ประชาสัมพันธ์เรื่องการจำหน่ายสุรา(ตอน2)

วันที่ 06 ตค. พ.ศ.2548

                            

 

                                                                                                                                 

รายละเอียด

โดย ผู้จัดการรายวัน 23 พฤศจิกายน 2547 05:55 น.

        ผู้จัดการรายวัน – กระทรวงสาธารณสุขขุดประกาศคณะปฏิวัติคุมเวลาขายเหล้า อนุญาตให้แค่ 2 ช่วง
ตั้งแต่ 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. คาดโทษร้านค้าฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน
4,000 บาท ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีหากทำผิดครั้งที่2 จะส่งเข้าค่ายฝึกอบรมเพื่อปรับพฤติกรรมใหม่
กำหนดดีเดย์ทั่วประเทศ 1 ธ.ค.นี้ ย้ำสถานบริการก็ต้องปฏิบัติตามไม่เว้นแม้แต่ในเขตโซนนิ่ง
ขณะที่ค่ายน้ำเมายันกระทบน้อย ส่วนกลุ่มค้าปลีกเชื่อจะมีผลต่อยอดขายในช่วงแรกเท่านั้น
ด้านหมอหทัยชี้แค่สร้างภาพตามเทศกาล

 

       นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า
จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มเหล้าของประชาชนไทยล่าสุดเมื่อพ.ศ.2546 พบว่า
การสูบบุหรี่ของประชาชนที่มีอายุ 11 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 10.6 ล้านคนในปี 2544 เป็น 12 ล้านคน
ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ติดบุหรี่ 10.6 ล้านคน และร้อยละ 90 เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี
ขณะที่สถิติการดื่มเหล้า จากการสำรวจประชาชนไทยกลุ่มอายุเดียวกันเมื่อปี 2546 พบมีจำนวนเกือบ 19
ล้านคน หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ โดยนักดื่มร้อยละ 60 หรือประมาณ 16 ล้านคนเป็นผู้ชาย
ส่วนวัยที่นิยมการดื่มเหล้าจะมีอายุระหว่าง 25-44 ปี ซึ่งพบถึง 7.84 ล้านคน นอกจากนี้
วงการแพทย์ยังพบว่าเด็กที่เริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ 13 ปี จะมีโอกาสติดเหล้าสูง
เนื่องจากเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงระบบประสาทและสมอง

 

        ดังนั้น สธ.จึงได้ประกาศใช้พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 ห้ามจำหน่ายบุหรี่-สุรา แก่เด็กอายุต่ำกว่า
18 ปีโดยจะเริ่มดำเนินการอย่างเข้มงวดตั้งแต่ 1 ธ.ค.นี้ และจะมีบทลงโทษทั้งผู้จำหน่ายและผู้ซื้อ
โดยผู้ขายที่ฝ่าฝืนมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนั้น ยังได้กำหนดเวลาให้ขายเหล้าตามปกติตามคณะปฏิวัติฉบับที่ 253 พ.ศ. 2515
คือกำหนดขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น.
หากนอกเหนือเวลาดังกล่าวต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หากถูกจับ จะเรียกผู้ปกครองมาตักเตือนและทำทัณฑ์บน หากทำผิดครั้งที่2
จะส่งเข้าค่ายฝึกอบรมเพื่อปรับพฤติกรรมใหม่

 

        “กระทรวงจะขอความร่วมมือกรมสรรพสามิต และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ให้บังคับร้านจำหน่ายบุหรี่ทั่วประเทศที่มีกว่า 500,000 ร้าน ติดสติ๊กเกอร์
ไม่จำหน่ายบุหรี่และเหล้าให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ครบทุกร้านภายในปี 2549”
สั่งสสจ.ตรวจทุกจังหวัด

 

        ด้าน น.พ.วิชัย เทียนถาวร ปลัดสธ. กล่าวว่า ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย
กระทรวงได้ทำหนังสือสั่งการไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
เพื่อดำเนินการออกตรวจสอบร้านค้าบุหรี่และเหล้าพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นไป
และจะสร้างแกนนำเยาวชนให้มีส่วนร่วมด้วย
โดยร่วมเป็นสายสืบเพื่อแจ้งเบาะแสร้านค้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย
ทั้งนี้ ผลการวิจัยในต่างประเทศพบเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์และน้ำผลไม้ประเภทคอกเทล ไวน์คูลเลอร์
หรือเครื่องดื่มประเภทผสมแล้วเบ็ดเสร็จพร้อมดื่มได้เลย
เป็นเครื่องดื่มชนิดแรกๆที่จะนำเยาวชนไปสู่การดื่มที่มีดีกรีแรงขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าดื่มแล้วไม่เมา
หรือเมาน้อย ซึ่งไม่เป็นความจริง เยาวชนหญิงบางรายต้องเสียตัวเพราะหลงเชื่อว่าดื่มแล้วไม่เมา

 

        ขณะที่ น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า
มาตรการดังกล่าวถือเป็นการทบทวนกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว ซึ่งกระทรวงฯ เห็นว่า
น่าจะหยิบขึ้นมาบังคับใช้ ระหว่างที่กฎหมายใหญ่ๆ เกี่ยวกับการควบคุมเรื่องสุรายังไม่ออกมา
ซึ่งหากประกาศนี้มีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ร้านค้ารายย่อย
และสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้มีการขายสุราในช่วงหลังเที่ยงคืน
ก็คงจะขายได้ถึงเพียงเที่ยงคืนเท่านั้น ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็คงได้ร่วมดูและแก้ปัญหากันต่อไป
ค่ายน้ำเมายันกระทบยอดน้อย
นายคมสัน สุภัทรขจร ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ประเทศไทย บ.บราวน์ โฟร์แมน เวิลด์ไวด์ จำกัด
ผู้ผลิตและจำหน่ายแจ๊ค แดเนียลส์ วิสกี้ แสดงความคิดเห็นว่า ผลดังกล่าวจะกระทบต่อยอดขายน้อย
และเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น เพราะในที่สุดกลุ่มผู้ดื่มก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ
โดยเปลี่ยนเวลาซื้อเท่านั้น
 

        สำหรับในช่องทางโมเดิร์นเทรด กลุ่มเหล้าน่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
เพราะเป็นกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คนจะไปซื้อในช่องทางดังกล่าวมากที่สุด
อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาครัฐจะเข้มงวด แต่ก็ยังคาดว่าไตรมาสที่สี่
ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ประกอบการจะเทงบทำตลาด ทำภาพยนตร์โฆษณา
จัดโปรโมชันกระตุ้นยอดขาย โดยคาดว่าตลาดโดยรวมจะมียอดขาย 30-40% เป็นประจำทุกปี
ขณะที่นายปรีชา ชินรุจน์ ผู้จัดการทั่วไป บ.ซี.วี.เอส.ซินดิเคท จำกัด
ผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจ
เนื่องจากหากกลุ่มผู้ดื่มต้องการที่จะดื่ม
ก็แค่ปรับพฤติกรรมการซื้อโดยมาเลือกซื้อในช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนด
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการกำหนดมาตรการดังกล่าวขึ้นมา จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก
เพราะแสดงให้เด็กเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้
ส่วนพฤติกรรมการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเข้าไปนั่งดื่มนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหลัง
17.00น.เป็นต้นไป ซึ่งเท่ากับว่ากลุ่มผู้ดื่มก็ยังไม่ต้องปรับพฤติกรรมการซื้อหรือดื่มมากนัก
ในขณะที่ช่วงกลางวัน คือ 11.00-14.00น. คนก็มักไม่ค่อยซื้อเหล้าอยู่แล้ว
มาตรการที่ออกมาจึงไม่ค่อยมีผลเท่าไร


         ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีก กล่าวว่า ในช่วงแรกอาจจะกระทบยอดขายบ้างเพราะผู้บริโภคยังไม่ชิน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งทุกอย่างคงอยู่ตัวเพราะผู้บริโภคจะปรับตัว ยอดขายก็อาจจะไม่กระทบมากนัก
เพราะช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่าย ผู้บริโภคก็จะไปซื้อสินค้าเตรียมไว้ในช่วงเวลาขายอยู่ดี
อีกทั้งช่องทางการจำหน่ายในปัจจุบันนี้ก็มีมากกระจายไปทั่วโดยเฉพาะโมเดิร์นเทรดทั้ง คอนวีเนียนสโตร์
มินิมาร์ท ดิสเคานต์สโตร์ เป็นต้น
ชี้แค่สร้างภาพตามเทศกาล
น.พ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย แสดงความคิดเห็นว่า
เป็นการสร้างภาพไปตามวาระเทศกาลมากกว่าการเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา
พอถึงจุดหนึ่งคนจะลืมและกลับมาเป็นเหมือนเดิม
และคิดว่าไม่น่าจะเป็นทางแก้ที่จะลดนักดื่มและนักสูบหน้าใหม่ได้

       “ประกาศฉบับนี้มีนานแล้วแต่ไม่เอามาใช้เลย แทบไม่ต่างไปจากกระดาษที่เปื้อนหมึก แต่อยู่ๆ
จะเอาขึ้นมาใช้ ทำไมต้องเพิ่งจะมาทำตอนใกล้วันปีใหม่ ทำเมื่อไรก็ทำได้
คิดว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการประชาสัมพันธ์มากกว่า
ถ้าอยากให้มีการลดจำนวนคนสูบลงจะต้องกำหนดว่าห้ามขายแยกม้วนจะได้ผลกว่า
เพราะเด็กวัยรุ่นจะมีกำลังซื้อน้อย ถ้าต้องเสียเงินซื้อทั้งซอง ก็จะจำกัดการซื้อได้”
ด้านนายดำรง พุฒตาล สมาชิกวุฒิสภา กทม. และประธานมูลนิธิเมาไม่ขับ แสดงความเห็นว่า
ข้อกำหนดนี้เดิมเป็นของคณะปฏิวัติที่ถูกกำหนดขึ้นมานานถึง 32 ปีแล้ว
แต่ถูกเพิกเฉยโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอง
แล้วหากวันดีคืนดีจะมีการปัดฝุ่นหยิบขึ้นมาใช้ใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
แต่ในความเป็นจริงแล้วควรจะมีการใช้ทุกวัน ไม่ใช่เมื่อถึงวาระใดวาระหนึ่งแล้วค่อยมาเข้มงวดกวดขัน
และมีความยินดีถ้าประชาชนจะให้ความร่วมมือกับมาตรการนี้ เพราะเห็นว่าจะช่วยลดปริมาณคนเมาได้มาก                                        15 ธ.ค. 2004 , 12:26:25 น. ]

 

แถลงการณ์

เรื่อง ธุรกิจน้ำเมาขาดคุณสมบัติเข้าตลาดหุ้น

 

๑. มติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ปี ๒๕๓๘ ที่อนุญาตให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าตลาดหุ้นได้ เป็นมติที่ขัดต่อกฎหมาย เพราะไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องโทษต่อสังคมเลย ขัดต่อประกาศคณะกรรมการก.ล.ต.ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ อย่างชัดเจน ที่ได้กำหนดคุณสมบัติธุรกิจที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไว้ในข้อ ๔ (๑) ว่าจะต้อง “ เป็นธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ” ซึ่งประกาศคณะกรรมการก.ล.ต.ปี ๒๕๓๕ ดังกล่าวเป็นประกาศในราชกิจจานุเบกษา หากฝ่าฝืน คณะกรรมการก.ล.ต.และเลขาธิการก.ล.ต.ซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จึงอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๕๗ ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกด้วย

 

๒. เลขาธิการก.ล.ต.และ/หรือคณะกรรมการก.ล.ต.ชุดปัจจุบัน ตลอดจนผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถอ้างมติปี๒๕๓๘ ได้ เพราะการกระทำโดยอ้างอิงมติที่ผิดกฎหมาย ทั้งที่มีผู้ทักท้วงแล้ว ย่อมส่อเจตนาการกระทำที่มิชอบอย่างชัดเจนครบองค์ประกอบความผิด นอกจากนี้ประกาศก.ล.ต.ปี ๒๕๔๓ ที่ กจ. ๑๒/๒๕๔๓ ข้อ ๑๓ (๔)(ก) ได้ย้ำกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขเดียวกับประกาศคณะกรรมการก.ล.ต.ในปี ๒๕๓๕ ว่าต้องมี “ธุรกิจหลักเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”

 

๓. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีโทษภัยต่อสังคมอย่างชัดเจน เป็นต้นเหตุของปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว อุบัติเหตุตามท้องถนน โรคร้ายนานาชนิด ฯลฯ ตามหนังสือของกระทรวงสาธารณสุขที่ สธ.๐๔๒๓.๓/๓๘๙๖ ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๘และข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

 

๔. แม้ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งพิเศษ ที่ ๑/๒๕๔๘ ก็ได้มีมติชัดเจนว่าจะปฏิเสธธุรกิจที่ไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมหรือมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมต่ำ อาทิ การค้าอาวุธ การพนันเสี่ยงโชค ธุรกิจยาสูบ เป็นต้น บุหรี่ยังเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ น้ำเมาซึ่งร้ายแรงกว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร?

 

๕. การอนุมัติให้ธุรกิจน้ำเมาเข้าตลาดหุ้นจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดทางสังคม เปิดโอกาสให้ธุรกิจสีเทาทั้งหลาย เช่น ผับ บาร์ ไนท์คลับ กำลังเตรียมกันเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพราะเมื่อธุรกิจผู้ผลิตน้ำเมาเข้าตลาดหุ้นได้ ก็ไม่มีเหตุผลจะไปห้ามธุรกิจผู้จำหน่ายน้ำเมาไม่ให้เข้าตลาดหุ้น ทำให้ธุรกิจอบายมุขได้รับการส่งเสริมเฟื่องฟูขนานใหญ่ ส่งผลเสียต่อสังคมไทยอย่างใหญ่หลวงในอนาคต

 

๖.ภาวะการบริโภคน้ำเมาของไทยอยู่ในขั้นวิกฤติแล้ว อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของเบียร์ในช่วงปี 2542-2547 สูงถึง 10.1 % หรือเพิ่มขึ้นถึง 62 % ในช่วงเวลาเพียง 5 ปี เมื่อเทียบกับ 2.4 % ต่อปี ในเกาหลีใต้, 2.2 % ในสิงคโปร์, 1.7 % ในมาเลเซีย ,1.3 % ในไต้หวัน , 1.2 % ในอเมริกา ,0.7 % ในฟิลิปปินส์ (เป็นข้อมูลจากร่างหนังสือชี้ชวนของบริษัทน้ำเมา)

เราจึงขอวิงวอนต่อคณะกรรมการก.ล.ต.ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ดังมีรายนามต่อไปนี้

๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

๒. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

๓. นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล

๔. นายการุณ กิตติสถาพร

๕. นายพนัส สิมะเสถียร

๖. นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์

๗. นายสมพล เกียรติไพบูลย์

๘. นายประสิทธิ์ โฆวิไลกุล

๙. นายวสันต์ เทียนหอม

๑๐.นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ

ได้โปรดใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบไม่อนุญาตให้ธุรกิจน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อจะเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องต่อไป

พลตรีจำลอง ศรีเมือง

ประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ

ผู้ประสานงานศาสนิกชน ๖๗ องค์กร

และ ๑๗๒ องค์กรเครือข่ายงดเหล้า

๒๗ กันยายน ๒๕๔๘