สัมมนาเชิงวิชาการ “น้ำเมาเข้าตลาดหุ้น...หายนะทางสังคม หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

วันที่ 09 กย. พ.ศ.2548


วิทยากร : อาจารย์พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ผู้ดำเนินรายการทิศทางเศรษฐกิจ ช่อง 11

สถานที่ : ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2

วันเวลา : วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2548 เวลา 13.00-17.00 น.

จัดโดย : คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา

 

กราบนมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ ท่านประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ท่านวุฒิสมาชิก ท่านอาจารย์ผู้รู้ ท่านผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่านครับ เรื่องของการที่บริษัทเบียร์ช้าง หรือบริษัทไทยเบฟเวอร์เรจส์เข้าตลาดหุ้น ระหว่างหายนะทางสังคมกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อะไรจะคุ้มค่ากว่ากัน ? จริง ๆ แล้วผมคิดว่า ไม่ควรจะใช้คำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เนื่องจากว่าการที่เบียร์ช้างจะเข้าตลาดหุ้นได้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นเพียงความเติบโตทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เขาอ้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ Economic growth ไม่ใช่ Economic stability นะ ถ้า Economic stability หรือความมั่นคง หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อันนี้จะเป็นเรื่องของ ค่าเงินบาท เรื่องความมั่นคงทางด้านของนโยบายการเงิน การคลัง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในสภาวะที่น้ำมันแพง แล้วก็อัตราเงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูง แล้วก็สภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มหดตัว ซบเซาลงอย่างนี้ ส่วนกรณีของเบียร์ช้างเป็นเพียงการจะส่งเสริมให้ตลาดหุ้นเติบโตเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง ต้องแยกประเด็นให้ชัดเจน

ขณะนี้จำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีอยู่ประมาณสัก 500 กว่าบริษัท ซึ่งก็มีจำนวนมากเพียงพอ แล้วบริษัทที่จดทะเบียนส่วนใหญ่อยู่ในขณะนี้ก็เป็นบริษัทที่ดี ไม่มีบริษัททางด้านอบายมุขอยู่เลย เบียร์เหล้านี่ยังไม่มี บริษัทบุหรี่ยังไม่มี โรงงานยาสูบยังไม่เข้า แล้วก็ต้องระวังอีกตัว คือ สำนักงานสลากกินแบ่งก็อย่าพึ่งให้เข้า ถ้าเบียร์ช้างเข้าไป ก็จะเป็นบริษัทอบายมุขบริษัทแรก ซึ่งสิ่งที่เราท่านทั้งหลายหวั่นวิตกก็คือว่า จะเป็นการกรุยทาง หรือเบิกทางให้บริษัทอบายมุขอื่นๆ สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ด้วย ซึ่งอันนั้น เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะอันตราย

สิ่งที่เป็นประเด็นสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากเบียร์ช้างเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น มันได้ไม่คุ้มเสีย เพราะผู้ที่ได้ผลประโยชน์จะเป็นเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น ปัจจุบันจำนวนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีอยู่ประมาณแค่ 2.5 - 3 แสนคน เท่านั้นเอง แล้วบัญชีที่ active หมายความว่า มีการซื้อขายกันบ่อย ๆ ก็เพียงแค่ประมาณ 5-6 หมื่นบัญชีเท่านั้นเอง

ท่านทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ถ้าเบียร์ช้างอ้างว่าจะเข้าตลาด ผลประโยชน์ที่จะได้รับกับนักเล่นหุ้นนักลงทุนจริงๆ มีแค่ 5-6 หมื่นคนเท่านั้นเอง แต่ว่าคนไทยทั้งชาติ 63-64 ล้านคนจะ Suffer จะเสียหายเนื่องจากว่า ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความคุ้มค่าทางการเงินที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ไป เมื่อเปรียบเทียบกับ งบประมาณที่จะต้องมาใช้ในการรักษาพยาบาลตามโรงพยาบาลของรัฐ และทางด้านการสาธารณสุข อีกนับแสนล้านบาท คำนวนดูแล้ว มันไม่คุ้มกันเลย คือเบียร์ช้างเข้ามาอาจจะทำให้คนสัก 5-6 หมื่นคนรวยขึ้น ก็สักนิดเดียวเท่านั้นเอง เนื่องจาก IPO ราคาที่เข้าจะมาขายเข้าตลาด IPO ย่อมาจาก initial public offering price คือราคาเริ่มต้นที่เขาจะขายให้กับนักลงทุนรายย่อย คาดว่าอาจจะหุ้นละประมาณ 10 กว่าบาท กำไรอย่างมากก็2-3 บาท หรือเต็มที่ 4-5 บาท งั้นคนหนึ่งอาจจะได้กำไรซักไม่กี่บาท แต่ว่าเจ้าของอาจจะได้หลายพันล้านบาท

