มโหสถ(แก้ปัญหาเทพ)

วันที่ 28 มีค. พ.ศ.2550

   

.....งานสำคัญอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด คือ งานสร้างบารมี ขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นจากใจ ส่วนการประกอบธุรกิจการงาน การทำมาหากินเป็นเรื่องรอง เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะเราต่างดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ต้องอาศัยปัจจัยสี่มาคอยหล่อเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว ให้ดำรงชีวิตโดยไม่ลำบาก จะได้เอื้ออำนวยต่อการสร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย งานขจัดกิเลสอาสวะซึ่งเป็นงานทางใจ และเป็นงานหลักของชีวิต เราจะทอดธุระไม่ได้ ต้องเอาใจใส่ด้วยการหมั่นฝึกฝนอบรมใจให้หยุดให้นิ่งให้สะอาดบริสุทธิ์ ถ้าทำกันอย่างสม่ำเสมอ ทำอย่างถูกวิธี จะได้เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายใน คือ พระรัตนตรัย อันเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของเรา ทำให้การเดินทาง ไกลในสังสารวัฏนั้นปลอดภัย

 

มีวาระพระบาลีใน มหาสุตโสมชาดกว่า

“นาภาสมานํ ชานนฺติ มิสฺสํ พาเลหิ ปณฺฑิตํ

ภาสมานญฺจ ชานนฺติ เทเสนฺตํ อมตํ ปทํ

 

.....นักปราชญ์อยู่ปะปนกับพวกคนพาล เมื่อยังไม่พูดจาก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นบัณฑิต จะรู้ว่าเป็นบัณฑิตก็ต่อเมื่อพูดแสดงทางอมตะ”

 

.....มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า อันความรู้วิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่ไว้ในฝัก หมายถึงว่า ผู้รู้ท่านรู้จักเก็บภูมิรู้ ไม่แสดงพรํ่าเพรื่อ เหมือนมีดที่ลับคมดีแล้วเก็บไว้ในฝัก การมีวิชาความรู้มากเป็นสิ่งที่ดี และจะดียิ่งขึ้นเมื่อรู้จักนำความรู้ไปใช้ให้ถูกกาลเทศะ ถูกสถานที่ จึงจะสมกับความเป็นผู้มีทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นผู้รู้จริง ซึ่งท่านจะไม่อวดฉลาด แต่จะหาโอกาสที่เหมาะสม ในการพูดจาแต่ละครั้งก็เพื่อยังประโยชน์ใหญ่ให้เกิดขึ้น พูดยกใจคนฟังให้สูงขึ้น ทำให้ผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจในการทำความดี ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานอันเป็นทางอมตะ ที่บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายปรารถนา

 

.....ครั้งที่แล้ว เราได้รับฟังคุณธรรมของบัณฑิตในคราวตกทุกข์ได้ยากว่า ท่านสอนตัวเองอย่างไร บัณฑิตที่แท้นั้นแม้ตกทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม ท่านไม่ยอมแสวงหาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น ในยามเสื่อมจากลาภยศสรรเสริญก็สงบใจได้ ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นผู้พร้อมเสมอต่อทุก ๆ สถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย เมื่อเกิดวิกฤติในชีวิต ก็แสวงหาโอกาสในวิกฤตินั้น และไม่ยอมพลาดในการใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ บัณฑิตนักปราชญ์ที่แท้ท่านฝึกตัวกันอย่างนี้

 

.....*ครั้งนี้ถึงตอนที่มโหสถบัณฑิตมารับราชการตามเดิมแล้ว และจะต้องตอบคำถามที่พระราชาทรงสดับมาจากเทวดา พระราชาได้ตรัสถามมโหสถบัณฑิตว่า เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่เศวตฉัตร ได้ถามปัญหา ๔ ข้อ กับเรา เราไม่รู้คำตอบของปัญหา ๔ ข้อนั้น อาจารย์ทั้ง ๔ คน ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ท่านจงช่วยกล่าวแก้ปัญหาทั้ง ๔ ข้อ นั้นด้วย คำถามมีอยู่ว่า “บุคคลตบตีร่างกาย ผู้อื่นด้วยมือทั้งสอง หรือด้วยเท้าทั้งสอง และเอามือตีปากผู้อื่น บุคคลนั้นกลับเป็นที่รักของผู้ถูกตี อยากรู้ว่า บุคคลทั้งสองนั้นหมายถึงใคร”

(*มก. มโหสถบัณฑิต เล่ม ๖๓ หน้า ๔๐๔)

 

.....มโหสถได้สดับปัญหา รู้กระจ่างถึงคำตอบเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญที่ไร้เมฆหมอก ท่านได้กราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อใดเด็กน้อยนอนบนตักมารดา ก็ร่าเริงยินดีตบตีมารดาด้วยมือ และเท้าเพราะความไร้เดียงสา ดึงผมมารดาบ้าง เอามือตีปากมารดาบ้าง ครั้นมารดาถูกบุตรสุดที่รักทุบตีเล่นหัวอย่างนั้นแล้ว ก็แสร้งดุว่ากล่าวด้วยความรักความเอ็นดู เมื่อไม่อาจกลั้นความรักไว้ ก็สวมกอดทารกน้อยให้นอนแนบอก เอามือลูบศีรษะด้วยความทะนุถนอม ลูกน้อยนั้นช่างเป็นที่รักของมารดายิ่งนัก แม้ความรักของบิดาที่มีต่อทารกน้อยก็เฉกเช่นเดียวกัน บุคคลทั้งสองนี่แหละ คือ บุคคลในเทพปริศนาที่พระองค์ได้สดับมา”

 

.....พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับแล้ว เข้าพระทัยแจ่มแจ้งเหมือนหงายของที่ควํ่า เปิดของที่ปิด ประหนึ่งว่าเทวดาผู้วิเศษชูสุริยมณฑลขึ้นในท่ามกลางท้องนภากาศ ฝ่ายเทวดาเจ้าของปัญหาได้สดับอรรถาธิบายของมโหสถก็สุดแสนจะปลื้มปีติ จึงแสดงกายครึ่งหนึ่งออกมาจากกำพูฉัตร กล่าวสาธุการด้วยเสียงอันไพเราะว่า “ถูกต้องบัณฑิต ท่านกล่าวแก้ปัญหาได้ถูกต้องดีแล้ว” จากนั้นก็บูชามโหสถด้วยดอกไม้ทิพย์ และของหอมอันเป็นทิพย์ ซึ่งบรรจุเต็มในผอบแก้ว แล้วจึงอันตรธานหายไป

 

.....พระเจ้าวิเทหราชทรงบูชาธรรมมโหสถด้วยบุปผชาติเช่นเดียวกัน และตรัสบอกให้มโหสถช่วยแก้เทพปัญหาข้อต่อไปว่า “บุคคลด่าผู้อื่นด้วยความรัก แต่ไม่อยากให้ผู้ถูกด่านั้นได้รับอันตราย ผู้ถูกด่านั้นยังเป็นที่รักของผู้ด่า อยากรู้ว่า ใครหนอเป็นที่รักของผู้ด่านั้น”

 

.....มโหสถทูลแก้ว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า คำถามนี้เทวดาหมายเอาผู้ให้กำเนิดกับบุตร มารดาบอกลูกชายอายุ ๗-๘ ขวบ ผู้พอจะทำตามสั่งได้ว่า ลูกเอ๋ยเจ้าจงไปตลาด ซื้อของให้แม่หน่อยเถอะ ลูกชายบอกแม่ว่า ถ้าแม่ให้ขนมลูกถึงจะไป แม่ก็ให้ขนมลูกกิน แต่ครั้นลูกออกจากบ้าน มัวไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่ได้ไปตลาด ครั้นแม่มาพบเข้าก็โมโหจึงฉวยไม้เรียวไล่ตี ส่วนลูกชายเห็นแม่ถือไม้เรียวมาหาตนก็รีบวิ่งหนี คุณแม่วิ่งไล่ไม่ทันก็ด่าว่าบริภาษลูกชายที่ไม่ยอมเชื่อฟังราวกับจะให้ไปตาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ปากจะบ่นด่าว่าร้ายบริภาษลูกชายอย่างไร แต่จิตใจก็ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยความรัก ความปรารถนาดี ไม่อยากให้ลูกไปตายจริง ๆ อย่างที่ว่า”

 

.....พระราชาฟังคำตอบแล้ว รู้สึกปลื้มปีติโสมนัส และก็ตรัสถามเทพปัญหาข้อที่ ๓ ว่า “คน ๒ คนกล่าวตู่กันด้วยคำไม่จริง ทักท้วงกันด้วยคำเหลาะแหละ แต่บุคคลทั้งสองนั้นก็ยังเป็นที่รักของกันและกัน เทวดาได้กล่าวปริศนาธรรมนี้โดยหมายเอาใคร” มโหสถทูลแก้ว่า “เทพปัญหาข้อนี้หมายเอาคู่สามีภรรยา เมื่อใดสามีภรรยาอยู่ด้วยกันในที่ลับหูลับตา ก็ล้อเล่นกันด้วยความเสน่หาตามความยินดีของชาวโลก และกล่าวตู่กันด้วยคำที่ ไม่เป็นจริง ท้วงติงกันเล่นด้วยคำเหลาะแหละ แต่ในความเป็นจริง ภรรยาสามีทั้งคู่กลับมีความรักต่อกันไม่อยากพลัดพรากจากกัน”

 

.....พระราชาได้ตรัสถามเทพปัญหาข้อสุดท้ายว่า “บุคคลนำข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะไป ไม่เคยคืนแก่ผู้เคยให้ แต่บุคคล เหล่านั้นก็ยังเป็นที่รักของผู้เป็นเจ้าของ อยากทราบว่าเทพปริศนา นี้หมายถึงใคร” มโหสถได้อธิบายว่า “ปัญหานี้เทวดาหมายเอา สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม เป็นธรรมเนียมของโลกว่า ผู้ใดมีศรัทธา เชื่อโลกนี้และโลกหน้า จึงบริจาคทาน และใคร่จะให้อีก ไม่รู้จักอิ่มหรือเบื่อในการให้ เมื่อเห็นสมณพราหมณ์มาบิณฑบาต ก็ยินดีถวายทานวัตถุด้วยความเคารพเลื่อมใส ไม่รู้สึกเสียดาย และไม่คิดอยากนำของที่บริจาคแล้ว กลับคืนมาอีก สมณพราหมณ์เหล่านี้จึงชื่อว่าเป็นที่เคารพรักของผู้ให้”

 

.....เมื่อมโหสถกล่าวแก้ปัญหาทั้งสี่แล้ว เทวดาเจ้าของปัญหาก็เปล่งเสียงสาธุการ และซัดผอบที่เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ แทบเท้ามโหสถ เป็นการบูชาธรรมในปัญญาอันลึกซึ้งของท่าน ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราชทรงโปรดปรานมโหสถเป็นอย่างมาก ได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีให้มโหสถ ตั้งแต่นั้นมามโหสถก็เป็นผู้มียศตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก และช่วยบริหารบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

.....เราจะเห็นว่า ปัญญาสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ สามารถเปลี่ยนแปลงสถานภาพของตัวเองให้สูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ พวกเราทุกคนควรดำเนินตามแบบอย่างของบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ท่านใช้สติใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้น เราต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ไว้ให้มาก ๆ ต้องเป็นคนช่างสังเกต หมั่นสอบถามจากท่านผู้รู้ทั้งหลาย จะได้มีดวงปัญญาสว่างไสว และควรสั่งสมแต่สิ่งที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์จากกิเลสอาสวะทั้ง หลายกันทุกคน

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร