เจ้าคณะหนรูปแรก

วันที่ 04 มีค. พ.ศ.2551

       เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2550 ท่านเจ้าประคุณสงัด แห่งวัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ที่พระพรหมจริยาจารย์ หรือชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งถือเป็นเจ้าคณะใหญ่รูปแรกที่พำนักอยู่ในภูมิภาค ทั้งนี้เนื่องจากมหาเถรสมาคมมองว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ของคณะสงฆ์นั้น หากให้พระสงฆ์ในพื้นที่ทำหน้าที่ดูแลกันเอง ย่อมจะมีผลดีต่อพระสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้มากกว่า เนื่องจากมีความคล่องตัว รวมไปถึงมีสายงานการบังคับบัญชาที่มีความกระชับรวดเร็วกว่าที่จะให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากส่วนกลางเข้ามาดูแล ดังนั้นจึงมีมติเสนอเลื่อนสมณศักดิ์ พระธรรมรัตนากร (สงัด ปัญฺญาวุโธ) เจ้าคณะภาค 18 เจ้าอาวาสวัดกระพังสุรินทร์ ขึ้นเป็นพระพรหมจริยาจารย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ เพื่อดูแลคณะสงฆ์ในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด

โดยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์ และเครื่องประกอบ เพื่อนำมาสมโภชณ์หิรัญบัฏแก่พระพรหมจริยาจารย์ โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้แทนประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เดินทางมาเป็นประธาน โดยมีเจ้าคณะจังหวัด และพระสังฆาธิการในเขตปกครองหนใต้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งในโอกาสนี้

เจ้าคณะใหญ่หนใต้ ได้กล่าวถึงหลักการปกครองคณะสงฆ์ว่า เราควรยกย่องผู้ที่สมควรยกย่อง และตักเตือนผู้ที่สมควรตักเตือน ดังนั้นหากพระสังฆาธิการรูปใดที่ประพฤติดีต้องยกย่อง และต้องให้ได้รับเกียรติมีสมณศักดิ์ พร้อมกันนั้นท่านยังได้อบรมพระในปกครองอยู่เสมอว่า ในการทำงานจะต้องไม่กลัวผิดพลาด แต่จะต้องตั้งใจทำงานนั้นให้ดีที่สุด และจะต้องไม่ตื่นเต้นเมื่อเกิดการผิดพลาด โดยพร้อมที่จะแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ในส่วนของการได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระพรหมจริยาจารย์ กล่าวว่า “ไม่รู้สึกดีใจ แต่รู้สึกภาคภูมิใจ เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเพศบรรพชิต ไม่เคยไขว่คว้ายศ ตำแหน่ง และสมณศักดิ์ ถึงแม้จะอยู่ระดับไหนก็ตาม ก็ตั้งใจทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามาโดยตลอด โดยเฉพาะงานด้านการศึกษาและการเผยแผ่ ซึ่งถือเป็นเบื้องต้นของพระพุทธศาสนา เพราะการที่จะมีพระภิกษุ สามเณรที่ดี ก็ต้องอาศัยการศึกษาเป็นพื้นฐาน และที่สำคัญรู้สึกภาคภูมิใจแทนคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในภาคใต้ ที่ได้รับความไว้วางใจจากพระผู้ใหญ่ที่ให้ตนมารับหน้าที่สำคัญนี้ ”

กว่า 60 พรรษาแห่งการอุทิศชีวิตในพระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์แก่ตนและต่อชาวโลก ด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม พระพรหมจริยาจารย์ นับเป็นพระมหาเถระอีกรูปหนึ่ง ที่สร้างคุณูปการต่อวงการสงฆ์แห่งแดนใต้อย่างอเนกอนันต์ เป็นที่โจษขานเลื่องลือไปไกล ทุ่มแรงกายแรงใจให้งานแบบถวายชีวิต ตั้งอยู่ในศีล ดำรงตนตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เปรียบประดุจสะพานบุญ เชื่อมต่อศรัทธาแห่งชาวบ้านในชุมชนกับวัด มิให้ห่างเหินไปไกลกัน

สำหรับประวัตินั้น พระพรหมจริยาจารย์ มีนามเดิมว่าสงัด ลิ่มไทย เกิดเมื่อปี พ.ศ.2471 ที่บ้านหนองไทร ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายเปลี่ยน และนางทองอ่อน ลิ่มไทย บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.2483 ที่อุโบสถวัดมงคลสถาน อ.นาโยง จ.ตรัง โดยมีพระครูวิบูลย์ศีลวัตร (แดง) วัดนิคมประทีป เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2491เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดจอมไตร อ.นาโยง จ.ตรัง โดยมีพระครูสังวรโกวิท เป็นพระอุปัชฌาย์ สำหรับหน้าที่การงานทางคณะสงฆ์ เป็นเจ้าคณะภาค 18 กรรมการฝ่ายการศึกษาของมหาเถรสมาคม และเป็นเจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์

สมณศักดิ์

พ.ศ.2504 สอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค

พ.ศ.2514 สมณศักดิ์เป็นที่พระปิฎกคุณาภรณ์

พ.ศ.2527 สมณศักดิ์เป็นที่พระราชปริยัตยาภรณ์

พ.ศ.2536 สมณศักดิ์เป็นที่พระเทพวิมลเมธี

พ.ศ.2542 สมณศักดิ์เป็นที่พระธรรมรัตนากร

พ.ศ.2550 สมณศักดิ์เป็นที่พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปัญฺญาวุโธ)

โดย..ประทุมรัตน์ พงษ์ศิลา