บทวิเคราะห์ทำไมหุ้นเบียร์ช้างควรไปตลาดสิงคโปร์

วันที่ 17 มค. พ.ศ.2549

      นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดว่า ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บอร์ดบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัดอนุมัติให้บริษัททำเรื่องขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยรีบเร่งทำหนังสือแจ้งและขออนุญาตกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ของไทยโดยเร็ว ทั้งๆที่บริษัทให้ข่าวมาตลอดว่า บริษัทมีความสามารถในการขยายกิจการด้วยกระแสเงินสดของบริษัทเอง หรือ สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ แต่กลับต้องรีบเร่งระดมเงินจากตลาดทุน อยากให้สาธารณชนรับทราบข้อมูลที่แท้จริงที่นำมาจากร่างหนังสือชี้ชวนที่บริษัทได้ยื่นต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๘ และ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๘ ดูรายละเอียดได้ที่ (www.sec.or.th ; หนังสือชี้ชวน/แบบfiling) ดังนี้

๑. ยอดขายของเบียร์ช้างกำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ ยิ่งเข้าตลาดหุ้นได้ช้าราคาหุ้นที่จะขายได้

ก็ยิ่งมีมูลค่าที่ต่ำลงเรื่อยๆ ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์เบียร์จากหนังสือชี้ชวน หน้า ๑๗๗

 

(หน่วย : ล้านบาท)

๒๕๔๖

๒๕๔๗

ม.ค.-มิ.ย. ๒๕๔๘

ประมาณการยอดขาย

ปี ๒๕๔๘ ทั้งปี

ปริมาณขาย(ล้านลิตร)

๑,๐๔๐.๗

๙๔๓.๙

๔๑๖.๖

๘๓๓.๒

รายได้จากการขาย

๕๒,๐๘๙

๔๗,๗๔๙

๒๑,๒๐๓

๔๒,๔๐๖

ต้นทุนขาย

๔๐,๒๕๔

๓๗,๓๔๐

๑๖,๔๘๘

๓๒,๙๗๖

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

๔,๗๗๖

๔,๕๖๑

๓,๕๖๘

๗,๑๓๖

กำไร

๗,๐๕๙

๕,๘๔๘

๑,๑๔๗

๒,๒๙๔

     ทางบริษัทได้ออกมายอมรับเองว่า ประชาชนเริ่มไม่นิยมบริโภคเบียร์ช้างที่มีแอลกอฮอล์สูง แต่หันไปนิยมดื่มเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำมากกว่า และยังได้ระบุความเสี่ยงของบริษัทในหนังสือชี้ชวน หน้า ๔ ว่า ถ้าภาครัฐขึ้นภาษีหรือการเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์จะส่งผลทำให้เบียร์ช้างเสียภาษีสูงกว่าเบียร์ของคู่แข่ง เนื่องจากเบียร์ช้างมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าเบียร์ของคู่แข่ง ซึ่งจะส่งผลลบต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสในทางธุรกิจของบริษัท

๒. เบียร์ช้างมองตลาดพลาด ผลาญเงินนับหมื่นล้าน

จากการที่ปริมาณการขายเบียร์ของไทยเพิ่มขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ – ๒๕๔๗ ใน

อัตราร้อยละ ๑๐.๑ ต่อปี ทำให้เบียร์ช้างมั่นใจที่จะขยายกำลังการผลิตจาก ๙๗๐ ล้านลิตรต่อปี เป็น ๑,๔๓๐ ล้านลิตรต่อปี เพิ่มขึ้นถึง ๔๖๐ ล้านลิตร โดยใช้งบประมาณสร้างโรงงานถึง ๗,๕๐๐ ล้านบาท โดยคาดว่าจะมาจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก(จากหนังสือชี้ชวนหน้า ๘ และ ๕๕) แต่ความเป็นจริงยอดขายเบียร์ช้างตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ นอกจากจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว กลับลดลงอย่างต่อเนื่องในปี ๒๕๔๘ เหลือเพียงประมาณ ๘๐๐ ล้านลิตร(ดูตารางในหน้า ๑ ) แค่กำลังการผลิตเดิม ๙๗๐ ล้านลิตร/ปี ผลผลิตก็เหลือแล้ว แล้วกำลังการผลิตของโรงงานใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ๔๖๐ ล้านลิตรจะเอาไปทำอะไร โรงงานสร้างเสร็จไม่เดินเครื่อง เครื่องจักรก็เสีย แต่ถ้าเดินเครื่องก็เสียค่าใช้จ่ายดำเนินการเรียกว่ามีโอกาสเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง ครั้นเบียร์ช้างจะหวังพึ่งตลาดส่งออกในต่างประเทศนั้น ความพร้อมของบริษัทมีน้อยมาก บริษัทเพียงแต่พยายามสร้างภาพลักษณ์โดยการซื้อสิทธิ์โฆษณาเบียร์ช้างให้นักฟุตบอลสโมสรเอฟเวอร์ตันใส่เท่านั้น แต่เบียร์ช้างมียอดจำหน่ายจากตลาดต่างประเทศไม่ถึง ๐.๕ % ของยอดขายรวม หากต้องการทำตลาดต่างประเทศจริงคงต้องใช้เงินลงทุนอีกมหาศาลและเจ้าของตลาดในประเทศนั้นๆ ย่อมไม่ยอมให้เข้ามาได้อย่างง่ายๆ

๓. แนวโน้มธุรกิจน้ำเมา มีแต่ทรุดกับทรุด

บริษัทอาศัยกำไรจากเหล้าสี เช่น แสงโสม แม่โขงและเหล้าขาว มาโปะทำให้กำไรรวมพอดู

     ได้ แต่เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๘ ค.ร.ม.มีมติขึ้นภาษีสุรา ทำให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น เหล้าแสงโสมเสียภาษีเพิ่มขึ้น ๔๕ บาท จากขวดละ ๖๗ บาท เป็น ๑๑๒ บาท และเหล้าแม่โขงเสียภาษีเพิ่มขึ้น ๔๒ บาท จากขวดละ ๖๓ บาท เป็น ๑๐๕ บาท ทำให้บริษัทต้องขึ้นราคาขาย อันจะส่งผลต่อยอดขายและกำไรอย่างแน่นอน หากปล่อยให้เวลายิ่งเนิ่นนานออกไปเท่าไร ความจริงของสถานะทางการเงินจะยิ่งปรากฏ นี่คือคำตอบว่า ทำไมต้องรีบขายหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์ หากงบการเงินปี ๒๕๔๙ ออกมาตกต่ำลงไปอีก นักลงทุนหน้าไหนจะกล้าซื้อหุ้นสำหรับเหล้าขาวซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย จากข้อมูลของกรมสรรพสามิตพบว่าคนไทยเริ่มดื่มเหล้าขาวลดลง จากแนวโน้มรสนิยมและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

     นอกจากนี้จากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของภาคประชาชนและศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า ตลอดจนมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของภาครัฐซึ่งเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการขายและการโฆษณาทำให้ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยเริ่มชะลอตัวลงเรื่อยๆ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อผลประกอบการซึ่งบริษัทได้ระบุในหนังสือชี้ชวนหน้า ๑๐-๑๑ ว่า “การดำเนินการของบริษัทขึ้นกับกฎระเบียบหลายประเภทซึ่งรวมถึงกฎหมายและข้อบังคับที่ประกาศใช้โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง ดังนั้นการปฏิบัติตามหรือการฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับทั้งในปัจจุบันและในอนาคตจะทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากหรืออาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานและโอกาสในทางธุรกิจของบริษัท” ซึ่งปัจจุบันทางรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วมีสาระสำคัญในการควบคุมการขาย การโฆษณาและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะฉะนั้นแนวโน้มยอดขายของเบียร์ช้างจึงมีแต่ทรุดกับทรุด

๔. เสียดายดีกว่าเสียใจ

บริษัทพยายามสร้างภาพลักษณ์โดยการแสดงกำไรอย่างเต็มที่ให้นักลงทุนเห็น และพยายามออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อให้เห็นโอกาสกำไรในอนาคต ตลอดจนให้ข่าวว่า บริษัทมีศักยภาพจะเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้อยู่ดี และมีผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ความเห็นว่า รู้สึกเสียดายหุ้นเบียร์ช้างซึ่งจะมีมาร์เกตแคปถึง ๒๐๐,๐๐๐ – ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หากลองวิเคราะห์ราคาหุ้นที่อิงกับผลกำไรบริษัท(P/E Ratio) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ไทย อยู่ที่เฉลี่ยไม่ถึง ๑๐ เท่า ถ้าบริษัทมีกำไรประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้าน จะสามารถระดมทุนและมีมูลค่าตลาดรวม(Maket Cap.) ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ ๒๐๐,๐๐๐ – ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่ให้ข่าว ยิ่งหากมีแนวโน้มผลกำไรของบริษัทตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เหลือ ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่าหุ้นของบริษัทอาจตกเหลือ ๔๐,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ ล้าน นักลงทุนที่จองซื้อไว้จะขาดทุน ๕๐ – ๖๐% ทันที ส่งผลให้ตลาดหุ้นโดยรวมทรุดต่ำลงด้วย ตามที่มีตัวอย่างให้เห็นหลายบริษัทที่เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๘ ว่า หุ้นจองที่ไม่มีคุณภาพหลังจากเข้าตลาดแล้ว มูลค่าหุ้นจะตกต่ำกว่าราคาจองมาก ถ้าบริษัทไม่รีบขายหุ้นในตอนที่แสดงกำไรสูงสุดในตอนนี้ โอกาสทองที่จะได้เงินจากนักลงทุนมหาศาล จะหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย ท่านได้คำตอบหรือยังว่า ทำไมเบียร์ช้างต้องดิ้นรนระดมทุนเข้าตลาดหุ้นให้ได้โดยเร็วที่สุด !

     ในฐานะคนไทยด้วยกัน จึงไม่คัดค้านที่จะไประดมทุนในตลาดอื่นที่ไม่ใช่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไปเอาเงินนอกเข้าประเทศเราอย่างแท้จริง หากหุ้นบริษัทน้ำเมาตกต่ำความเสียหายก็อยู่ที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์แทน ตลาดหุ้นไทยเราจะได้ปลอดภัย SET Index จะได้ไม่ตกต่ำลง นอกจากนี้ กรมสรรพากรจะได้เก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องไปลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก ๓๐% ของกำไร เหลือ ๒๕% เป็นเวลาถึง ๕ ปี คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท หากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้ทันในปี ๒๕๔๙

    ผู้ที่ทราบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ ซึ่งนำมาจากร่างหนังสือชี้ชวนของบริษัทเอง คงจะไม่เสียดายหุ้นเบียร์ช้าง ยินดีปล่อยให้บริษัทไประดมเงินจากสิงคโปร์เข้าประเทศไทยดีกว่ามิใช่หรือ ?!?

นายสัมพันธ์ เสริมชีพ

ประธานชมรมนักกฎหมายเพื่อสังคม