พิธี “รับน้องคุณธรรม”

วันที่ 13 มิย. พ.ศ.2550

     ต้นมิถุนายน เดือนแห่งการเริ่มต้นการศึกษาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับอุดมศึกษา ที่ประเพณีการ “รับน้อง” กำลังเป็นที่ถกเถียงถึงความควรไม่ควรในการจัดให้มีต่อไป เหตุมาจากสอง สามปีที่ผ่านมาพบว่าการรับน้องบางส่วนค่อนข้างรุนแรง เช่น การบังคับดื่มเหล้า จัดกิจกรรมที่เอนเอียงไปในทางอนาจาร หรือบางครั้งลงโทษรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี

จากเดิมที่กิจกรรมรับน้องจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้น้องใหม่ ซึ่งมีพื้นฐานสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ได้มาเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณี และระเบียบวินัยของมหาวิทยาลัย สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง และฝึกจิตใจให้พร้อมกับปัญหาที่จะเกิดทั้งการเรียนและการทำงาน แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งในทางที่สร้างสรรค์ สนุกสนานเหมาะสมกับยุคสมัยและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ และในทางที่ค่อนข้างรุนแรง

ซึ่งการที่หลายฝ่ายเห็นว่าไม่ควรจัดให้มีการรับน้องเลย ก็คงไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะข้อดีของการรับน้องก็มีอยู่มากมาย โดยเฉพาะความประทับใจในสถาบันการศึกษา ความรักและสามัคคีระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง ทั้งนี้เพราะยังมีรุ่นพี่มากมายจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่เห็นความสำคัญของการรับน้อง และสามารถจัดกิจกรรมออกมาได้อย่าง สร้างสรรค์ สนุกสนาน และปลอดภัย สามารถสร้างความสามัคคี และความประทับใจให้แก่รุ่นน้องได้ อีกทั้งยังมีคำสอน คำอวยพรดี ๆ ในการเรียนและการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เป็นของขวัญแถมให้น้อง ๆ ในกิจกรรมรับน้องใหม่นี้ด้วย

ชมรมพุทธศาสตร์สากล ซึ่งเป็นชมรมที่ส่งเสริมด้านศีลธรรมให้แก่นิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยในทุกปีที่ผ่านมานิสิต นักศึกษาจากชมรมพุทธศาสตร์ได้เห็นถึงข้อดีในประเพณีรับน้องใหม่ และเห็นด้วยกับทุก ๆ มหาวิทยาลัยในการจัดรับน้องอย่างสร้างสรรค์ จึงจัดโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการรับน้องอย่างมีคุณธรรมโดยมี 2 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมตักบาตรเฟรชชี่ และกิจกรรมไหว้ครู ในหลายมหาวิทยาลัย อาทิ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ฯลฯ และโครงการที่เพิ่งเริ่มต้นที่กำลังจะพัฒนาต่อไป คือ การจัดค่ายน้องใหม่ ซึ่งเป็นการรับน้องคุณธรรม ซึ่งเน้นการปลูกฝังศีลธรรมให้แก่น้องนักศึกษาปี 1

โดยนิสิต นักศึกษาจากชมรมพุทธได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการรับน้องไว้ดังนี้

“หงส์” นิตยา หินวิเศษ ชั้นปีที่ 4 คณะกรรมการชมรมพุทธ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เห็นด้วยที่จัดให้มีการรับน้อง แต่คิดว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงเพราะอาจจะทำให้น้องรู้สึกกดดัน ตนคิดว่าควรใช้การหล่อหลอมรวมใจน้องอย่างสร้างสรรค์ได้ เช่น การเข้าค่ายคุณธรรมที่นอกจากฝึกวินัยแล้ว ยังช่วยเรื่องสมาธิที่นำไปใช้ในการเรียนด้วย

ส่วน “ยีนส์” สุพิชฌาย์ เดชสิทธิ์ปวีรา ปี 5 ประธานชมรมพุทธ มหาวิทยาลัยรังสิต เสริมว่าในแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีรูปแบบการรับน้องที่แตกต่างกันไป สำหรับการรับน้องที่รุนแรงนั้นก็มี แต่เป็นส่วนที่น้อยมาก จะแก้ปัญหานี้ทุกฝ่ายควรร่วมมือกัน ทั้งครู อาจารย์และรุ่นพี่จากหลาย ๆ คณะ ควรมาประชุมปรึกษา เพื่อหาวิธีการรับน้องที่เหมาะสม เช่น กิจกรรมนันทนาการที่สร้างสรรค์ ซึ่งแบบนี้จะทำให้เราได้กิจกรรมสร้างสรรค์ในทุกปี

“เปิ้ล”ธนัชพร ดั่งเจริญทรัพย์ ปี 6 ที่ปรึกษาชมรมพุทธศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดว่าวัตถุประสงค์ในการรับน้องนั้นดี ที่ทำให้พี่กับน้องได้รู้จักกันตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งการรับที่น้องที่ดีมีหลายวิธี เช่น จับเข่าคุยกัน หรือ มีกิจกรรมพิเศษที่จะทำให้น้องประทับใจในตัวรุ่นพี่ไปตลอดการศึกษาว่ารุ่นพี่เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นแรงบันดาลใจในการให้เค้าทำสิ่งที่ดีได้ เช่น การรับน้องโดยสอดแทรกคุณธรรมพื้นฐาน เช่น การมีวินัย ของการเป็นนิสิต และความรับผิดชอบ โดยวิธีที่สนุกสนาน อย่างเช่น ถ้าเราต้องการให้เขาอดทนก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการที่รุนแรงทำให้เค้าต้องทำอะไรเหนื่อย ๆ หนัก ๆ แต่ใช้กิจกรรมที่แทรกให้เขาเกิดข้อคิด

คนสุดท้าย “เอ๋” เอกชัย ขลิบพุดซา ปี 4 ประธานชมรมพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ คิดว่าการรับน้องช่วยให้น้องที่ไม่รู้อะไรเลย ได้มีความรู้ ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับรุ่นพี่ได้ เมื่อมีปัญหาอะไรน้องเค้าก็จะปรึกษารุ่นพี่ก่อน สำหรับมหาวิทยาลัยของตนก็มีพี่ๆ ที่เห็นความสำคัญของการรับน้องอย่างมีคุณธรรม เช่น คณะวิศวกรรมโยธา และคณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ ก็จะจัดค่ายคุณธรรมน้องใหม่ขึ้น ปีที่แล้วจัดที่ชมรมพุทธศาสตร์สากล เพื่อหล่อหลอมให้น้องเข้าใจธรรมะ และนำธรรมะไปใช้ในชีวิต โดยเฉพาะสมาธิที่นำไปใช้กับการเรียนได้มาก

หลายปีมาแล้วที่ปัญหารับน้องรุนแรง เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะที่ผ่านมาแก้ไขไม่ถูกจุด ปีนี้จึงควรเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆบ้าง “รับน้องคุณธรรม” กิจกรรมที่สร้างสรรค์ความบริสุทธิ์ของใจให้แก่น้องใหม่ ตั้งแต่เริ่มต้นใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย อาจจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่โดนใจและสร้างความสบายใจให้ใครอีกหลายคน