ไปดูลูกกตัญญูเขาเลี้ยงแม่

วันที่ 24 ธค. พ.ศ.2554

    

                สมเด็จกรมพระยาดำรงเดชานุภาพ เมื่อท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านดูแลแม่ของท่านน่าซาบซึ้งใจจริงๆ ท่านทำอย่างไร

   
                 เช้าขึ้นมาพอ ๗ โมงเช้า ท่านก็ลงไปดูแม่ของท่าน ไปนั่งคุยกับแม่ กินข้าวกับแม่ พอ ๗ โมงครึ่ง ท่านก็ออกจากบ้านออกจากตำหนักของท่านไปทำงาน พอเลิกงานตอนเย็นตอนค่ำ ยัง ยังไม่กลับบ้าน ไปซื้อของกุ๊กๆ กิ๊กๆ ที่แม่สั่ง ยาหม่อง ยาดม ยาอม ยานัตถุ์อะไรก็ตามเรื่องตามประสาผู้เฒ่าท่านไปสรรหามาสารพัด กลับมาถึงบ้าน ท่านกินข้าวกินปลาของท่านเรียบร้อย พอประมาณ ๒ ทุ่ม ท่านก็เข้าไปกราบแม่ เอาข้าวเอาของให้ คุยกับแม่อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง พอ ๒ ทุ่มครึ่งแล้วค่อยลาแม่ บอกแม่นอนเถอะ แล้วตัวของท่านเองค่อยมาทำงานต่อ ทำงานที่แบกเอามาจากกระทรวงนั่นแหละ ๕ ทุ่ม เที่ยงคืนถึงได้นอน ท่านทำของท่านอย่างนี้ จนกระทั่งแม่ละโลกจากไป

   

                 การที่คนในระดับเจ้ากระทรวงมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานระดับนี้ แต่มีเวลาให้แม่ของท่านทั้งเช้าทั้งเย็นแล้วปรนนิบัติอย่างดีเสียด้วย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แต่ท่านทำได้ บุคคลอย่างนี้จัดเป็นบุคคลที่หาได้ยากทีเดียวในยุคปัจจุบัน แต่ก็มีอยู่หลายๆ ท่านเท่าที่รู้จัก ขณะนี้ท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ คือ ท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรี ถนัด คอมันต์ ท่านก็เป็นประเภทอย่างนี้เหมือนกัน

    

                เคยมีครั้งหนึ่ง เมื่อคุณแม่ของท่านอายุ ๙๓ ปี วันนั้นเป็นวันเกิดคุณแม่ของท่าน ท่านก็ให้คุณหญิงของท่านมานิมนต์ตามธรรมดา อาตมาก็ไม่ชอบที่จะรับนิมนต์ไปบ้านใคร แต่เนื่องจากเมื่อเราเริ่มสร้างวัดพระธรรมกาย ขณะนั้นหลวงพ่อธัมมชโย ท่านเจ้าอาวาส ก็เพิ่งพรรษาแรก อาตาเองก็ยังไม่ได้บวช หลวงพ่อธัมมชโยก็ให้อาตมากับทีมงานไปบอกบุญท่านนั้นท่านนี้ให้มาช่วยกันเป็นเจ้าภาพสร้างวัด ก็ปรากฏว่าเขาไม่เชื่อ ในยุคนั้นเขาไม่เชื่อหรอกว่า เราจะสร้างวัดพระธรรมกาย เขาบอกไอ้ตี๋ที่ไหนก็ไม่รู้มาหลอกเงินเขา แล้วเอาพระหนุ่มมาอ้าง เขาว่ากันอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะไปเถียงเขาว่ายังไง เรามีแต่ใจจริงจะสร้างวัด แต่ตอนนั้นอาตมาอายุเพียง ๒๘ – ๒๙ ปี แต่ก็เป็นผู้ที่อายุมากที่สุดในทีมงานฝ่ายชาย หลวงพ่อธัมมชโยตอนนั้นท่านก็เพิ่ง ๒๔ – ๒๕

     

               เพราะฉะนั้น ไปปบอกบุญใครเขาไม่เชื่อหรอก บอกไอ้ตี๋ใหญ่นี่จะมาหลอก ส่วนพระนี่ ผิวพรรณดีจังเลย สง่าราศีดี แต่ว่า ฮื้อ อีกกี่วันจะสึกก็ไม่รู้ แล้วเขาก็ไม่ทำบุญไม่ช่วยหรอก มีแต่ครอบครัวของท่านอดตีดรองนายกฯ ถนัด คอมันต์ เท่านั้น ที่ท่านเห็นแล้วท่านเชื่อ ท่านก็เลยมาสร้างแท็งค์น้ำไว้ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้แหละ มาสร้างโรงทานให้ เพราะท่านรู้ว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ท่านจึงรีบมาสร้างโรงทานให้แล้วก็สร้างกุฏิให้อีก ๔ หลัง ท่านรวมญาติของท่านมาช่วยกันมาปักหลักให้

  

                  เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันเกิดของคุณแม่ท่านเราก็ไปกัน เห็นแล้วก็ชื่นใจ คุณแม่ของท่านตอนนั้นก็เก้าสิบกว่า แต่เป็นเก้าสิบกว่าชนิดที่ไม่หลง อาราธนาศีลเสียงจ้อยๆ เลย แล้วคุณหญิงของท่านก็เล่าให้ฟังบอกว่า ตัวของท่านรองนายกฯ เวลาจะไปต่างประเทศแต่ละครั้ง กราบแม่เสร็จแล้วค่อยไป พอกลับจากต่างประเทศ สิ่งแรกที่ทำ ก็คือ กลับบ้านก่อน งานจะรีบด่วนอย่างไรก็กลับบ้านก่อน ไปกราบแม่ก่อนแล้วค่อยไปทำงานต่อ ท่านบอกไม่งั้นมันห่วงไม่หาย นี่เขาทำตัวของเขาอย่างนี้เองจึงได้เป็นบุคคลตัวอย่างของชาติได้ตลอดมา

sp541224_1.jpg

เคยเจออีกท่านหนึ่งเป็นผู้หญิง ท่านยังมีชีวิตอยู่แต่แม่ท่านเสียแล้ว แม่ของท่านพออายุ ๘๐ เดินเหินก็ชักไม่ค่อยคล่อง มีอาการเซ ท่านสั่งนักสั่งหนาเลย เรื่องห้องน้ำ สั่งคนใช้เป็นคำขาดว่า ต้องตามเช็ดห้องน้ำให้แห้ง ท่านกลัวแม่จะลื่นในห้องน้ำ

คนแก่ถ้าลื่นในห้องน้ำเดี๋ยวก็ตาย ล้มโครม ศีรษะฟาดพื้นก็ตาย แล้วท่านสั่งเฉียบขาดเลย แล้วตัวท่านเองถ้าไม่กำลังติดงานอะไรพันๆ จริงๆ ท่านไม่ให้คนใช้พยุงแม่เข้าห้องน้ำหรอก ท่านจะไปพยุงเอง และพอถึงจุดหนึ่งท่านไม่ให้แม่เข้าห้องน้ำหรอก ท่านเตรียมกระโถนให้แม่ใช้

แล้ววันหนึ่ง ถ้าท่านไม่ได้ทำงาน ท่านอยู่บ้าน ท่านจะเอากระโถนไปเทเอง ถามท่านว่าทำไมไม่ให้คนใช้เทกระโถนแทน อันนี้เป็นเงื่อนนะ ท่านบอกว่า แม่ ๘๐ แล้ว โรคที่ห่วงที่สุด ก็คือ พวกโรคกระเพาะพวกลำไส้ไม่ทำงานเองหรือทำงานไม่เต็มที่ เราได้เอาไปเทเอง ได้เห็นชัดๆ ว่า ตอนนี้น่ะท้องไส้แม่เป็นอย่างไร แม่ช่วยตัวเองเริ่มจะไม่ค่อยได้แล้ว การรักษาสุขภาพตัวเองชักจะไม่ไหว เพราะฉะนั้นเราจะต้องดู จะให้คนใช้ดูน่ะอย่างไรเสียก็รอบคอบไม่เท่าเรา

                    เพราะฉะนั้นท่านเทกระโถนของแม่เอง ดูมันทุกวันไป มีอะไรเปลี่ยนแปลงในร่างกายของแม่ท่านรู้ตลอด ท่านไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ว่าเมื่อติดตามสังเกตมากเข้าๆ ก็จะรู้ ปรากฏว่าแม่ของท่านกว่าจะละโลกอายุก็ตั้ง ๘๙ – ๙๐ แน่ะ

                   นี่เขาทำกันอย่างนี้ ยอมสละความสุขส่วนตัวมาเทกระโถน เพราะว่าพระคุณของพ่อของแม่ ถ้าเรานึกให้ดีแล้ว พระคุณของท่านมากล้นเหลือหลายจนกระทั่งกลบความปฏิกูลของอุจจาระของปัสสาวะได้หมด คนอย่างนี้คนที่มองเห็นพระคุณของพ่อแม่ว่าท่วมท้นแก่ตัวเองอย่างเหลือหลายจนกระทั่งกลบความปฏิกูลของอุจจาระของปัสสาวะได้ แสดงว่าคุณธรรมในใจของท่านผู้นั้นไม่เบาเลย แม้เทวดาก็ต้องเกรงใจ

                    นี้ก็เป็นข้อสังเกตสำหรับคนที่ดูแลแม่ตลอดเวลา ไม่มีใครตกต่ำสักคน ถามว่าทำไมจึงไม่ตกต่ำ ตอบว่าคนอย่างนี้ต้องเป็นคนละเอียดลออ ถ้าไม่ละเอียดลออแล้วดูแลแม่ไม่ได้ ท่านชอบเสื้ออะไร ผ้าถุงหรือกระโปรงอะไร สียังไง ทรงยังไง ต้องตามท่านให้ทันล่ะ ท่านชอบคุยเรื่องอะไรก็ต้องเออออห่อหมกไปกับท่านได้ แล้วคนแก่คุยนี่คุยนานนะจะเตือนก่อน บางทีเรื่องนั้นท่านคุยให้เราฟังตั้งสี่ห้าสิบครั้งแล้ว พอเจอหน้าเราท่านก็คุยใหม่อีกแหละ เหมือนอย่างกับเป็นเรื่องใหม่ๆ ที่ท่านเพิ่งนึกได้อย่างนั้น ไอ้เราก็นึกว่าจะมีอะไรใหม่พอเข้าไปฟัง โถ… นี่เป็นครั้งที่ร้อยแล้วนี่แต่ท่านลืม เอ้าเราก็ต้องตั้งใจฟัง ถ้าไม่ตั้งใจฟัง ท่านจะน้อยใจว่า อ๋อ...โตแล้ว เดี๋ยวนี้เห็นท่านไม่มีค่า น้อยใจ คนแก่ถ้าน้อยใจเดี๋ยวอายุสั้น พอน้อยใจขึ้นมาก็ไม่อยากอยู่ พอไม่อยากอยู่ก็เลยไม่อยากกิน นี่ให้น้อยใจไม่ได้

                    เพราะฉะนั้น ถึงแม้ท่านพูดเรื่องซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นร้อยครั้งก็ต้องฟัง ต้องฟังอย่างตั้งใจอีกด้วย แล้วเห็นท่านลืมๆ หลงๆ อย่างนี้เถอะ เรื่องอะไรเมื่อ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ท่านเล่าไม่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่คำเดียว ท่านเล่าได้เป็นฉากๆ เชียวนะ

 

พระคุณแม่
พระธรรมเทศนา พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร