วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์

วันที่ 30 กย. พ.ศ.2547

วิสาขามหาอุบาสิกา
ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์

 

วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์


   ตามธรรมดา  ภายหลังจากมีผู้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระอานนเถระจะออกเดินตรวจตราความเรียบร้อยภายในวิหาร และจะดูแลเก็บสิ่งของที่มีผู้ลืมทิ้งไว้เสมอ วันนั้นหลังจากนางวิสาขาและบริวารกลับจากฟังธรรมแล้ว พระอานนท์ได้เดินดูความเรียบร้อยตามปกติ ได้เห็นเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ที่หญิงคนรับใช้ลืมไว้ จึงนำเครื่องประดับนั้นไปทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นางวิสาขาอุบาสิกาได้ลืมเครื่องประดับไว้และกลับไปแล้ว พระเจ้าข้า”
 

วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์

     พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงนำเครื่องประดับนั้นไปวางไว้ที่ข้างบันไดเถิด เมื่อเธอกลับมาจะได้มองเห็น” ดังนั้นพระอานนท์จึงนำเครื่องประดับไปวางไว้ข้างบันไดตามพระพุทธดำรัส
 

วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์

      ส่วนนางวิสาขาเมื่อทราบว่าหญิงรับใช้ลืมเครื่องประดับไว้ภายในวิหาร จึงสั่งให้ไปนำกลับคืน พร้อมกำชับว่า ถ้าพระคุณเจ้าอานนท์แตะต้องเครื่องประดับนั้นแล้ว ไม่ต้องนำกลับมา ให้ถวายแด่ท่าน ด้วยเครื่องประดับที่พระคุณเจ้าได้จับต้องแล้วไม่สมควรจะนำมาประดับอีก

      หญิงรับใช้จึงรีบกลับไปที่วิหารและได้พบกับพระอานนท์     พระอานนท์จึงนำเครื่องประดับนั้นมามอบให้ หญิงคนรับใช้มีท่าทางตื่นตกใจอย่างมาก
 

วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์

        “ข้าแต่พระคุณเจ้า!” นางคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพระเถระด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มีอาการเหมือนจะร้องไห้    
“แม่เจ้าวิสาขาสั่งไว้ว่า ถ้าพระคุณเจ้าจับต้องเครื่องประดับแล้วไม่ต้องรับคืน แม่นายบอกว่า พระคุณเจ้าเป็นที่เคารพของแม่นายอย่างยิ่ง การจะนำเครื่องประดับที่พระคุณเจ้าจับต้องแล้วมาประดับอีกย่อมไม่เป็นการสมควร ให้ถวายแด่พระคุณเจ้าไปเลยเจ้าค่ะ”

    “น้องหญิง”  พระอานนท์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน   “เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นี้มีค่ามาก นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องประดับของสตรี ไม่สมควรที่สมณะจะเก็บไว้ อาตมาจะเอาไว้ทำอะไร จงรับคืนไปเถิด บอกนายหญิงของท่านว่าอาตมาให้รับคืนไป เธอคงไม่ว่ากระไรดอก”

       หญิงคนรับใช้จำใจต้องรับเครื่องประดับคืนไป นางเดินร้องไห้ไปพลางเพราะเกรงจะถูกลงโทษ นางวิสาขาเห็นหญิงรับใช้เดินร้องไห้กลับไปพร้อมด้วยห่อสิ่งของ นางก็คาดเหตุการณ์ได้โดยตลอด จึงกล่าวว่า “พระคุณเจ้าอานนท์เก็บไว้หรือ ?”

      “เจ้าค่ะ”

      “แล้วเธอร้องไห้ทำไม”

     “ข้าเสียใจที่รักษาสมบัติแม่เจ้าไว้ไม่ได้ แม่เจ้าจะลงโทษข้าประการใดก็ตามเถิด ข้ายอมรับผิดทุกประการ เครื่องประดับนี้มีค่ายิ่งกว่าชีวิตของค่า แม้ชีวิตของหมู่ญาติรวมกันยังสูงค่าไม่พอ” ว่าแล้วนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น กลิ้งเกลือกอยู่แทบเท้านางวิสาขา

     เวลานั้นจวนค่ำมากแล้ว พระอาทิตย์โคจรลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกไปนานแล้ว แต่ความมืดยังไม่ปรากฎในทันที ท้องฟ้าระบายด้วยสีม่วงสลับฟ้าในบางที่ และสีเหลืองอ่อนสลับฟ้าในบางแห่ง กลุ่มเมฆลอยเลื่อนตามแรงลม และปลิวกระจายเป็นครั้งคราว มองดูเป็นรูปร่างต่างๆ สลับสล้างสวยงามน่าพึงชม

   ลมเย็นพัดเฉื่อยฉิว หมู่เด็กเลี้ยงโคเดินดุ่มต้อนฝูงโคของตนเข้าสู่คอก อชบาลและโคบาลเหล่านั้นล้วนมีกิริยาร่าเริงฉันเดียวกันกับสกุณาทั้งหลาย ซึ่งกำลังโบยบินกลับสู่รวงรัง
 

วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์

      นางวิสาขายืนสงบนิ่ง     กระแสความรู้สึกของนางไหลเวียนเหมือนสายน้ำในวังวน   นางคิดถึงชีวิตทาส อนิจจา! ชีวิตทาสช่างลำบากและกังวลเสียนี่กระไร รับใช้ใกล้ชิดเกินไปก็หาว่าประจบสอพลอ เหินห่างไปหน่อยเขาก็ว่าทอดทิ้งธุระของนาย ใครเล่าจะสามารถรับใช้นายได้สมบูรณ์ ชีวิตทาสช่างเป็นชีวิตที่ลำเค็ญ เหนื่อยยาก ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนี้ ทาสส่วนมากก็เป็นคนซื่อสัตย์ เสียสละและกตัญญูเสียด้วยซ้ำไป

      “หญิงคนรับใช้ของเรานี้” นางวิสาขาคิดต่อไป “เพียงแต่ลืมเครื่องประดับและนำมาคืนได้ มิได้ทำเสียหายแต่ประการใด ยังยอมเอาชีวิตตนมาถ่ายถอนความผิด เราจำต้องปลอบนางให้หายโศก และบำรุงหัวใจนางด้วยคำหวาน เพราะโบราณกล่าวไว้ว่า แสงจันทร์ก็เย็น กลิ่นไม้จันทร์ก็เย็น แต่ความเย็นทั้งสองประการนี้ รวมกันแล้ว ยังไม่เท่ากับความเย็นแห่งมธุรสวาจา อนึ่ง การแสดงความรักใคร่แม้แต่บุคคลที่มิได้รับใช้ตน เอื้ออารีกว้างขวาง เพิ่มความรักให้ระลึกถึงความดีแต่เก่าก่อน และให้อภัยในความผิดพลาด เหล่านี้เป็นลักษณะของผู้มีใจกรุณา ”

      และแล้วนางวิสาขาจึงกล่าวว่า “สุสิมา! ลุกขึ้นเถิด อย่าคร่ำครวญนักเลย ข้อที่เธอลืมเครื่องประดับไว้นั้น เรามิได้ถือเป็นความผิดประการใด คนเราโดยทั่วไปมีความหลงลืมกันได้ เครื่องประดับนี้มีค่าก็จริง แต่หามีค่าเท่าชีวิตเธอไม่ เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นี้ ถ้าเสียหายไปประการใดยังสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตของเธอหากเสียไปจะสร้างใหม่ได้ที่ไหน ดูก่อนนางผู้ซื่อสัตย์ การที่เธอยอมถ่ายถอนเครื่องประดับนี้ด้วยชีวิตของเธอนั้นซึ้งใจเรายิ่งนัก เธอจงเบาใจเถิด พระธรรมของพระศาสดาได้ชุบย้อมจิตใจเรา ให้มองเห็นทุกชีวิตเป็นสิ่งสูงค่า ไม่อาจนำสิ่งของภายนอกมาเทียบได้ อนึ่ง เธอเป็นที่รักไว้ใจของเรา เธอเป็นผู้ทำงานดี ซื่อตรงทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีความจงรักนายของตนไม่เสื่อมคลายและปรวนแปร ด้วยเหตุนี้เธอจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดเรา ความดีของเธอนั้นมีอยู่มาก ความพลั้งเผลอบกพร่องเท่านี้จะลบล้างความดีของเธอได้ไฉน”

      เมื่อนางวิสาขากล่าวจบลง หญิงรับใช้ยิ่งคร่ำครวญหนักขึ้น เธอกอดเท้าทั้งสองของนายหญิงและซบศรีษะลงด้วยความรักและความกตัญญู เมื่อนางวิสาขาดึงมือนางให้ลุกขึ้น นางยิ้มทั้งน้ำตา มองดูนายของตนด้วยแววตาที่เหมือนเปิดลิ้นชักหัวใจให้เห็นได้หมดสิ้น แทนคำเอื้อนเอ่ยวาจานับหมื่นนับแสน ว่าหนักแน่นในความจงรักภักดีตลอดไป
 

วิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่ ๑๕ ความซื่อสัตย์

       คืนนั้นนางวิสาขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักว่า จะทำอย่างไรกับเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้น  เรื่องที่จะนำมาใช้อีกนางไม่สามารถทำได้ จะเก็บไว้เฉยๆ ดูจะเสียประโยชน์ไป นางจึงตัดสินใจว่า เมื่อเราได้ตั้งใจบริจาคไปแล้ว ควรที่จะบอกขาย แล้วนำปัจจัยมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตามสมควร…ดังนี้จึงได้เรียกช่างทองมาตีราคา