90 ปี สมเด็จพระญาณวโรดม

วันที่ 08 มีค. พ.ศ.2549

 

 

   พระเดชพระคุณสมเด็จพระญาณวโรดม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง นับเป็นสมเด็จพระราชาคณะ รูปที่ ๙ เป็นอีกรูปหนึ่งแห่งสังฆมณฑล ที่ทรงคุณธรรมอันเลิศและดำรงประโยชน์ยิ่ง จนเป็นทีประจักษ์แจ้งให้ทราบกันในปัจจุบัน

 

ประวัติสังเขปของสมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร ป.ธ.๙)
เจ้าอาวาสวัดเทพสิรินทราวาส
อุปนายกสภามหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

ชาติภูมิ 
นามเดิม ประยูร นามสกุล พยุงธรรม พ่อชื่อ ธูป พยุงธรรม เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๕๙ ตรงกับวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ (ถ้าเป็นในปัจจุบัน จะเป็นปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๖๐) ที่บ้านท่าเรือ ตำบลประจันตะคาม อำเภอประจันตะคาม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นลูกคนสุดท้องมีพี่ ๗ คน ตายตั้งแต่ยังเล็ก ๓ คน เหลือ ๔ คน

 

บรรพชา – อุปสมบท 
ได้มาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ จนถึงปัจจุบัน ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๖ โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เป็นอุปัชฌาย์ ที่พัทธสีมาวัดเทพศิรินทราวาส ได้อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เป็นอุปัชฌาย์ พระอุดมศีลคุณ (อินทร อคฺคิทตฺตเถร) เป็นกรรมวาจาจารย์ พระครูวินัยธรเพ็ชร (ปภงฺกรเถร) เป็นอนุวาสนาจารย์ มีหม่อมเจ้าหญิงกรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นอุปัฎฐากเจ้าภาพบวชที่พัทธสีมาวัดเทพศิรินทราวาส ได้ฉายาว่า “สนฺตงฺกุโร” ซึ่งแปลว่า หน่อ หรือเชื้อสาย หรือทายาทของผู้สงบ (ฉายานี้ได้มาตั้งแต่เป็นสามเณรพรรษาแรก) และได้จำพรรษาที่วัดนี้ตลอดมาจนบัดนี้

 

วิทยฐานะ

ด้านสามัญศึกษา สอบ ป.๕ ได้เป็นคนแรกที่โรงเรียนประชาบาล ประจำอำเภอประจันตะคามโดยสอบคนเดียว ได้คนเดียว เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๒ ครั้งนั้น ชั้น ป.๕ เป็นชั้นสูงสุดของการศึกษาในอำเภอนั้น เริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุราว ๖ ขวบ พ่อเป็นครูสอนให้เข้าโรงเรียนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ในชั้น ป.๑

 

ด้านปริยัติศึกษา
แผนกนักธรรม ได้นักธรรมชั้นเอก แผนกบาลี ได้ ป.ธ.๙

สมณศักดิ์
พ.ศ.๒๔๙๕เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระศรีวิสุทธิญาณ
พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชสุมนต์มุนี
พ.ศ.๒๕๐๕เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพกวี
พ.ศ.๒๕๑๕เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมธัชมุนี
พ.ศ.๒๕๒๘เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองหิรัญบัฏที่พระญาณวโรดม
พ.ศ.๒๕๔๖เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระญาณวโรดม

 

ด้านปกครองเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์

เป็นพระอุปัชฌาย์

เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

ตำแหน่งหน้าที่การงาน และ ผลงาน มีมากมาย เป็นผู้ริเริ่มโครงการต่างๆ ในคณะสงฆ์กว่า ๑๐๐ โครงการ รวมทั้งงานเผยแผ่พระศาสนา เดินทางไปต่างประเทศจนครบ ๖ ทวีป กว่า ๔๕ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น

ทางด้านวรรณกรรม ได้เรียบเรียงและจัดพิมพ์หนังสือเรียน หนังสือธรรมะ หนังสือท่องเที่ยวอิงธรรมะ(แบบใหม่ ทำให้อ่านเข้าใจง่าย สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ) หนังสืออ่านสำหรับวัยรุ่น รวมทั้งผู้เฒ่า กว่า ๓๐ เล่ม บางเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศก็มี นับว่าพระเดชพระคุณสมเด็จฯ เป็นผู้คงแก่เรียน และเป็นนักเขียนฝีมือดีอีกท่านหนึ่ง

 

 

จากการที่รับธุระเป็นทั้งเลขาธิการและอุปนายกสภาการศึกษาของมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงปัจจุบัน มีหน้าที่ในการบันทึกเรื่องราวการเรียนการสอนของพระภิกษุสามเณร การบริหารศาสนกิจต่างๆ รวมทั้งต้องติดตามสมเด็จพระสังฆราช ในการเสด็จไปประกอบศาสนกิจในต่างประเทศ ต้องไปบ่อยครั้งและไปทั่วโลกมาแล้ว ไปบ่อยที่สุดคือเมืองจีน ไปเชื่อมสัมพันธไมตรี ไปไหว้พระ ต้องบันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ แล้วมาเขียนเป็นหนังสือ เพื่อเผยแผ่พระศาสนา

 

สิ่งที่ทำอยู่ต่อเนื่องคือ เรื่องการศึกษาของพระเณร โดยมีปกติเขียนหนังสือเป็นประจำทุกวัน ถึงตี ๒ ตื่น ๖ โมงเช้า ทำมานาน จนเคยชิน ตั้งแต่สมัยยังเป็นสารเณร ที่ต้องขยันมากๆ มาถึงตอนนี้จึงทำให้ท่านไม่รู้สึกลำบากแต่อย่างไร แม้กลางวันก็ไม่ค่อยได้พักผ่อน เพราะมีงานต้องทำ

 

จากที่ต้องรับธุระเกี่ยวกับเรื่องการเรียนการสอนหนังสือแล้ว รวมทั้งบริหารการศึกษาของพระเณร การปกครองพัฒนาวัดให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีความเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ให้ญาติโยมมาวัดเห็นแล้วจะได้รับความสบายตา สบายใจ สบายกายกัน

 

ส่วนคนที่มาปรึกษาปัญหาชีวิตประจำวัน พระเดชพระคุณสมเด็จก็มักจะสอดแทรกธรรมะ โดยเฉพาะเรื่องการนินทาว่าร้ายคนอื่นว่า การนินทานั้นเป็นของเน่าเสีย ของไม่ดี เขาไม่เอาแล้ว เอามาโยนใส่เรา แล้วเราจะไปรับเอามาทำไม ของเสียของเน่าทั้งนั้น รับมาแล้วก็ต้องเป็นภาระ เป็นทุกข์เป็นร้อน ต้องคิดอย่างนั้นคิดอย่างนี้ ไปต่อว่ากัน ไปทะเลาะกัน จนแตกความสามัคคี รกสมองเปล่าๆ อย่าไปรับเอามา อย่าไปฟังเขานินทาว่าใคร เราก็จะได้สบายใจไปด้วย ก็อย่างที่เห็นในรูปปั้นนั่นแหละ ทำเป็นหูหนวกเสียบ้าง จะได้ไม่มีเรื่องรกสมอง สุขภาพจิตก็ดีด้วย เพราะไม่ต้องไปเครียดมัน แม้ด้านนอกกุฏิ จะพบปริศนาธรรมรูปปั้นเป็นรูปคนปิดหู-ตา-ปากต้องการแฝงความหมายให้ว่า ปิดตาทั้งคู่ ปิดหูสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นอนนั่งสบาย คือคนเราทำเป็นคนตาบอดเสียบ้าง จะได้ไม่เห็นอะไรที่ไม่ดีงาม หูหนวกเสียบ้างจะได้ไม่ยินเสียงอะไร เสียงคนนินทาว่าร้ายใคร ปิดปากเป็นใบ้เสียบ้าง จะได้ไม่พูดจากับใครให้มันมากเรื่อง พูดอะไรให้คนเขาทะเลาะกัน ก็อย่าไปพูด ปัญหาอะไรๆ ก็จะได้ไม่มี...ทำได้อย่างนี้ก็สบาย ไม่มีเรื่อง จะนั่งจะนอนก็สบาย

 

นอกจากนี้พระเดชพระคุณสมเด็จฯ มักจะเน้นย้ำขอให้ทุกคนรู้จักภาระหน้าที่การงานของตนเองให้ดี ให้มีความผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องละเลิกอบายมุขทุกอย่าง รวมทั้งยาเสพติด การพนัน ขยันทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทำผิดกฎหมาย เป็นคนดีของแผ่นดิน รู้จักอดออม ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟื่อยสุรุ่ยสุร่าย อะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปซื้ออย่าไปสิ้นเปลืองของที่ไม่มีประโยชน์ อีกอย่างที่สำคัญมากคือ ต้องคำนึงถึง “ชาติ” ความเป็นเอกราชของไทยต้องภาคภูมิใจเอาไว้ ต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไว้เหนือสิ่งอื่นใด ต้องมีความสำนึกในความเป็นไทย และต้องมี ชาตินิยม ไว้บ้าง ไม่ใช่แต่จะเอาขนบธรรมเนียมของต่างชาติมาใช้ เราต้องรักษาประเพณีอันดีงามของชาติไทยเอาไว้ด้วย ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยเราหลายอย่าง ดีกว่าของต่างชาติด้วยซ้ำไป วัฒนธรรมที่ไม่ดีงามของต่างชาติอย่าเอามาใช้ ความฟุ้งเฟื้อฟุ่มเฟือยหลายอย่างควรลดเลิกเสียที

 

จากที่โดยอุปนิสัยส่วนตัว พระเดชพระคุณสมเด็จฯ จะเป็นคนเรียบง่าย สมถะ มักน้อย รักสันโดษ ไม่โอ้อวดคุณวิเศษใดๆ ทั้งๆ ที่เป็นพระนักบริหาร นักพัฒนา เป็นนักเขียน นักแต่งตำรา ที่มีผลงานมากมาย รวมทั้งยังมีตำแหน่ง หน้าที่การงานในมหาเถรสมาคม เป็นเลขาธิการ และอุปนายกสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะสังเกตเห็นว่า สมเด็จพระราชาคณะและพระเถระที่วัดเทพศิรินทร์นี้ ส่วนใหญ่มีปฏิปทาอันน่าเคารพศรัทธาเลื่อมใส คล้ายๆ กัน นับตั้งแต่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) มาจนถึงสมเด็จพระวันรัต (นิรันตร์) และพระเถระรูปอื่นๆ รวมทั้งพระเดชพระคุณสมเด็จฯ เอง ที่แสดงว่าเป็นอุปนิสัยที่ติดตัวกันมาของแต่ละท่าน จะว่ามีการถ่ายทอดกันก็คงได้ เพราะได้เห็นพระผู้ใหญ่ทำตัวอย่างไร ก็ทำตาม อย่างพระเดชพระคุณสมเด็จฯ (เจริญ) ท่านเป็นคนง่ายๆ จำวัดกับพื้น ไม่มีเตียงนอนแต่อย่างใด ก็เป็นตัวอย่างให้พระในวัดนี้ทำตามกันทุกรูป แล้วก็เป็นความพอใจด้วยที่ได้ประพฤติตาม

 

เนื่องในวาระวันคล้ายวันเกิด ในวันที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙ นี้ ที่พระเดชพระคุณสมเด็จฯ มีอายุครบ ๙๐ ปี คณะสงฆ์วัดเทพศิรินทร์ และคณะศิษยานุศิษย์ ได้ร่วมกัน จัดงานทำบุญบำเพ็ญกุศล ที่วัดเทพศิรินทร์ เป็นโอกาสให้ได้แสดงมุทิตาสักการะ ในการเจริญด้วยอายุของพระเดชพระคุณสมเด็จฯ ท่าน เพื่อน้อมสักการะคุณธรรมความดี ความรู้ความสามารถที่ท่านทุ่มเทแก่การพระศาสนานานัปการ อันจะหาได้ยากยิ่ง

 

ทั้งนั้นนับเป็นโอกาสน้อมบุญบารมีถวายพระเดชพระคุณสมเด็จฯ พร้อมใจร่วมสาธุการ ให้ท่านดำรงอยู่ยืนยาวนาน ให้เป็นทั้งที่พึ่งแห่งศิษยานุศิษย์ดุจดั่งร่มธรรมยังความร่มเย็นแก่มนุษย์และเทวาสืบไป

 

โชติกา