คอเบียร์ระวังเนื้องอกลำไส้

วันที่ 27 พย. พ.ศ.2548

 

 

        นักวิจัยในสหรัฐ ศึกษาย้อนหลังผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ พบส่วนใหญ่มีพฤติกรรม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเบียร์และสุราเป็นประจำทุกวัน

          ดร.โจเซฟ ซี แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยสโตนี บรู๊ค ในนิวยอร์ก สหรัฐ เผยผลวิจัยในวารสารเกสโทรเอ็นเทอโรโลจี พบว่า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อลำไส้จนถึงขั้นเป็นเนื้องอก โดยทีมวิจัยได้ตรวจหาความสัมพันธ์ ระหว่างการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำกับภาวะเนื้องอกในลำไส้ ในผู้ป่วยจำนวน 2,291 คน ซึ่งผ่านการวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าเป็นเนื้องอกลำไส้แล้ว โดยผู้ป่วยให้ข้อมูลเหมือนกัน คือชอบดื่มเบียร์ทุกวัน และนิยมดื่มของมึนเมาอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีเป็นเนื้องอกลำไส้ได้มากกว่าคนที่ไม่ดื่มหรือดื่มพอประมาณถึงสองเท่า ขณะที่คอไวน์ทั้งหลาย มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเดียวกันนี้ราวครึ่งเดียวเท่านั้น

          รายงานชิ้นนี้ ยังระบุด้วยว่า ภาวะเนื้องอกในลำไส้มักจะมีความสัมพันธ์กับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ชอบสูบบุหรี่ และเข้าข่ายโรคอ้วน โดยทีมวิจัยยืนยันว่า ยิ่งคนที่ดื่มของมึนเมาเป็นประจำ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเนื้องอกในลำไส้สูง นอกจากนี้ ยังพบด้วว่า การดื่มไวน์แดง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติอยู่ในระดับสูง สามารถป้องกันภาวะเนื้องอกในลำไส้ได้มากกว่าไวน์ขาวอีกด้วย จัดระเบียบโฆษณาเหล้า-เบียร์(1)คนไทยติดกลุ่ม"ขี้เมา"ชั้นนำของโลกผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับเรื่องการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ตั้งแต่เวลาตีห้าถึงสี่ทุ่ม ในวิทยุและโทรทัศน์ ตามยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ซึ่งจัดทำโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนโดยจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้เป็นต้นไป !!

          หลังจากที่ก่อนหน้านี้มาตรการห้ามโฆษณาเหล้าและเบียร์ ได้ถูกเลื่อนจากการพิจารณาของ ครม. มาหลายสัปดาห์ ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการล็อบบี้ของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเหล้าและเบียร์รายใหญ่ เพื่อไม่ให้มาตรการนี้มีผลออกมาบังคับใช้แต่ที่โดนหางเลขไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ถึงขั้น “ช็อก” และ “งง” ก็คือ “เครื่องดื่มชูกำลัง” ที่ต้องโดนห้าม “ออนแอร์” ไปด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเพียงการพูดคุยกันว่าจะพิจารณาห้ามเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่การพิจารณาของ ครม. ได้ มีการ “พ่วง” เครื่องดื่มชูกำลังเข้าไป ด้วย !??!

          ซึ่งหากมองกันตรง ๆ เครื่องดื่มชูกำลังไม่น่าจะจัดอยู่ในประเภทเดียวกับเครื่องดื่มที่ทำให้ผู้ดื่มมีอาการมึนเมา ทั้งนี้เป็นข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังในปัจจุบันมีเนื้อหาที่โฆษณาเกินจริง มีการดึงดาราวัยรุ่นมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังรายบริษัทได้พยายามเปลี่ยนกลยุทธ์ขยายตลาดมายังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น พร้อมกับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ว่า เครื่องดื่มชูกำลังไม่ใช่เครื่องดื่มสำหรับคนที่ใช้แรงงานเท่านั้น รัฐบาลจึงมีการเป็นห่วงกันว่า จะเป็นการมอมเมาวัยรุ่น ทำให้คนหลงเข้าใจผิด ทั้งที่แท้จริงแล้วเครื่องดื่มประเภทนี้ ไม่ได้ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผู้ดื่มเลย

           สำหรับเกณฑ์การจัดระเบียบโฆษณาเหล้าและเบียร์ รวมทั้งเครื่องดื่มชูกำลังนั้น คือ ห้ามโฆษณาทางสถานีวิทยุและทางสถานีโทรทัศน์ ตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น. โดยห้ามเผยแพร่สปอตโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสปอตโฆษณาของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์
ห้ามโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทั้งในส่วนของการแสดงเครื่องหมายการค้า ชื่อของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งชื่อของบริษัท ผู้ผลิตทั้งในภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว และการกล่าวถึงผู้สนับสนุนรายการ
และห้ามเผยแพร่โฆษณาในการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาภายในประเทศ แต่ยกเว้นการแข่งขันกีฬาอาชีพภายในประเทศ และการถ่ายทอดสดกีฬาจากต่างประเทศ โดยกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นผู้ออกประกาศฉบับใหม่ เพื่อควบคุมการโฆษณาผ่านวิทยุและโทรทัศน์ส่วนคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์พิจารณาคำขอโฆษณาให้มีความเหมาะสมไม่ให้มีเนื้อหาที่เกินจริงหรือชักชวนให้ดื่ม !?!

           สำหรับการโฆษณากลางแจ้งนั้นป้ายโฆษณาจะต้องอยู่ห่างจากสถานศึกษาไม่ต่ำกว่า 500 เมตร ทั้งนี้การห้ามโฆษณาเหล้าและเบียร์ นั้นเป็นมาตรการหนึ่งในหลายมาตรการเพื่อให้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้น้อยลง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และลดอุบัติเหตุที่เกิดจากความมึนเมาของผู้ขับขี่จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ได้ทำการศึกษาข้อมูลร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ถึงการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากรในประเทศต่าง ๆ พบว่าปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดอันดับ “ขี้เมา” ในอันดับต้น ๆ ของโลก !!!

          ประเทศไทยมีประชากรที่บริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงที่สุดประเทศหนึ่ง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง !??!ในปี 2543 คนไทยบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เฉลี่ย 13.59 ลิตร ต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากสถิติในปี 2533 ที่คนไทยบริโภคแอลกอฮอล์เพียง 7.46 ลิตร ต่อคนต่อปี เท่านั้น ส่วนในประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะมีอัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยกว่าไทย !!!

          ไม่ว่าจะเป็นประเทศเยอรมนี ที่ได้ฉายาว่า “เมืองเบียร์” ประชากรยังมีสถิติการบริโภคแอลกอฮอล์ 12.45 ลิตรต่อคนต่อปี และฝรั่งเศส ที่เป็นต้นตำรับของไวน์ ที่มีชื่อเสียงหลายยี่ห้อ คนฝรั่งเศสก็บริโภคแอลกอฮอล์ 13.31 ลิตรต่อคนต่อปี และในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีสถิติคนบริโภคแอลกอฮอล์เพียง 9.08 ลิตรต่อคนต่อปีเท่านั้นจากตัวเลขดังกล่าว แสดงอาการ “ชอบเมา” ของคนไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งรัฐบาลก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่นจึงคุมเข้มจัดระเบียบโฆษณาเหล้าและเบียร์ใหม่

เพื่อไม่ให้สังคมไทยถูกมอมเมามากไปกว่านี้ !!.

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 7 สิงหาคม 2546

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต