ในความว่าง..มีอะไรอีกมาก

วันที่ 06 พค. พ.ศ.2547

 


.....อย่าเสียใจไปเลยนะครับ ถ้าสักวันหนึ่งคุณจะต้องพบกับความว่างเปล่า เพราะในความว่างเปล่านั้นใช่ว่าจะไม่มีอะไร ขอเพียงแต่ว่าในความว่างของคุณนั้นจะต้องเป็นความว่างที่ปราศจากความคิด ปราศจากความกังวลจริงๆ เป็นความว่างที่ต้องการความหยุดนิ่ง หลุดพ้นจากความสับสนวุ่นวายในการดำเนินชีวิต

.....เอาเข้าจริงๆ แล้วนอกจากการแสวงหาความสงบจากการปฏิบัติธรรมอย่างผู้ถือเคร่งในพุทธศาสนานั้นแล้ว ในความว่างนั้นใช่ว่าจะไม่เป็นที่พึงปรารถนาของมนุษย์ ผมเชื่อว่าทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่าเราเคยแสวงหาความว่างในอีกหลากหลายกิจกรรมอย่างเช่น เวลาที่เราจะโทรศัพท์ เราก็ต้องการสายโทรศัพท์ว่าง เราจะหาเช่าบ้านในย่านที่เราต้องการคำว่า “ว่าง” ก็เป็นที่ต้องการสำหรับเราด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่เราต้องการจะสนทนา หรือติดต่อกิจธุระกับใครสักคน ถ้าเขาตอบว่าไม่ว่างเราคงผิดหวัง และเป็นคำที่มีความหมายที่ต้องรอคอยด้วยความกระวนกระวาย

.....ผมเป็นคนหนึ่งที่แสวงหาความว่างเปล่า เพราะในชีวิตคนเราถ้าหากปล่อยวางอะไรลงไปเสียบ้าง ชีวิตของเราคงไม่ต้องพบกับความสับสนวุ่นวายเวลาที่เราถือข้าวของพะรุงพะรัง หรือแบกหามวัตถุที่มีน้ำหนักมากๆ เราจะทำใจให้โล่ง โปร่ง สบายไม่ได้หรอกครับ มันจะเจือปนไปด้วยความกังวล และโหยหาจุดมุ่งหมาย จุดแห่งความสำเร็จ

.....แต่ก่อนอื่นผมคงต้องขอเตือนความปรารถนาที่คุณกำลังกำหนดเป็นกฎเกณฑ์หน่อยแล้วกันครับ อย่าสร้างความหวังให้เกิดขึ้นกับตัวเรา และตัวเพื่อนเป็นอันขาดเพราะ ความหวังมีอานุภาพแรงกว่าความหมายครับ หากเราสังเกตความหวังที่เรามีอยู่เราจะเห็นความอยากเป็นเจ้าของอยู่ในนั้น และเมื่อเราตั้งความหวังว่าเพื่อนต้องได้ต้องเป็นอย่างที่เราหวัง ผมบอกได้เลยว่าความสุขความสนิทใจ ความห่วงหาอาทร มันกำลังถอยห่างออกจากคุณไปในทุกขณะด้วยเช่นกัน

......แต่ถ้าเราปล่อยวางเสียบ้างความอัศจรรย์ของความว่างเปล่าของใจที่ปลอดกังวลนั้นจะทำให้เราคิด พูด ทำ ได้เป็นระบบและนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ที่สำคัญใจของเราก็จะมีความสุขในความโล่ง โปร่ง เบาสบายนั้นด้วย ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าความว่างเปล่า ณ จุดเริ่มต้นกลับมีเรื่องราวที่น่าค้นหามากมาย
ผมมักได้คำตอบในหลายๆ เรื่อง ก็จากความว่างเปล่าของใจ ที่หลายครั้งถ้าจะให้บรรยายขยายความผมเกรงว่าคำถามคำตอบที่ ผมได้อาจไม่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน ทางที่ดีควรเริ่มต้นจากตัวคุณเองครับ อย่างที่เขาพูดกันว่า สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็นไงครับ ผมว่าสุภาษิตนี้ใช้ได้ดีทีเดียวครับสำหรับเรื่องความว่างเปล่า
.....จะไปฟังใครๆ พูดว่าในความว่างของแต่ละคนนั้น มีอะไรบ้าง คงไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณเลยก็ได้ แต่ถ้าหากเริ่มค้นหาคำตอบด้วยตัวคุณเองแล้วบางทีสิ่งที่คุณเห็นมันอาจเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆ คนก็ได้อย่างน้อยก็เพื่อเพิ่มจำนวนคนที่เข้าใจว่าความว่างเปล่านั้นว่าเป็นสิ่งที่ วิเศษสุด เอาเถอะครับการฝึกเป็นคนที่มีจิตว่างจิตสงบย่อมเป็นที่พึงปรารถนา ของท่านคนรอบข้างมากกว่า การเป็นคนที่จิตไม่ว่าง ไม่สงบแน่ๆ จริงไหมครับ!!!

 

 

นายตั้ม