สึนามิ...คลื่นยักษ์ หรือจะสู้คลื่นแห่งรักและศรัทธาของคนไทย

วันที่ 12 มค. พ.ศ.2548

 

.....เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ณ บริเวณใต้ท้องทะเล เหนือเกาะสุมาตรา ความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “ สึนามิ ” ซัดกระหน่ำโถมเข้าสู่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศอินโดนีเซีย ไทย พม่า มาเลเซีย อีกทั้งยังได้กระทบกระเทือนไปถึงศรีลังกา อินเดีย และแอฟริกาใต้ ภัยพิบัติที่เกิดจากคลื่น “ สึนามิ ” ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับมนุษยชาติรุนแรงที่สุดในรอบ ๔๐ ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง ๑๖๕ , ๔๙๒ คน โดยผู้เสียชีวิตในประเทศไทยมีถึง ๕ , ๓๐๕ คน ซึ่งครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ( ข้อมูล ณ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๘ )

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้มนุษย์จะได้รับประโยชน์สารพัดจากธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็สามารถหยิบยื่นมหันตภัยให้กับมนุษย์อย่างมากมายได้เช่นเดียวกัน ดังเช่น ภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์...สึนามิ..ที่โหมกระหน่ำฝั่งมหาสมุทรอินเดียแถบบริเวณชายฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลายจังหวัดในประเทศไทย

กล่าวได้ว่ามหันตภัยครั้งนี้ นำความสูญเสียอย่างร้ายแรงที่สุด ทั้งแก่ประเทศไทย และประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย และถือว่าเป็นภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ของโลกที่เกิดจากธรรมชาติ สุดที่มนุษย์จะสามารถควบคุมได้ โดยทำให้อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม และสถานที่ราชการ พังทะลาย ถล่มลงอย่างย่อยยับภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง พร้อมกับชีวิตมนุษย์นับร้อยนับพันชีวิต ทั้งที่เป็นคนไทยและต่างประเทศ ถูกกลืนหายไปกับคลื่นยักษ์ไปในพริบตา

แม้จะมีบางคนรอดชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ผู้คนจำนวนมากประสบกับภาวะไร้ที่พักอาศัย เกิดภาวะยากจนอย่างเฉียบพลัน หมดทรัพย์สินสิ้นเนื้อประดาตัว พ่อ แม่ ลูก เพื่อน พี่และน้อง นับร้อยต่างต้องพลัดพรากจากกัน

แต่ทว่า...ขณะที่ผู้คนกำลังประสบกับการสูญเสีย และกำลังสับสนกับสภาวะโกลาหน จากภัยที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดนี้ กลับปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า ยังไม่เคยมีครั้งใดที่ความช่วยเหลือจากนานาประเทศจะถูกระดมเข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่ ซึ่งประสบกับภัยพิบัติครั้งนี้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และยังไม่มีครั้งใดที่องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยที่ระดมอาสาสมัคร และประชาชนผู้มีจิตเมตตากรุณา ได้เข้ามาช่วยกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยและช่วยกันกู้ศพ และรักษาพยาบาลผู้รอดชีวิตหรือผู้ที่ยังบาดเจ็บ ได้ขนาดใหญ่เท่าครั้งนี้.....รวมทั้งการบริจาคเป็นสิ่งของ และบริจาคเป็นเงินจำนวนมหาศาล       

ธารน้ำใจที่หลั่งไหลช่วยผู้ประสบภัยสึนามินี้ กลับเอ่อล้นท่วมท้นอย่างน่าปลาบปลื้มใจ ภาพคนไทยทุกเพศทุกวัยร่วมแรงร่วมใจกันที่จะร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือทุกวิถีทาง แทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความปลื้มปีติเอาไว้ไม่ได้ ...แสดงถึงธารน้ำใจของคนไทยที่ไม่เป็นรองใครในโลกเลย        
ดังเช่น สถาบันๆหนึ่ง ที่ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่ายกย่องสรรเสริญ นั่นคือ สถาบันสงฆ์ในพระพุทธศาสนา อันได้แก่พระภิกษุตลอดจนศรัทธาสาธุชน ได้ผนึกกำลัง ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในด้านวัตถุ อันได้แก่สนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค และในด้านจิตใจ อันได้แก่การปลอบขวัญสร้างกำลังใจ

เพราะนับตั้งแต่เริ่มเกิดมหัตนภัยอย่างไม่คาดคิด ก่อให้เกิดภัยพิบัติ ไม่เพียงแก่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีผลปรากฏความเสียหายขึ้นกับวัดวาอารามอย่างมากมาย แต่กระนั้น พุทธบุตรพระภิกษุสามเณร หาได้เกรงกลัวหรือขวัญเสียแต่อย่างใด กลับทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระดมความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทั้งแก่คนไทยและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศทั่วโลก เพราะเราถือว่า ทุกชีวิตทุกคนที่มาเมืองไทย ย่อมได้รับความอบอุ่นและความปลอดภัย และคนไทยพร้อมจะหยิบยื่นน้ำใจให้อย่างทั่วหน้า ดังจะพบว่า แม้วัดหลายวัดจะถูกคลื่นถล่มจนโบสถ์วิหารพังทะลาย แต่วัดหลายวัด ก็ใช้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของผู้ประสบภัย และวัดหลายวัด ก็เป็นที่เก็บรักษาร่างอันไร้วิญญาณ เพื่อรอการชันสูตร ขณะเดียวกัน พระสงฆ์ก็ทำหน้าที่นำเอาสิ่งของ เครื่องบริโภคอุปโภคออกช่วยเหลือแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยอย่างถึงมือและถึงจิตใจ

จนกระทั่งในขณะที่องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ต่างร่วมมือกันช่วยเหลือด้านวัตถุ จนเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว พระภิกษุสงฆ์ ก็ได้ร่วมมือกัน จัดงานทางศาสนาเพื่อปลอบขวัญและสร้างกำลังใจแก่ผู้ที่รอดชีวิต และจัดพิธีกรรมอย่างยิ่งใหญ่ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับดวงวิญญาณของผู้สูญเสียชีวิตไป ด้วยสำนึกในหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้นำแห่งชีวิตจิตวิญญาณ

ดังเช่น เหตุการณ์ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำที่ได้บังเกิดขึ้น ณ สนามกีฬาสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต ในวันพุธที่ 5 มกราคม และสนามกีฬากลางเทศบาลเมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในวันพุธที่ 19 มกราคม พุทธศักราช 2548

ด้วยความร่วมมือพร้อมใจกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสถาบันทางศาสนา ทั้งอิสลาม คริสต์ ซิกข์ ยิว และพระพุทธศาสนา ทั้งนี้รวมถึงมูลนิธิธรรมกายด้วย ได้ร่วมกันจัดพิธีไว้อาลัย และอุทิศบุญกุศลแก่ผู้ล่วงลับอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งพิธีกรรมได้ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติแก่ผู้วายชนม์ โดยมีประชาชนทุกเพศทุกวัย ทั้งคนไทยและต่างประเทศ หลายชาติหลายภาษา ต่างเดินทางเข้ามาร่วมงานด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่จะมอบความรัก แสดงความไว้อาลัยแก่ผู้จากไป

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสื่อมวลชนทั้งภายในและนานาชาติ เข้ามาเสนอข่าวแห่งพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์นี้ออกไปทั่วโลก และให้ชาวโลกได้รับรู้ ถึงน้ำใจคนไทย และความรักจากจิตใจอันบริสุทธิ์จากคนไทย ที่รักและอาลัยต่อทุกชีวิตที่เกิดมาเป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน

ซึ่งภาพที่มีผู้นับถือต่างศาสนา ได้มาประกอบพิธีร่วมกัน สวดมนต์และอ่านพระคัมภีร์ ตามความเชื่อถือของตน ณ สถานที่เดียวกัน ได้แสดงให้เห็นความใจกว้าง รักสงบ ปรารถนาสันติภาพ โดยการแสวงจุดร่วม สมานจุดต่าง เพื่อทุกคนจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

และเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แสดงพลังแห่งพระพุทธบุตร จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพุทธบุตรในดินแดน 14 จังหวัดภาคใต้หลายพันรูป ได้ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกัน เดินทางมาพร้อมเพรียงกันในมณฑลพิธีอย่างล้นหลาม อย่างที่ไม่เคยปรากฏมีการรวมกันอย่างมากมายเช่นนี้มาก่อน

เสียงสวดพระพุทธมนต์ดังกังวานอย่างพร้อมเพรียงกัน ดุจจะอาบชะโลม ซึมซาบลึกเข้าไปยังจิตใจอันอ่อนล้าให้พลันเข้มแข็งขึ้น ดุจจะประพรมอานุภาพแห่งพระพุทธมนต์ ยังความสดชื่น และความหวังแก่ชีวิตให้ก้าวเดินต่อไป และดุจจะบอกความจริงของชีวิตที่จะต้องพบกับการสูญเสียและการพลัดพราก ซึ่งเป็นสัจจะธรรมที่ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงได้