แล้วถ้าได้เข้าไปแล้ว สิ่งที่เขาจะทำก็จะเป็นดังนี้ เขาก็มุ่งจะทำกำไรสูงสุด การมุ่งการทำกำไรสูงสุดของเขาก็คือ หนึ่งเขาจะผลิตเพิ่มขึ้น จะต้องต้องผลิตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ตอนนี้ก็เมากันหัวราน้ำอยู่แล้ว วันหยุดตั้งแต่วันปีใหม่ ตรุษจีน มาสงกรานต์ แล้วก็เข้าพรรษาเขาให้งดเหล้า งดบุหรี่ แต่ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งไม่ยอมลด ไปจนถึงลอยกระทง เขาจะผลิตเพิ่มอีก 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วพี่ไทยเราจะเหลือเหรอ อีกหน่อยคงจะเหลือแต่กางเกงใน เพราะว่าไม่มีเงิน จะเอาเงินไปซื้อเหล้าซื้อเบียร์หมด

นอกจากผลิตเพิ่มขึ้น ก็จะขยายตลาดเพิ่มขึ้น เมากันทั้งประเทศ เมากันทั้งครอบครัว เมากันทั้งชุมชน เมาทั้งหมู่บ้าน ทั้งอำเภอ แล้วก็จังหวัด เพราะว่าไปปล่อยให้เขาเข้าตลาดหุ้น เขาก็ต้องขยายกำลังการผลิต ก็ขยายไปเรื่อยๆ อันนี้ก็คิดว่าไม่น่าจะเหมาะสม แล้วก็จะทำให้เป็นภาระทางด้านการสาธารณสุข ด้านการรักษาพยาบาลของประเทศเป็นอย่างมาก ไม่คุ้มค่ากันเลย

ถ้ามองในเชิงเศรษฐศาสตร์ จะมีอยู่คำหนึ่ง เขาใช้คำว่า “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Economic wealthiest ผมสอนนักศึกษาของผม ที่ มหาวิทยาลัยเกริก มหาวิทยาลัยรังสิต ผมจะสอนเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ก็คือคุณต้องประเมินสิ่งที่เรียกว่า Cost and Benefit ก็คือประเมินว่าต้นทุน ที่คุณลงไปในโครงการนี้เป็นอย่างไร มากน้อยแค่ไหน Benefit คือผลตอบแทน ผลดีผลได้ ที่คุณจะได้รับ คุ้มค่ากันมากไหม ในเรื่องนี้ มองดูแล้ว ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ขนาดมองด้วยความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเองก็ยังไม่ค่อยคุ้ม เนื่องจากว่า ผลดีคือ Benefit ที่ได้นั่น ได้อยู่ในกลุ่มคนเพียงหมู่น้อย คือ 5-6 หมื่นคน แต่ว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเสียหาย

แล้วก็มองลึกลงไปอีกว่าใน 5-6 หมื่นคน คนที่จะได้รับประโยชน์จริงๆ พูดกันสั้น ๆ เลยว่า มีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้นเอง 5-6 หมื่นคนที่เล่นหุ้นนี่ ก็ได้กระจิดนึง มันไม่คุ้มเลย ได้เป็นแบบเท่าขี้เล็บนะ ได้เป็น เขาเรียกไม้จิ้มฟัน แต่คนที่ได้เป็นท่อนซุงหรือได้เป็นเรือขนาดใหญ่ มีไม่กี่ตระกูลเท่านั้นเอง จะให้บอกชื่อตระกูลไหม ? อย่าเลย เดี๋ยวเขาจะหาว่าผมมาแฉอะไรมากเกินไป ก็รู้ๆ อยู่แล้ว 10-20 ตระกูล รวยกระจุก จนกระจาย รู้ๆ กันอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นนะครับ ขออนุญาตสรุป ในชั้นต้นนี้ว่า ผมดูแล้วว่า Economic wealthiest หรือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คำนวณ Cost and Benefit แล้วก็ไม่คุ้มที่จะปล่อยเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์ ได้รับประโยชน์แค่คนส่วนน้อย แล้วก็ถ้ายิ่งมองสิ่งที่เรียกว่า Social wealthiest หรือความคุ้มค่าทางสังคมด้วยแล้ว โอ้โฮ มันไม่คุ้มกันเลย ประเมินค่ามิได้เลยว่า ความเสียหายทางด้านสังคมที่เกิดจากบริษัทเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ความคุ้มค่าทางสังคมหรือความเสียหายทางสังคมนั้น มันมีมากกว่าเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า เพราะฉะนั้นพิจารณาด้วยประการทั้งปวง ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา มันไม่คุ้ม เมื่อมันไม่คุ้มแล้วยังจะดันทุรังเข้าไปอีกทำไม ถ้าดันทุรังเข้าไปก็ต้องฉีกตำราเศรษฐศาสตร์ทิ้งแล้ว ดังนั้นก็อย่าเข้าไปเลยครับ...