตนไปวัดเพื่อกำจัดกิเลสในตัวเอง

 

                  หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะทำให้คนเข้าวัดปฏิบัติธรรมลดลงเรื่อย ๆ และเมื่อคนไม่เข้าวัดก็ไม่มีใครบำรุงวัด บำรุงพระ ก็ก่อให้เกิดปัญหาการลาสิกขาตามมาจนเกิดวัดร้างขึ้นมากมายซึ่งปัจจุบันก็มีวัดร้างเกือบ ๖ พันวัดแล้ว และที่เลวร้ายไปกว่านั้นหากคนไม่เข้าวัดศึกษาธรรมะ ก็จะมีผลทำให้ศีลธรรมเสื่อมทราม จนสุดท้ายเราจะอยู่บนโลกนี้ได้ยากเอง เพราะผู้คนต่างเบียดเบียนกัน แถมยังก่อกรรมทำเข็ญโดยไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป

 

                  จะเห็นว่า การด่าพระ การตัดต่อภาพพระ ใช้ AI Generate ภาพและคลิป VDO ให้พระเสียหายการคอมเมนต์ว่าพระต่างๆ นานาเป็นการทำให้ศาสนาเสื่อมโดยตรง เป็นการกระทำที่มีผลมากเพราะทำให้อายุพระพุทธศาสนาสั้นลง โดยที่ผู้ด่าเข้าใจผิดคิดไปเองว่า “เป็นสิ่งที่ถูกต้อง” ซึ่งถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆพ ระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะห้ามไม่ให้ว่าร้ายผู้อื่นทำไม (อนูปวาโท)

 

                  ดังนั้น ในฐานะที่เป็นคนพุทธที่อยากช่วยพระพุทธศาสนาอย่างบริสุทธิ์ใจจริง ๆ เราควรออกข่าวส่งเสริมพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาก ๆ เผยแพร่โพสต์ภาพวัดวาอาราม ตลอดจนเผยแผ่คำสอนของพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่เราเคารพเพื่อให้คนเกิดศรัทธาอยากเข้าวัดปฏิบัติธรรมกำจัดกิเลสในตัวให้หมดไป และเมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธศาสนาก็จะเจริญขึ้นจนกระแสศีลธรรมบนโลกใบนี้กลับคืนมา...

 

                  ฉะนั้น เราอย่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำลายพระพุทธศาสนาโดยรวมเลยและอย่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ศาสนาเสื่อมโดยไม่รู้ตัว

                 

                  อีกทั้งก็อย่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้อายุพระพุทธศาสนาสั้นลงไปอีก เพราะบาปกรรมตรงนี้ จะนำหายนะมาสู่ชีวิตทุกรูปแบบจนเรารับไว้ไม่ไหวเลยทีเดียว...

 

                  การด่าพระ การตัดต่อภาพพระเป็นการทําให้ศาสนาเสื่อมโดยตรงเป็นการกระทําที่มีผลมากเพราะทำให้อายุพระพุทธศาสนาสั้นลงโดยที่ผู้ด่าเข้าใจผิดคิดไปเองว่า“เป็นสิ่งที่ถูกต้อง”ซึ่งถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงห้ามไม่ให้ว่าร้ายผู้อื่นทำไม?(อนูปวาโท)

 

                  จงอย่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำลายพระพุทธศาสนาโดยรวมเลยและอย่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ศาสนาเสื่อมโดยไม่รู้ตัวอีกทั้งก็อย่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้อายุพระพุทธศาสนาสั้นลงไปอีกเพราะบาปกรรมตรงนี้จะนำหายนะมาสู่ชีวิตทุกรูปแบบจนเรารับไว้ไม่ไหวเลยทีเดียว...

 

 

หายนะที่เกิดจากการด่าพระ ๑๐ ประการ

                  ๑. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ

                  ๒. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว

                  ๓. สัทธรรมที่มีอยู่ย่อมไม่ผ่องแผ้ว

                  ๔. จะหลงตัวเองว่าได้บรรลุในสัทธรรมทั้งหลาย

                  ๕. จะไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์

                  ๖. ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง

                  ๗. ย่อมป่วยเป็นโรคอย่างหนัก

                  ๘. เป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน

                  ๙. จะหลงตาย คือ ตายแบบไม่รู้ตัว

                  ๑๐. เมื่อตายไปย่อมไปอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0084722320238749 Mins