จัดระเบียบ ‘เหล้า-บุหรี่’ สนองกระแสพระราชดำรัส

วันที่ 11 ธค. พ.ศ.2548

          สอดรับกับกฎหมายห้ามขายเหล้าและบุหรี่ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ตามมาด้วยกฎหมายกำหนดเวลาขายเหล้า ระหว่างเวลา 11.00-14.00 น.รอบหนึ่ง และเวลา 17.00-24.00 น.อีกรอบหนึ่งไม่เท่านั้น ยังห้ามขายเหล้ารอบๆ สถานศึกษาและวัดในรัศมี 500 เมตรด้วย สถานบริการซึ่งก็คือร้านขายเหล้าที่ผ่านการดัดแปลงรูปแบบแล้ว ยังโดนตามจัดระเบียบซ้ำ ว่าด้วยระดับเสียงดังภายในซึ่งคราวนี้จะไม่ให้เปิดเพลงดังเกิน 91 เดซิเบล หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งโดนจัดระเบียบเรื่องร่นเวลาปิดให้เร็วขึ้นมาแล้ว

          สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิบัติการเพื่อสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นห่วงเยาวชนไทยกำลังมีปัญหาหูตึงกันมาก แล้วก็ไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน เนื่องจากสมาธิจิตใจจดจ่ออยู่ที่การเที่ยวดิสโก้เธคมากกว่า สิ่งที่คนไทยคุ้นเคยอย่างหนึ่ง เห็นจะเป็นการขยับตัวปฏิบัติตามนโยบายกันอย่างฉับไว อันเป็นสไตล์อันโดดเด่นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลไทยรักไทย แบบที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา

      นอกจากสิ่งที่ออกมาเป็นกฎหมายหรือมาตรการชัดเจนแล้ว ยังมีไอเดียอีกมากมายที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชน และอาจแปรเป็นภาคปฏิบัติได้ในอนาคต เช่น

       ห้ามสถานพยาบาลในสังกัดสธ.ทุกแห่งจำหน่ายบุหรี่โดยเด็ดขาด และจัดเขตปลอดบุหรี่และจำหน่ายเหล้า-บุหรี่ ให้ส่วนราชการทุกแห่งเป็นเขตปลอดบุหรี่ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามแบ่งบุหรี่ขายเป็นมวน ซึ่งเยาวชนมักมีเงินไม่พอซื้อบุหรี่เต็มซอง มักใช้วิธีให้ร้านค้าแบ่งขายควบคุมน้ำผลไม้ผสมแอลกอฮอล์ และไวน์หลากสีรสซ่า เนื่องจากมีผลวิจัยพบว่า เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นต้นเหตุให้เยาวชนหญิงเสียตัวได้มากที่สุด เนื่องจากมีรสหวานและดีกรีต่ำ กว่าจะรู้สึกตัวก็เมาจนครองสติไม่อยู่ไปแล้ว ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นวันครอบครัวแข็งแรงตามมติคณะรัฐมนตรี

       ไม่เพียงรัฐบาลเท่านั้นที่กระฉับกระเฉงในเรื่องนี้ ในส่วนของกทม.ที่มีผู้ว่าฯ ใหม่อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็สนองพระราชดำรัสในหลวงด้วยเช่นกัน ด้วยการแบ่งกลุ่มผู้บริหารกทม. เดินสายสำรวจสถานบันเทิง 5 เส้นทางด้วยกัน ประกอบด้วย ดินแดง ห้วยขวาง บึงกุ่ม ธนบุรี และวัฒนา โดยใช้ 5 มาตรการตรวจสอบ คือ ระดับเสียงดังเกิน 90 เดซิเบล ระดับแสง ระบบระบายอากาศ ทางหนีไฟ และความปลอดภัยจากการก่อการร้าย โดยจะมีสติ๊กเกอร์รับรองมาตรฐาน 5 ด้านให้สำหรับสถานบริการที่ผ่านการตรวจสอบ

       สำหรับสถานบันเทิงใกล้สถานศึกษา ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ก็ได้สั่งการให้ทุกเขตสำรวจแล้วทั้งหมด จากนั้นจะวางมาตรการไม่ให้มีการขายเหล้าและบุหรี่รอบสถานศึกษาในระยะ 500 เมตรคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ปลัดกทม. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากการสำรวจร้านจำหน่ายอาหารในพื้นที่ กทม.ที่มีเพลงเปิดให้ผู้มาใช้บริการฟังด้วยนั้นมีถึง 3,000 กว่าแห่ง แต่หากแยกเป็นสถานบริการที่ขออนุญาตมีดนตรี เต้นรำ รำวง คาราโอเกะ และดิสโก้เธค ตรวจสอบแล้วมีเพียง 111 แห่งเท่านั้น โดยเขตคลองเตยมีปริมาณมากที่สุดคือ 36 แห่ง แต่การขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุด เห็นจะเป็นการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเป็นประธาน เรียกประชุมผวจ. ผบช. สสจ. ตลอดจนผอ.พื้นที่เขตการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้กวดขันการปฏิบัติตามกฎหมายเหล้า-บุหรี่

        นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมดังกล่าวว่า สังคมปัจจุบันมีสิ่งมอมเมาเด็กให้หลงผิดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกมมอมเมา การชักจูงให้เด็กใช้เงินเกินตัว จนนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย และสุดท้ายก็ไปอยู่ในจุดของการค้าประเวณี สถานบันเทิงต่างๆ ที่มอมเมาเยาวชน นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วนคือมลภาวะทางหู ที่ตามแหล่งสถานบันเทิงต่างๆ แข่งกันเปิดเพลงเสียงดัง เพราะรู้ว่าเด็กชอบ จะต้องกวดขันให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดนอกจากนี้ในเมืองใหญ่ๆ ที่มีปัญหาการดัดแปลงรถยนต์โดยใช้ท่อไอเสียขนาดใหญ่ เสียงดังๆ เพื่อมาวิ่งแข่งรถกันนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่จัดการ เพราะในการแข่งรถบางครั้ง นอกจากจะมีการพนันยึดรถกันเองแล้ว ผู้หญิงที่ซ้อนท้ายจะถูกแลกเปลี่ยนจนเกิดปัญหาสวิงกิ้ง มันทุเรศมาก และน่าเกลียด ตรงนี้จะต้องจัดการ

       นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับมาตรการรณรงค์ในการเลิกสูบบุหรี่นั้น คิดว่าการตั้งแคมป์เพื่อเลิกสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นเกาะสวยๆ หรือสถานที่ที่เหมาะสมในช่วงปิดเทอม น่าจะเป็นการดี โดยต้องนำแพทย์เข้าไปช่วยอบรม และช่วยเหลือด้วย บริเวณสถานศึกษาต่างๆ ก็ห้ามไม่ให้มีการตั้งผับ หรือร้านอาหารที่มีการขายเหล้าอยู่ใกล้ๆ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีทั้งขาเม้าธ์ และเขาเมา ไปรวมตัวกันอยู่ กลายเป็นแหล่งมอมเมา การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะจะต้องจริงจัง รัฐบาลจะเริ่มใช้นโยบายเด็ดขาดในเรื่องของภาษีและผู้ผลิต เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่พัฒนา พ.ต.ท.ทักษิณยังพูดแบบตำรวจเก่าด้วยว่า เชื่อมั่นในความเซียนของตำรวจว่าจะสามารถควบคุมได้ แต่ขอไม่ให้ใช้วิธีการล่อซื้อกับบรรดาร้านค้าเหล้า ลุยกันเต็มสูบอย่างนี้ จะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมาก็ให้รู้ไป!

 

        ที่มา
        หนังสือพิมพ์ข่าวสด ปีที่ 14 ฉบับที่ 5136 วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2547 หน้า 33
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

       นายจักรพงศ์ พูลทวี สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่าตามพระราชกระแสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 ที่ผ่านมา พระองค์ท่านทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยที่เข้าไปเที่ยวหรือทำงานในสถานบันเทิงที่มีเสียงดัง และทรงห่วงใยประชาชนชาวไทยที่ดื่มสุราและสูบบุหรี่ ซึ่งต่อมารัฐบาลได้น้อมนำกระแสรับสั่งมากำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน

       สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับคุ้มครองผู้ใช้แรงงานโดยภารกิจที่สำคัญส่วนหนึ่ง คือ การคุ้มครองด้านความปลอดภัยในการทำงาน และด้านสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน ดังนั้นเพื่อให้การคุ้มครองผู้ใช้แรงงานในที่ทำงานที่มีเสียงดัง เช่น โรงงานอุตสาหกรรมการผลิต และสถานบันเทิง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงาน และในเรื่องการป้องกันปัญหายาเสพติด การสูบบุหรี่ ต้องได้รับการอธิบายถึงพิษภัยที่เกิดขึ้น นายจักรพงศ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การรณรงค์เห็นผลเป็นรูปธรรม สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงได้จัดทำโครงการ ลดเหล้า เลิกบุหรี่ ถวายในหลวง

        โดยเชิญชวนผู้ใช้แรงงานในบริษัท, โรงงาน, และห้างร้านต่าง ๆ ที่ดื่มสุราและสูบบุหรี่เข้าร่วมโครงการ โดยในขั้นต้นจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว สมัครเป็นสมาชิกโครงการฯ หลังจากนั้นจะจัดอบรมความรู้และวิธีลดการดื่มสุราและวิธีเลิกสูบบุหรี่ เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้วจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ ให้คำสัตยาบันต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าจะลดการดื่มสุราและเลิกสูบบุหรี่เพื่อถวายแด่พระองค์ท่านต่อไป.

โดย เดลินิวส์
16 มีนาคม 2548