ระหว่างหนทางสร้างพระบารมี (ตอน จบ)

วันที่ 01 ตค. พ.ศ.2547

 

ระหว่างหนทางสร้างพระบารมี (ตอน จบ)


.....๗. สัจจบารมี เป็นบารมีที่เกิดจากการตั้งใจมั่น ตั้งใจจริงที่จะสร้างความดีให้เต็มที่เพื่อเลิกเวียนว่ายตายเกิดให้ได้ เมื่อตั้งใจจริงเป็นสัจจะแล้วไม่คลอนแคลนโลเล เหมือนคนพูดกลับไปกลับมา ไม่อยู่กับร่องกับรอย จะต้องกระทำตามที่พูด ที่คิดไว้ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยอคติทั้งหลาย สัจจะนั้นถ้าให้มีอานิสงส์มากต้องเดิมพันกันด้วยชีวิต คือเมื่อลั่นวาจาออกไปแล้ว หรือตั้งมั่นในใจไว้ว่าจะทำอะไรแล้ว ก็ไม่ยอมให้อะไรมาขวาง ทำให้ต้องเปลี่ยนใจ แม้จะมีผู้ขู่ฆ่าก็ยอมตาย ไม่ยอมให้ผิดไปจากความตั้งใจทำความดีนั้นๆ

สัจจะต้องมั่นคงเหมือนดาวประกายพรึก ที่โคจรอยู่ในเส้นทางของตนตามฤดูกาลไม่เคยเปลี่ยนแปลง ปีแล้วปีเล่าตลอดเวลาอันยาวนาน

๘. อธิษฐานบารมี คือการตั้งความปรารถนา เพื่อให้บรรลุผลในการทำจริง ตั้งเป้าหมายสิ่งใดไว้ ต้องหมั่นตั้งความปรารถนาอยู่เสมอ มิฉะนั้นเมื่อพบอุปสรรคมากๆ จะอ่อนแอย่อท้อเสียหมด ต้องตั้งความปรารถนาอยู่เรื่อยไป เหมือนการพายเรือไปสู่จุดหมายปลายทาง ต้องหมั่นถือหางเสือเรือให้หัวเรือหันไปยังทิศที่ต้องการเสมอ ถ้ามัวเผลอละเลยกระแสน้ำจะพัดให้หางเสือเรือเฉออกไป พลอยให้หัวเรือเปลี่ยนทิศ

การตั้งอธิษฐานจิตให้มั่นคง จึงเปรียบเหมือนภูเขาที่ตั้งมั่น ไม่มีอะไรมาโยกให้หวั่นไหว ปรารถนาจะให้ชีวิตพ้นทุกข์ ต้องปรารถนาอยู่อย่างนี้มั่นคงเป็นนิจ ไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยนใจ แม้ชีวิตจะเปลี่ยนไปนับภพชาติไม่ถ้วน ความปรารถนาให้พ้นทุกข์เลิกเวียนว่ายตายเกิดก็ยังตามไปเตือนให้คิดได้ในทุกภพทุกชาติ

๙. เมตตาบารมี เป็นบารมีทีได้รับจากการรักและปรารถนาดีในสรรพชีวิตทั่วหน้า ไม่ว่ามิตรหรือศัตรู ด้วยคิดว่าทุกชีวิตล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในความทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร สมควรแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งหมด เมื่อเห็นใครมัวเมาประมาทอยู่ ไม่รู้เลยว่าชีวิตเกิดมาควรทำอะไร เพื่อให้ไดประโยชน์สูงสุด ให้นึกเมตตาผู้ประมาทมัวเมาเหล่านั้นให้มาก และบอกความจริงแก่พวกนั้นให้รู้สึกตัวด้วยความปรารถนาดี ปรารถนาดีนั้นเผื่อแผ่ไปยังที่ใด ผู้รับย่อมชุ่มชื่นเบิกบาน เหมือนน้ำเมื่อหลากไหลไปยังที่ใด ก็พาความชุ่มชื่นเยือกเย็นไปยังสถานที่เหล่านั้นเหมือนกันหมด ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

๑๐. อุเบกขาบารมี เป็นบารมีที่ได้จากจิตใจรักความยุติธรรมในสรรพสัตว์ทั่วหน้า ไม่ลำเอียงเข้าข้างโน้นข้างนี้ ไม่ชอบไม่ชังในสิ่งใดๆ ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ เพราะมีปัญญาคิดได้ว่าเป็นกฎแห่งกรรม คือใครทำสิ่งใดต้องได้รับผลของกรรมนั้นเป็นธรรมดา บางทีไม่ใช่กรรมที่เป็นเหตุในชาตินี้เท่านั้น แต่เป็นผลของกรรมในอดีตชาติที่เพิ่งตามมาทัน ถ้าอยู่ในวิสัยเข้าไปเกี่ยวข้องช่วยเหลือได้ไม่เกินกำลัง ก็กระทำไปตามสมควร แต่ถ้าช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ก็ต้องปลงให้เป็นอุเบกขา

การวางเฉยไม่ยุ่งกับเรื่องของใครเลยทั้งที่อยู่ในวิสัยช่วยเหลือได้ไม่เรียกว่า อุเบกขา กลายเป็นคนใจดำ

การวางอุเบกขา ไม่รักไม่ชังไปในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าผู้นั้นจะคิดดีหรือชั่ว เหมือนสายลมพัดผ่านไปในที่ต่างๆ ไม่เลือกว่าเป็นที่หอมหรือเหม็น ลุ่มหรือดอน เมื่อพัดผ่านก็สักแต่ว่าพัดไป ไม่มียินดียินร้ายในสถานที่เหล่านั้น

ระหว่างหนทางสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่ราบเรียบเสมอไป เพราะชาติที่สร้างบารมีได้มากที่สุด คือชาติที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ในชมพูทวีป เพราะเป็นสถานที่เหมาะสมในการสร้างบารมีทุกชนิด จะทำทานก็มีคนยากจน หรือสมณชีพราหมณ์เป็นผู้รับทาน จะถือศีลก็มีความชั่วนานาชนิดให้ละเว้น จะบำเพ็ญเนกขัมมะ ก็มักจะมีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ ให้ได้มีโอกาสออกบวช เหล่านี้เป็นต้น

แต่พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อยังมีบารมีอ่อนอยู่ ได้เกิดเป็นมนุษย์ในชมพูทวีปแล้วก็จริง แต่จำความหลังในอดีตชาติไม่ได้ เมื่อจำไม่ได้ก็หลงลืมเรื่องการเกิดมาเพื่อนสร้างบารมี เกิดแล้วต้องใช้ชีวิตประมาทไปต่างๆ ต้องพลาดพลั้งทำบาปเพิ่มอีกก็มีในบางชาติ เมื่อดำเนินชีวิตผิดพลาดก็ต้องเสียเวลาไปเกิดในอบายภูมิ เหมือนเดินถอยหลัง

ดังนั้น ในกำเนิดต่างๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมของเรา ซึ่งพระองค์ทรงระลึกชาติย้อนหลัง นำมาเล่าให้ฟังไว้มากมายนั้น จึงมีหลายชาติที่พระองค์ต้องพลาดไปเกิดเป็นสัตว์นรกบ้าง ดิรัจฉานบ้าง เป็นสตรีบ้าง ฯลฯ

เมื่อใดบารมีแก่กล้าขึ้น ความประมาทลดลง พอเกิดมาก็ไม่กระทำความชั่ว เร่งทำแต่ความดี จนกระทั่งบารมีแก่มากพอได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงพยากรณ์ให้ว่า จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติข้างหน้าเมื่อใด

พระโพธิสัตว์ที่ได้รับพระพุทธพยากรณ์แล้วอย่างนี้เรียกว่า นิยตโพธิสัตว์ ซึ่งจะเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษประการหนึ่งคือ นับจากชาติที่ได้รับพระพุทธพยากรณ์แล้วจากนั้นจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม จะสร้างบารมีรุดหน้าแต่อย่างเดียว ชีวิตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา สมัยเกิดแล้วเกิดอีกสร้างบารมีอยู่นั้น พระองค์ทรงระลึกชาตินำมาเล่าไว้มากมาย พอจะยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อเป็นแบบอย่างแนวทางให้เราสร้างบารมีตามได้ เป็นบางพระชาติดังจะแสดงต่อไป

 

ต้องเป็นให้ได้ (ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า)
โดย อุบาสิกาถวิล (บุญทรง) วัติรางกูล