แสงสว่างจากประทีปโคมไฟ ถูกจุดขึ้นต่อๆกันไปจากดวงหนึ่งไปสู่อีกดวงหนึ่ง จนสว่างไสวเต็มทั่วบริเวณสนามกีฬาอันกว้างใหญ่ จนเป็นประดุจทะเลโคมประทีปที่สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่น้อมรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่แห่งพระรัตนตรัย เพื่อจะน้อมบุญกุศลอันบริสุทธิ์อุทิศแด่ผู้วายชนม์ ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศ ขณะเดียวกัน โคมไฟลอยฟ้านับหมื่นดวง ถูกจุดขึ้นและค่อยๆปล่อยให้ลอยเลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า น้อมถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อให้อานุภาพแห่งบุญได้แผ่ไปยังผู้เป็นที่รักที่จากไปได้ประสบแต่ความสุขในสัมปรายภพ

ภัยจากคลื่นยักษ์ครั้งนี้ แม้จะถาโถมนำความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่มาให้ แต่ก็ได้เปิดเผยให้เห็นธารน้ำใจ ตลอดจนจิตวิญญาณอันสูงส่งของคนไทย ทีมมีแต่ความเอื้ออารี เสียสละ ตลอดจนการเป็นผู้ให้ ที่ได้ถูกหล่อหลอมมาจากวิถีชีวิตไทยที่ฝังรากลึกมาช้านาน อันเกิดจากพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นธาตุแท้แห่งความสูงส่งและงดงามของจิตใจ ที่คนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งประชาชน และแม้จะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า เมื่อสังคมประสบความทุกข์ภัย ทุกคนก็ได้ร่วมมือประสานใจเป็นหนึ่ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และให้การเยียวยาจิตวิญญาณ โดยไม่เลือกว่าเขาเหล่านั้น จะเป็นคนไทย หรือเป็นชาวต่างชาติ ทุกคนต่างมอบความรักและความห่วงไย ด้วยความเอื้ออาทรแก่กันและกัน

เราเป็นคนไทยด้วยกัน เราต้องรักกัน และห่วงไยกัน และเราเป็นคนไทยใจสูงส่ง เรารักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ ทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งองค์พระมหาธรรมิกราชา ผู้ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญแก่ปวงชน และถึงพร้อมด้วยพระทศพิธราชธรรม...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ... และด้วยพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงธรรม ขอได้โปรดอภิบาลคุ้มครอง ให้ภัยภิบัติอันตรายทั้งหลาย...จงมลายหายสูญไปจากแผ่นดินไทยและโลกหล้า ...ขอสันติสุขอันไพบูลย์จงบังเกิดขึ้น แก่ชาวโลกทั้งหลาย...ตลอดกาลนาน เทอญ....

 

...แม้มนุษย์จะได้รับประโยชน์สารพัดจากธรรมชาติ ...แต่ธรรมชาติก็สามารถหยิบยื่นมหันตภัยให้กับมนุษย์ อย่างมากมายได้เช่นเดียวกัน ดังเช่น ภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์...สึนามิ..ที่โหมกระหน่ำฝั่งมหาสมุทรอินเดีย แถบบริเวณชายฝั่งอันดามันซึ่งเป็นที่ตั้งของหลายจังหวัดในประเทศไทย

กล่าวได้ว่า..มหันตภัยครั้งนี้ นำความสูญเสียอย่างร้ายแรงที่สุด ทั้งแก่ประเทศไทย และประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย และถือว่าเป็นภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ของโลกที่เกิดจากธรรมชาติ สุดที่มนุษย์จะสามารถควบคุมได้....อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม และสถานที่ราชการ ...ถูกทำลายให้พัง ถล่มลงอย่างย่อยยับภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ชีวิตมนุษย์นับร้อยนับพันชีวิต ทั้งที่เป็นคนไทยและต่างประเทศ ถูกกลืนหายไปกับคลื่นยักษ์ไปในพริบตา...

แม้จะมีบางคนรอดชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ผู้คนจำนวนมากประสบกับภาวะไร้ที่พักอาศัย เกิดภาวะยากจนอย่างเฉียบพลัน...หมดทรัพย์สินสิ้นเนื้อประดาตัว..พ่อ แม่ ลูก เพื่อน พี่และน้อง นับร้อยต่างพลัดพรากจากกัน

 

แต่ทว่า...ขณะที่ผู้คนกำลังประสบกับการสูญเสีย และกำลังสับสนกับสภาวะโกลาหนจากภัยที่เกิดขึ้น อย่างไม่คาดคิดนี้ กลับปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า ยังไม่เคยมีครั้งใดที่ความช่วยเหลือจากนานาประเทศจะถูกระดมเข้ามาช่วยเหลือ ในพื้นที่ซึ่งประสบกับภัยพิบัติครั้งนี้ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ...และยังไม่มีครั้งใดที่องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยที่ระดมอาสาสมัคร และประชาชนผู้มีจิตเมตตากรุณา ได้เข้ามาช่วยกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยและช่วยกันกู้ศพและรักษาพยาบาลผู้รอดชีวิต หรือผู้ที่ยังบาดเจ็บได้ขนาดใหญ่เท่าครั้งนี้.....รวมทั้งการบริจาคเป็นสิ่งของ และบริจาคเป็นเงินจำนวนมหาศาล       

ธารน้ำใจที่หลั่งไหลช่วยผู้ประสบภัยสึนามินี้ กลับเอ่อล้นท่วมท้นอย่างน่าปลาบปลื้มใจ ภาพคนไทยทุกเพศทุกวัยร่วมแรงร่วมใจกันที่จะร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือทุกวิถีทาง แทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความปลื้มปีติเอาไว้ไม่ได้ ...แสดงถึงธารน้ำใจของคนไทยที่ไม่เป็นรองใครในโลกเลย        
ดังเช่น สถาบันๆหนึ่ง ที่ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน่ายกย่องสรรเสริญ นั่นคือ สถาบันสงฆ์ในพระพุทธศาสนา อันได้แก่พระภิกษุตลอดจนศรัทธาสาธุชน ได้ผนึกกำลัง ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในด้านวัตถุ อันได้แก่สนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค และในด้านจิตใจ อันได้แก่การปลอบขวัญสร้างกำลังใจ

เพราะนับตั้งแต่เริ่มเกิดมหัตนภัยอย่างไม่คาดคิด ก่อให้เกิดภัยพิบัติ ไม่เพียงแก่ประชาชนเท่านั้น... แต่ยังมีผลปรากฏความเสียหายขึ้นกับวัดวาอารามอย่างมากมาย.... แต่กระนั้น พุทธบุตรภิกษุสามเณร หาได้เกรงกลัวหรือขวัญเสียแต่อย่างใด กลับทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระดมความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทั้งแก่คนไทยและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศทั่วโลก เพราะเราถือว่า ทุกชีวิตทุกคนที่มาเมืองไทย ย่อมได้รับความอบอุ่นและความปลอดภัย ...คนไทยพร้อมจะหยิบยื่นน้ำใจให้อย่างทั่วหน้า ดังจะพบว่า ..แม้วัดหลายวัดจะถูกคลื่นถล่มจนโบสถ์วิหารพังทะลาย... แต่วัดหลายวัด เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของผู้ประสบภัย และวัดหลายวัด ก็เป็นที่เก็บรักษาร่างอันไร้วิญญาณ เพื่อรอการชันสูตร..ขณะเดียวกัน พระสงฆ์ก็ทำหน้าที่นำเอาสิ่งของ เครื่องบริโภคอุปโภคออกช่วยเหลือแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยอย่างถึงมือ... และถึงจิตใจ

ในขณะที่องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ต่างร่วมมือกันช่วยเหลือด้านวัตถุ จนเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว พระภิกษุสงฆ์ ก็ได้ร่วมมือกัน จัดงานทางศาสนาเพื่อปลอบขวัญและสร้างกำลังใจแก่ผู้ที่รอดชีวิต และจัดพิธีกรรมอย่างยิ่งใหญ่ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับดวงวิญญาณของผู้สูญเสียชีวิตไป ด้วยสำนึกในหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้นำแห่งชีวิตจิตวิญญาณ …

ดังเช่น เหตุการณ์ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำที่ได้บังเกิดขึ้น ณ สนามกีฬากลาง จังหวัดภูเก็ต หรือที่รู้จักกันว่า “ สะพานหิน ” ในวันที่ 5 มกราคม พุทธศักราช 2548

ด้วยความร่วมมือพร้อมใจกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสถาบันทางศาสนา ทั้งอิสลาม คริสต์ และพระพุทธศาสนา ทั้งนี้รวมถึงมูลนิธิธรรมกายด้วย ได้ร่วมกันจัดพิธีไว้อาลัย และอุทิศบุญกุศลแก่ผู้ล่วงลับอย่างยิ่งใหญ่

พิธีกรรมได้ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติแก่ผู้วายชนม์ โดยมีประชาชนทุกเพศทุกวัย ทั้งคนไทยและต่างประเทศ หลายชาติหลายภาษา ต่างเดินทางเข้ามาร่วมงานด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่จะมอบความรัก แสดงความไว้อาลัยแก่ผู้จากไป

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสื่อมวลชนทั้งภายในและนานาชาติ เข้ามาเสนอข่าวแห่งพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์นี้ออกไปทั่วโลก และให้ชาวโลกได้รับรู้ ถึงน้ำใจคนไทย และความรักจากจิตใจอันบริสุทธิ์จากคนไทย ที่รักและอาลัยต่อทุกชีวิตที่เกิดมาเป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน

พิธีกรรมเริ่มต้นจากการประกอบพิธีกรรมของศาสนาอิสลาม... จากนั้น เป็นการประกอบพิธีกรรม สวดโดยคณะผู้แทนจากคริสตศาสนา และตามด้วยการประกอบพิธีกรรมของศาสนาพุทธ

ซึ่งภาพที่มีผู้นับถือต่างศาสนา ได้มาประกอบพิธีร่วมกัน สวดมนต์และอ่านพระคัมภีร์ ตามความเชื่อถือของตน ณ สถานที่เดียวกัน ได้แสดงให้เห็นความใจกว้าง รักสงบ ปรารถนาสันติภาพ โดยการแสวงจุดร่วม สมานจุดต่าง เพื่อทุกคนจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

 


และเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แสดงพลังแห่งพระพุทธบุตร จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพุทธบุตรในดินแดน 14 จังหวัดภาคใต้กว่าหนึ่งพันรูป ได้ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกัน เดินทางมาพร้อมเพรียงกันในมณฑลพิธีอย่างล้นหลาม อย่างที่ไม่เคยปรากฏมีการรวมกันอย่างมากมายเช่นนี้มาก่อน

เสียงสวดพระพุทธมนต์ดังกังวานอย่างพร้อมเพรียงกัน ........ ดุจจะอาบชะโลม ซึมซาบลึกเข้าไปยังจิตใจอันอ่อนล้าให้พลันเข้มแข็งขึ้น ...ดุจจะประพรมอานุภาพแห่งพระพุทธมนต์ ยังความสดชื่น และความหวังแก่ชีวิตให้ก้าวเดินต่อไป... และดุจจะบอกความจริงของชีวิตที่จะต้องพบกับการสูญเสียและการพลัดพราก ซึ่งเป็นสัจจะธรรมที่ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงได้

 

....ภัยจากคลื่นยักษ์ครั้งนี้ แม้จะถาโถมนำความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่มาให้ ...แต่ก็ได้เปิดเผยให้เห็นธารน้ำใจ ตลอดจนจิตวิญญาณอันสูงส่งของคนไทย ทีมมีแต่ความเอื้ออารี เสียสละ ตลอดจนการเป็นผู้ให้ ที่ได้ถูกหล่อหลอมมาจากวิถีชีวิตไทยที่ฝังรากลึกมาช้านาน อันเกิดจากพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นธาตุแท้แห่งความสูงส่งและงดงามของจิตใจ ที่คนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งประชาชน และแม้จะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า เมื่อสังคมประสบความทุกข์ภัย ทุกคนก็ได้ร่วมมือประสานใจเป็นหนึ่ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และให้การเยียวยาจิตวิญญาณ โดยไม่เลือกว่าเขาเหล่านั้น จะเป็นคนไทย หรือเป็นชาวต่างชาติ ทุกคนต่างมอบความรักและความห่วงไย ด้วยความเอื้ออาทรแก่กันและกัน

เราเป็นคนไทยด้วยกัน เราต้องรักกัน และห่วงไยกัน

เราเป็นคนไทยใจสูงส่ง เรารักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ ทุกเชื้อชาติ ทุกภาษา..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งองค์พระมหาธรรมิกราชา ผู้ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญแก่ปวงชน และถึงพร้อมด้วยพระทศพิธราชธรรม...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ... และด้วยพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงธรรม ขอได้โปรดอภิบาลคุ้มครอง ให้ภัยภิบัติอันตรายทั้งหลาย...จงมลายหายสูญไปจากแผ่นดินไทยและโลกหล้า ...ขอสันติสุขอันไพบูลย์จงบังเกิดขึ้น แก่ชาวโลกทั้งหลาย...ตลอดกาลนาน เทอญ....

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร