ปรับพฤติกรรม...เสริมสร้างกำลังกายใจ

วันที่ 26 กย. พ.ศ.2549

 

     แม้สังคมปัจจุบันกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งความเครียดและวิตกกังวล วิถีชีวิตของผู้คนกำลังเข้าไปสู่กระแสวัตถุนิยมอย่างแรงจัด เน้นการแก่งแย่งแข่งขัน และความเร่งรีบ อีกทั้งต้องประสบกับแรงกดดันต่างๆ ทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และครอบครัว ผู้ที่ปรับตัวและปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง อาจเกิดปัญหาลูกโซ่ต่างๆ ตามมา จนอาจป่วยเป็นโรคจิตกลายเป็นคนที่มีความเครียดสูงจนกลายเป็นโรคเรื้อรังทางกายต่างๆ ตามมาได้

 

นับเป็นอีกทางหนึ่งที่ นายแพทย์วีรวุฒิ เอกกมลกุล จิตแพทย์และวิทยากรด้านดุลยภาพบำบัด ประจำคลินิกแพทย์ทางเลือกเอส เมดิคัล สปา ได้บอกถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ โดยอาศัยความรู้ทางทฤษฎีการเรียนรู้เป็นหลักสำคัญ การมีความรู้ด้านสุขภาพ เป็นทั้งการป้องกันและช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดีไว้กับตัวอย่างน้อยจะได้ไม่เครียด เพื่อจะได้เป็นแนวทางปรับวิถีชีวิตใหม่สำหรับดูแลจิตใจและร่างกายให้ดีมีความสุขได้ต่อไป แล้วจะเริ่มได้อย่างไรติดตามได้ดังต่อไปนี้

 

1. เปลี่ยนพฤติกรรมเชิงลบ หัดมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน เพราะสุขและทุกข์นั้นอยู่ที่ใจ นั่นเป็นคำกล่าวที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้ ผู้คนจำนวนมากเคยชินกับการดำรงชีวิตอย่างเป็นทุกข์รูปแบบต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสาเหตุจากความคิดเชิงลบ อารมณ์เชิงลบต่างๆ เช่น วิตกกังวล ความเหงา เบื่อซึมเศร้า โกรธ หงุดหงิด ผิดหวัง ขุ่นมัว ไม่สบายใจ ขณะที่ทุกข์ใจคลื่นสมองจะมีความถี่สูง ยุ่งเหยิง ร่างกายหลั่งสารแห่งความทุกข์และความเครียดออกมาทำให้สุขภาพกายและจิตทรุดโทรมลง ตรงกันข้าม ความคิดเชิงบวกจะทำให้มีความสุข เบิกบานและสงบใจ ไม่ว้าวุ่นใจอันเกิดจากความคิดที่เป็นระบบระเบียบ ถูกต้องและถูกที่ถูกทาง คนเราอาจไม่คุ้นเคยหรือมีทักษะมากนักในเรื่องความคิดเชิงบวก การฝึกความคิดเชิงบวกนับได้ว่ามีคุณอนันต์ต่อสุขภาพและผลงานที่สร้างสรรค์ สมองก็หลั่งสารแห่งความสุขและสงบ แนวทางแก้ไขก็คือคิดแต่สิ่งที่ดีๆ บันทึกความประทับใจ เขียนสิ่งที่ดีงาม เขียนถึงสิ่งดีๆ ที่อยากจะทำลงไปแล้วคิดว่าต้องทำให้ได้แบบนั้น รู้จักยิ้มมากขึ้น

 

2. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม อะไร หรือสถานที่ใดที่เป็นบ่อเกิดให้ความทุกข์ใจก็อย่าไป หรือไปในสถานที่ที่ไปเห็นแล้วก่อให้เกิดความเศร้าเสียใจ ก็ควรจะเว้นระยะไม่ผ่านไปในบรรยากาศแบบนั้นเลือกไปในสิ่งที่เราชอบ มีความสุข อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นมื่น แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ความเขียวขจีของต้นไม้และมีความเงียบสงบ ก่อนเข้านอนอาจจะอ่านหนังสือที่สร้างความคิดในเชิงบวก หรือหนังสือธรรมะเบาๆ จุดน้ำมันหอมระเหย พร้อมกับเปิดเพลงบรรเลงสบายจะช่วยให้ผ่อนคลายและหลับสบายง่ายขึ้น

 

3. ตั้งเป้าหมาย ชีวิตควรมีเป้าหมายอย่าใช้ชีวิตอย่างล่องลอยเกินไปเพื่อที่จะขยับชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ดีขึ้นสูงขึ้น คนหลายคนอาจจะรู้สึกหวาดกลัวกับการตั้งมาตรฐานและเป้าหมายให้สูงขึ้นใหญ่ขึ้น ชอบตั้งเป้าหมายไว้ต่ำๆ พึงพอใจกับความธรรมดาง่ายเกินไป การตั้งเป้าหมายจะทำให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉงมีไฟไปตามเป้าที่วางไว้ จะช่วยให้มีพลังงานด้านแรงจูงใจที่ทรงพลัง เป็นการตื่นนอนตอนเช้าที่สดใสและพลังงานที่ดีจะอยู่กับคุณไปตลอดทั้งวัน ชีวิตเต็มไปด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจน

 

4. นั่งสมาธิ สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว ชีวิตมีความรีบเร่ง รายได้ของผู้คนในสังคมเพิ่มขึ้น แต่กลับพบว่าความสุขลดลง ยาทางจิตเวชที่ช่วยสงบจิตใจ และผ่อนคลายความตึงเครียดมียอดจำหน่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มหันเข้าหาความสุขทางวัตถุนิยม จนละเลยความสุขทางจิตใจ สมาธิเป็นหนึ่งในหลายวิธี เพื่อให้เกิดความสุข สงบทางจิตใจ เป็นการได้พักผ่อนทางจิตใจจากสิ่งตึงเครียดและปัญหาทั้งปวง แม้ปัญหายังไม่คลี่คลาย แต่การได้พักจิตใจแล้วจะทำให้เกิดสติปัญญาในการแก้ไขหรือเผชิญปัญหาต่อไปได้ดีขึ้น การทำสมาธิที่ดีจะช่วยให้คลื่นสมองไม่ยุ่งเหยิง สมองสามารถที่จะหลั่งเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข สารนี้จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น

 

5. ลดความเครียดด้วยการพยายามปล่อยวาง ต่อสิ่งต่างๆ ลงบ้าง การคิดทุกเรื่องทุกการกระทำ ทุกคำพูด หรือการอยากรู้ทุกเรื่อง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง การใส่ใจในอะไรมากๆ จะทำให้เจ็บปวดถ้าสิ่งนั้นไม่ได้อย่างใจ การเลือกรับรู้ในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นจะช่วยคัดกรองสิ่งไร้สาระและสิ่งที่ทำให้ไม่มีความสุขออกไปได้บ้าง หากจำเป็นต้องรู้เรื่องราวใดๆ ต้องรู้จักปล่อยวางเสียบ้าง จัดลำดับความสำคัญในชีวิต จัดระบบต่างๆ อย่าเป็นคนเครียดกับอะไรง่ายๆ ถ้าหัดเป็นคนปล่อยวางเสียบ้างชีวิตจะมีความสุขได้ง่ายขึ้นเมื่อใจสบายกายก็แข็งแรง

 

6. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยเฉพาะการออกกำลังกายเพื่อการควบคู่ไปกับการฝึกสมาธิเพราะขณะนี้ออกกำลังกายจิตใจให้จดจ่ออยู่กับการกระทำตรงหน้าพร้อมทั้งฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออก สูดหายใจลึกๆ เช่น โยคะ ไทเก๊ก ชี่กง ตีลัญจกร เดินจงกรม เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นการบริหารกายและจิตไปพร้อมกัน เนื่องจากร่างกายได้ผ่อนคลายและจิตใจสงบลงระดับหนึ่งแล้ว จะพบกับความโล่งโปร่งสบายเบากายเบาใจขึ้นเยอะ

 

7. ฝึกคิดแบบใช้สมองทั้ง 2 ข้าง จะนำไปสู่ความคิดอย่างสร้างสรรค์ที่เยี่ยมยอดทีเดียว  อย่ารอให้ชีวิตเจอวิกฤต รุนแรงขึ้นถึงจะยอมให้เซลล์สมองทั้งหมดได้ทำงานอย่างเต็มที่ชีวิตคนเราอยู่ได้ด้วยการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ควรใช้ความคิดแบบใช้ทั้งหัวสมองทั้งสองด้าน ทั้งความคิดสร้างสรรค์อย่าใช้สมองเพียงด้านเดียว แต่อีกด้านกลับหยุดนิ่ง ทำให้สมองอีกด้านมีความอับทึม ควรมีดนตรี ศิลปะ ความบันเทิงเริงใจให้กับชีวิตบ้าง อย่าจริงจังกับชีวิตเสียจนลืมความสุขด้านอื่นๆ คนที่ใช้สมองทั้งสองด้านคือซีกซ้ายและซีกขวา ชีวิตจะมีความสุข หัวเราะง่าย มีทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลิน และมีเหตุผล

 

8. คุยกับตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดในการตั้งโปรแกรมตัวเราเองให้คิดดีๆ พร้อมทั้งขจัดความคิดร้ายๆ ออกไปก็คือการได้พูดจาสื่อสารกับตัวเองดังๆ เขียนข้อดีเกี่ยวกับตัวเองทุกๆ ด้านลงในสมุดบันทึกแล้วอ่านออกเสียงดังๆ วิธีนี้จะเป็นการฝึกกระตุ้นความมั่นใจในการทำให้ตัวคุณเองรู้สึกดีและโน้มน้าวให้ตัวเรานั้นเชื่อว่าเราสามารถเป็นไปได้ทุกอย่างที่อยากจะเป็น ทำให้คิดอย่างมั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ทุกครั้งที่คิดพูดกับตัวเองให้คิดแต่เรื่องดีๆ เพื่อให้กำลังใจตัวเอง และพยายามคิดแบบนี้กับคนอื่นๆ ด้วย แล้วในไม่ช้าเราจะมองโลกในแง่ร้ายน้อยลง ตำหนิตัวเองและคนรอบข้างน้อยลง ด้วยการตั้งโปรแกรมใจให้คิดแต่สิ่งดีๆ

 

9. คบเพื่อนที่ช่วยให้กำลังใจคุณไว้อย่างเหนียวแน่น ชีวิตของคนเราส่วนใหญ่มักจะมีอุปสรรคปัญหากันแทบทั้งนั้นไม่เป็นเรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่ เรียกว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีความทุกข์มากกว่าความสุข มีหนทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากขืนเรายังอยู่ในสังคมที่มองแต่แง่ร้าย ทำแต่เรื่องไม่ดีงาม คอยพูดแต่สิ่งที่ทำให้ขุ่นข้องหมองใจกรอกหูเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วอย่างนี้ชีวิตและจิตใจจะหาความสุขสดชื่นได้อย่างไร การที่เราอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่มีแต่เพื่อนดี มีอารมณ์ขันมองโลกในแง่ดี สนุกสนานร่าเริงอยู่เสมอคอยให้กำลังใจ สนับสนุนเราในเรื่องต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าเราจะสุขหรือจะทุกข์เพื่อนแบบนี้ก็อยู่เคียงข้างเราเสมอ เพื่อนดีๆ แบบนี้เขาเรียกว่ากัลยาณมิตร เปรียบเหมือนมณีนพเก้าอันเป็นแก้วสารพัดนึก อย่าปล่อยให้เพื่อนแบบนี้หลุดมือไปเด็ดขาด เพราะเขาจะทำให้คุณสู้ได้ในทุกสถานการณ์

 

ความสุขกายใจในชีวิตของคนเรานั้น เป็นเรื่องไม่ห่างไกลสักเท่าไหร่นัก เพียงแต่ลองหัดเริ่มต้นจากตัวเราเสียก่อน ค่อยๆฝึกทำที่ละข้อสองข้อ แล้วพยายามทำให้ได้มากที่สุด จะค้นพบได้ว่าความสุขนั้นไม่ไกลเกินเอื้อมเลย---------

 

อ้างอิง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส