กุญชโรปมกถา (ตอนจบ)

วันที่ 29 มีค. พ.ศ.2546

 

 

พระธรรมราชานุวัตร (หลวงเตี่ย) ท่านได้แสดงไว้ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพโสภณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แสดง ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๗ เวลา ๐๘.๐๐ น.

 

.....(ต่อจากตอนที่ ๒ ฉบับวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๖)…วิธีรักษาจิตนั้น ต้องเอาใจใส่พิจารณาตรวจดูจิตของตนอยู่เสมอ ให้รู้ว่าในขณะนี้จิตของเราเป็นอย่างไร ถ้าเห็นว่าเพลิดเพลินติดอยู่ในอารมณ์ใคร่ เช่น ติดในความสุขเกินไป เป็นเหตุให้เฉื่อยชาไม่ขวนขวายเพื่อทำความดีให้ก้าวหน้า ต้องปราบปรามจิตให้สำนึกรู้ว่า ความเพลิดเพลินเช่นนั้น เป็นทางเสื่อมจากความสุขความเจริญในภายหน้า เพราะความเพลิดเพลินเป็นอาการของความประมาท ถ้าเห็นว่าจิตของตนพลุ่งพล่าน เพราะความขัดใจต่าง ๆ เป็นทางให้ทำผิดพลาดเสียหาย เพราะความผลุนผลันด้วยอำนาจโทสะ ต้องสะกดจิตไว้ให้อยู่ในอำนาจด้วยความยับยั้ง และเตือนใจตัวเองให้สำนึกรู้ว่า ความพลุ่งพล่านเพราะความขัดใจต่าง ๆ นั้น เป็นการเปิดเผยความอ่อนแอของตน เพียงแต่ประสพสิ่งที่ไม่พอใจเข้าเท่านั้น ก็แสดงความวิการน่าเกลียดออกมาให้ปรากฏ เป็นการน่าอายที่เป็นคนใจเบาไม่หนักแน่น ถ้าถูกศัตรูใช้อุบายยั่วให้โกรธเสียก่อน เพื่อให้หน้ามืดขาดความยั้งคิดก็จะเสียทีแก่ศัตรูเมื่อมาพิจารณาเตือนใจตนเอง จนเกิดความสำนึกรู้โทษของความพลุ่งพล่านอย่างนี้ จักรู้จักสะกดจิตของตนไว้ได้ ในเมื่อประสบอารมณ์ที่ชั่วร้าย ไม่ผลุนผลันด้วยอำนาจโทสะ คนที่ทำความเสียร้ายแรงเพราะลุอำนาจโทสะ ต้องเสียใจในภายหลังมีอยู่เป็นอันมาก ข้อนี้ก็ควรสำนึก เพื่อระวังตัวเองมิให้ต้องประสพผลเช่นนั้น

 

.....ถ้าพิจารณาเห็นว่าจิตของตนท้อแท้คิดจะละเลิกความเพียรเสีย ต้องใช้อุบายปลุกใจให้เกิดความอาจหาญอุตสาหะ ไม่หยั้นต่อความยากลำบาก เช่น นึกถึงคนอื่นที่เขาทำการงานที่ยากลำบากให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ว่าเขาก็เป็นคนเหมือนเรา การใดที่ทำง่ายไม่ต้องต่อสู้กับอุปสรรค ไม่ใช้ความฉลาดในอุบาย การนั้นไม่วิเศษอะไร คนที่ทำการเช่นนั้นสำเร็จ ก็ไม่ใช่คนวิเศษอัศจรรย์อะไร ผู้ที่ทำงานที่คนอื่นไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ต่างหากเป็นคนอัศจรรย์ แม้เราจะไม่ใช่คนที่มีความสามารถชั้นวิเศษ เพียงแต่ทัดเทียมกับคนที่มีความสามารถขนาดธรรมดา ไม่เลวกว่าเขาก็ยังดี นี้เป็นอุบายปลุกใจประการหนึ่ง ซึ่งสามารถปลดเปลื้องความท้อแท้แห่งจิตเสียได้