ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันที่ 01 กพ. พ.ศ.2555

 

“ขอความเจริญรุ่งเรืองในธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงบังเกิดแก่พวกเราทั้งหลาย"
 

       ผืนแผ่นดินไทย เป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ จนได้รับสมญานามว่า สุวรรณภูมิ มาตั้งแต่โบราณกาล คนไทยจึงมีชีวิตอย่างเรียบง่าย สงบ และสุขสบายตลอดระยะเวลาอันยาวนาน


        ก่อนพุทธกาล บรรพบุรุษไทยในดินแดนสุวรรณภูมิ ได้มีความนับถือเลื่อมใสในลัทธิต่างๆ ซึ่งปรากฏอยู่ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ รวมทั้งมีการนับถือผีสาง เจ้าพ่อเจ้าแม่ บูชาฟ้าดินตามลัทธิต่างๆ มากมาย ซึ่งถ้าจะพิจารณาสาวหาเหตุผลจริงๆ แล้ว ก็คือ ลัทธิมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาด้วยความไม่รู้จริงนั่นเอง

 

         เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่มาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ประมาณ ๓๐๐ ปีหลังพุทธกาล บรรพบุรุษของไทยเราก็ได้ละทิ้งความเชื่อถือในลัทธิดั้งเดิมจนหมดสิ้น หันหน้ามานับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงใจ นี่คือความเป็นอัจฉริยะของปู่ย่าตาทวดของเรา จึงเป็นใบบุญที่ปกป้องคุ้มครองมาชั่วลูกหลานเหลน ให้เราได้เคารพยึดถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

         ด้วยหลักธรรมะของพระพุทธศาสนาที่เปิดกว้างและใจกว้างต่อมวลมนุษย์นี้ ชาวพุทธในดินแดนสุวรรณภูมิจึงมีชีวิตอยู่ด้วยความสุข สงบ เปี่ยมด้วยเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์ทั่วไป มิได้มีจิตคิดกีดกันรังเกียจเดียดฉันท์ต่อชนชาติอื่น ลัทธิอื่น ศาสนาอื่นแต่ประการใด เป็นความเอื้ออารีที่ฝังลึกในสายเลือดของชนชาติไทยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นับเป็นพันๆ ปี ด้วยเหตุนี้ ดินแดนสุวรรณภูมิจึงเป็นดินแดนอิสระเสรีที่จะเลือกนับถือลัทธิศาสนาใด ๆ ก็ได้มาตั้งแต่โบราณกาล
 

        ฉะนั้น ผืนแผ่นดินไทยจึงเป็นผืนแผ่นดินเดียวในโลกที่ให้สิทธิแก่ผู้ที่อยู่ในแผ่นดิน ที่จะเลือกนับถือศาสนาใดๆ ก็ได้อย่างมีความสุข ไม่เคยปรากฏเลยว่า มีการต่อสู้ทำลายล้างกันในกลุ่มชนที่ต่างศาสนาในแผ่นดินของเรา ความเป็นชาวพุทธนี้เอง ที่สร้างความสุขสงบร่มเย็นให้แก่ดินแดนสุวรรณภูมิตลอดมา

       

        ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าคนไทยกว่าร้อยละ ๙๐ ของประเทศจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ยังมีผู้ที่เลื่อมใสในศาสนาอื่นๆ ปะปนอยู่ทั่วไป ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม ซึ่งเกิดขึ้นหลังพุทธกาล แม้จะมีความเชื่อถือต่างกัน แต่อีกหลายลัทธิก็ยังมีให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีข่าวปรากฏตามสื่อมวลชนต่างๆ ว่ามีเจ้าลัทธิศาสดาใหม่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย หลวงพ่อก็เลยได้รับคำถามหลายอย่าง เช่น

“หลวงพ่อครับ...พระสัมมาส้มพุทธเจ้าท่านกลับชาติมาเกิดหรือครับ"

 "หลวงพ่อครับ...ท่านผู้นั้นมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตามข่าวหรือเปล่าครับ"

"หลวงพ่อครับ...ผมจะนับถือพระพุทธเจ้าคู่กับศาสดาองค์นี้ได้ไหมครับ”

 

         สารพัดคำถามเกี่ยวกับศาสดาโน้นศาสดานี้มากมาย แสดงว่าพวกเราจับอะไรกันไม่ค่อยติด บางทีก็นับถือพุทธศาสนาแบบเผื่อเลือก อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า เข้าไปในโบสถ์ กราบพระประธานสามครั้ง...กราบเสร็จถอยมาที่เชิงบันได พบสิงโตปั้นคู่หนึ่ง ก็ไหว้สิงโตแถมไปด้วย พ้นเชิงบันไดที่ซุ้มประตู พบรูปปั้นยักษ์ที่หน้าประตู แหม กระบองมันโตดี ยกมือไหว้อีกที... กลับมาถึงบ้านไหว้ศาลพระภูมิอีก พอเข้าบ้านยังมีของขลังอีกมากมายให้ไหว้ให้กราบ
 

        อ่านหนังสือพิมพ์เมืองแขก ได้ข่าวว่ามีผู้วิเศษเกิดขึ้น จึงเอารูปมาติดบูชาท่านเสียหน่อย เห็นแล้วอ่อนใจ ไม่รู้ว่าอะไรกันนักหนา ตุปัด ตุเป๋ จับอะไรเป็นหลักไม่ได้
 

        หลวงพ่ออยากให้ข้อคิดสักนิดว่า โดยทั่วไปไม่ว่าใครจะเลือกนับถือใครเป็นครูบาอาจารย์ เป็นศาสดา เขามักต้องมีหลักในการเลือก บรรพบุรุษของเราก็เช่นกัน ท่านได้เลือกนับถือพุทธศาสนา เลือกอย่างมีหลักการ มีข้อเท็จจริงสนับสนุน และมีเหตุผลพิสูจน์ได้
 

        เมื่อเลือกด้วยหลักการแล้วก็เชื่อมั่นได้ว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานแสนนาน เราก็ยังเคารพกราบไหว้ ศรัทธา ยึดถือคำสอนของท่านเป็นหลักของชีวิตจิตใจได้อย่างเต็มภาคภูมิและอย่างสุดหัวใจ

 

จากหนังสือเรื่อง ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดย พระภาวนาวิริยคุณ