เ ส ด็ จ อ อ ก บ ร ร พ ช า

วันที่ 12 เมย. พ.ศ.2549

 

 

.....ข้าแต่เสด็จแม่ ขอพระองค์ทรงอนุญาตการบวชแก่หม่อมฉันเถิด หม่อมฉันบริจาคทานในวังของตน ยังถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้เบียดเบียนทั้งตนเองและคนอื่น หม่อมฉันจะออกไปจากแคว้นของตน โดยประสงค์ของชาวสีพี หม่อมฉันจะเสวยทุกข์นั้นในป่า ที่เกลื่อนด้วยพาลมฤค มีแรด และเสือเหลืองอยู่อาศัย แล้วหม่อมฉันจักบำเพ็ญบุญทั้งหลาย

 

.....กาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์ เปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง สรรพชีวิตที่เกิดมาแล้ว ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ผู้คนมากมายได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เหตุเพราะไม่รู้จุดหมายปลายทางของชีวิตว่า เกิดมาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต เมื่อไม่รู้ความจริงของชีวิต จึงเวียนวนข้องเกี่ยวอยู่กับเบญจกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นเหยื่อล่อของพญามาร ทำให้ข้องอยู่ในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้มานับภพนับชาติไม่ถ้วน การทำสมาธิเจริญภาวนา หมั่นฝึกฝนใจให้สะอาดบริสุทธิ์หยุดนิ่ง เป็นประจำสมํ่าเสมอ เป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะนำพานาวาชีวิตของเรา ให้หลุดพ้นจากวังวนแห่งสังสารวัฏอันยาวไกลนี้ ก้าวไปสู่พระนิพพานแดนอันเกษมที่เป็นเอกันตบรมสุข

 

พระเวสสันดรโพธิสัตว์ได้กล่าวอำลา เพื่อออกบวชเป็นบรรพชิตว่า

.....ข้าแต่เสด็จแม่ ขอพระองค์ทรงอนุญาตการบวชแก่หม่อมฉันเถิด หม่อมฉันบริจาคทานในวังของตน ยังถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้เบียดเบียนทั้งตนเองและคนอื่น หม่อมฉันจะออกไปจากแคว้นของตน โดยประสงค์ของชาวสีพี หม่อมฉันจะเสวยทุกข์นั้นในป่า ที่เกลื่อนด้วยพาลมฤค มีแรด และเสือเหลืองอยู่อาศัย แล้วหม่อมฉันจักบำเพ็ญบุญทั้งหลายŽ

 

.....*ครั้งที่แล้ว ได้กล่าวถึงตอนที่พระเวสสันดร ได้ถวายสัตตสตกมหาทาน พร้อมทั้งสิ่งของอย่างอื่นมากมาย กระทั่งรถม้าที่เป็นราชพาหนะนำพาท่านออกผนวช เมื่อมีพราหมณ์ตามมาขอพระองค์ก็ให้ไป ส่วนพระองค์พร้อมด้วยพระนางมัทรี และพระโอรสพระธิดา ยอมที่จะเสด็จไปด้วยเท้าเปล่า เพียงขอให้มีโอกาสได้ทำทานเท่านั้น นี่เป็นหัวใจของพระโพธิสัตว์ ผู้หวังจะได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ เมื่อพวกเราฟังแล้ว บางท่านอาจสงสัยหรือเกิดความขัดแย้งขึ้นในใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบริจาคทาน จนเป็นเหตุให้ตนเองต้องเดือดร้อนถึงเพียงนั้น

 

.....ความเดือดร้อนหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจ พระโพธิสัตว์ทรงมองการณ์ไกล ทรงรู้ถึงมหานิสงส์อันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกาล ท่านยอมลำบากในภพชาตินี้ เพื่อให้ได้ความสุขอันยิ่งใหญ่ใน ภพชาติต่อๆ ไป จนกระทั่งถึงภพชาติสุดท้าย ด้วยท่านตระหนักดีว่าสิ่งที่ท่านให้ไปนั้น จะมีผลดีต่อมวลมนุษยชาติอีกมากมายนับไม่ถ้วน ท่านจึงยอมสละทุกอย่าง แม้ชีวิตก็ให้ได้ ดังนั้นจะเอาตัวเราไปเปรียบกับผู้ที่มีหัวใจกว้างขวางอย่างนั้นไม่ได้ เพราะจะไม่ต่างกับเอาน้ำในบ่อไปเทียบกับน้ำในมหาสมุทรฉะนั้น

 

.....เมื่อพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์กล่าวอำลาพระราชชนกชนนี และเหล่าประยูรญาติแล้ว ได้นำพระนางมัทรี และพระโอรสพระธิดา เสด็จออกเดินทางสู่เขาวงกตกันตามลำพัง ในระหว่างเดินทาง ท่านได้ประสบเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง เช่น เมื่อพระโอรสพระธิดาทอดพระเนตรเห็นพฤกษชาติเผล็ดผลในป่าใหญ่ อยากเสวยผลไม้เหล่านั้น ต้นไม้เหล่านั้นก็น้อมกิ่งลงมาให้พระโอรสพระธิดาสามารถเด็ดเสวยได้เองอย่างง่ายด้วย พระนางมัทรีราชเทวีทอดพระเนตรสิ่งอัศจรรย์นี้ รู้ทันทีว่า เป็นเพราะอำนาจแห่งทานบารมีของพระเวสสันดร

 

.....เมื่อพบใครที่เดินสวนทางมา ท่านได้ไต่ถามทางไปเขาวงกต เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ห่างไกลมาก คนที่ชำนาญทางได้แนะนำว่า ตั้งแต่เชตุดรราชธานี ถึงภูเขาชื่อสุวรรณคิรีตาละ ประมาณ ๕ โยชน์ ตั้งแต่สุวรรณคิรีตาละถึงแม่น้ำชื่อโกนติมารา ๕ โยชน์ เดินทางไปอีก ๕ โยชน์ จะพบภูเขาอัญชนคิรี ไปอีก ๕ โยชน์ จะเป็นบ้านพราหมณ์ชื่อตุณณวิถนาลิทัณฑ์ จากนั้นไปอีก ๑๐ โยชน์ จะถึงมาตุลนคร รวมตั้งแต่เชตุดรนครถึงแคว้นนั้นเป็น ๓๐ โยชน์ แต่เป็นเรื่องอัศจรรย์ว่า เทวดามาช่วยย่นหนทางให้ ทำให้กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ เสด็จถึงมาตุลนคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเจตรัฐใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น นี่เป็นเพราะบุญ คนดีนั้นแม้ตกทุกข์ได้ยากก็จะมีผู้คอยติดตามช่วยเหลือ ที่โบราณท่านเรียกว่า คนดีผีคุ้ม แต่ที่จริงเทวดาลงรักษาต่างหาก

 

.....เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ เสด็จถึงเจตรัฐในเวลาเย็น สมัยนั้นมีเจ้าครองนครอยู่ในมาตุลนครถึง ๖๐,๐๐๐ พระองค์ เมื่อชาวเมืองรู้ว่า พระเวสสันดร พระนางมัทรี และพระโอรสพระธิดาเสด็จมาด้วยเท้าเปล่า ต่างเกิดความสงสัยและพากันมาเข้าเฝ้า อีกทั้งได้แจ้งข่าวไปยังพระยาเจตราชทั้ง ๖๐,๐๐๐ องค์ ซึ่งทุกพระองค์ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เหมือนหมู่ญาติ รอคอยบุคคลที่จากไปนาน ด้วยความใจจดใจจ่ออย่างนั้น

 

.....พระยาเจตราชทูลถามพระเวสสันดรว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พลนิกายของพระองค์อยู่ที่ไหน รถพระที่นั่งของพระองค์อยู่ที่ไหน พระองค์ไม่มีม้าทรง ไม่มีรถทรง เสด็จดำเนินมาทางไกล ถูกข้าศึกย่ำยีกระมัง จึงเสด็จมาถึงประเทศนี้Ž พระเวสสันดรทรงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น พระยาเจตราช ทั้ง ๖๐,๐๐๐ องค์ ต่างทรงสงสารพระองค์ยิ่งนัก ที่ทำดีแต่ไม่มีใครเห็นความดี จึงพร้อมใจกันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอเชิญเสด็จประทับ ณ เจตรัฐนี้ พวกหม่อมฉันจะไปเฝ้าพระราชบิดาของพระองค์ เพื่อทูลขอโทษ และแจ้งให้ทราบว่าพระองค์ไม่ได้มีความผิดอะไรเลยŽ

 

.....พระเวสสันดรทรงห้ามปรามเจ้านครเหล่านั้น ที่พระองค์ต้องถูกเนรเทศออกนอกเมือง เป็นเพราะความไม่เข้าใจของชาวเมืองสีพี หาใช่เป็นความผิดของพระราชบิดาไม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายก็ยังยินยอมพร้อมใจที่จะถวายราชสมบัติให้กับพระเวสสันดรเพื่อเป็นเจ้าครองนครปกครองดูแลพวกตน แต่ท่านก็ไม่ได้ปรารถนา เพียงแค่ขอพักอาศัยที่เมืองนี้เพียงคืนเดียวเท่านั้น วันรุ่งขึ้นก็จะพากันออกเดินทางต่อ เพื่อบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าตามลำพัง

 

.....เมื่อพระยาเจตราชทั้งหลายไม่สามารถชักชวนพระองค์ให้เสวยราชสมบัติในมาตุลนครได้ จึงพากันสร้างศาลาอย่างดีถวายเป็นที่พักอาศัยหนึ่งราตรี จากนั้นกษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ก็เสด็จออกเดินทางไกล โดยมีกษัตริย์ ๖๐,๐๐๐ พระองค์ พร้อมด้วยเหล่าอำมาตย์ ข้าราชบริพารมากมายเสด็จตามไปส่งถึง ๑๕ โยชน์ นับเป็นการออกบวชอย่างมีเกียรติ ด้วยอานุภาพบุญของท่าน แม้จะเป็นหนทางไกลแต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง ปากทางเข้าป่าใหญ่ พระยาเจตราชได้แต่งตั้งนายพรานคนหนึ่งชื่อเจตบุตร รักษาทางเข้าป่าใหญ่ จะได้ไม่มีใครมารบกวนหรือประทุษร้ายกษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ได้ หลังจากนั้นชักชวนกันเสด็จกลับเข้าเมือง

 

.....เมื่อพระเวสสันดรพร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชเทวี เสด็จถึงภูเขาคันธมาทน์ก็ได้ประทับพักผ่อน ชั่วครู่ และออกเดินทางต่อไปยังเชิงเขาวิปุลบรรพต ทรงประสบ สิ่งต่างๆ ที่น่ารื่นรมย์ใจตลอดทาง แม้จะมีสัตว์ป่ามากมาย แต่สัตว์ ทุกจำพวกต่างแสดงอาการเป็นมิตร พระโอรสพระธิดาทั้งสอง พากันเล่นสนุกสนานอย่างเบิกบาน ทรงเดินทางเข้าป่าลึก ไปเรื่อยๆ ไม่มีใครรู้สึกว้าเหว่ หรือกังวลใจ มีแต่ความโล่งโปร่งใจ มองไปทางไหนก็เห็นป่าไม้ ภูเขา ลำธาร ที่สวยสดงดงาม

 

.....ขณะนั้น พิภพของท้าวสักกเทวราชแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะพิจารณาแล้ว ทรงรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาเข้าเฝ้า เพื่อให้ไปสร้างอาศรมที่เขาวงกต วิสสุกรรมเทพบุตรรับเทวบัญชาแล้ว รีบลงจากเทวโลกไปแสวงหาสถานที่อันน่ารื่นรมย์ เนรมิตบรรณศาลา ๒ หลัง ที่จงกรม ๒ แห่ง ที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน และได้ตระเตรียมบริขารสำหรับไว้ใช้ จากนั้นได้จารึกอักษรไว้ว่า ท่านผู้หนึ่งผู้ใดใคร่จะบวชก็จงใช้บริขารเหล่านี้Ž พร้อมกับห้ามเหล่าอมนุษย์ หมู่เนื้อหมู่นก ที่มีเสียงดังรบกวนเข้ามาใกล้

 

.....นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างมหาทานบารมี และเนกขัมมบารมีของพระโพธิสัตว์ แม้จะประสบความทุกข์เพราะการบริจาคทานในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าคิดกล้าทำ แต่การกระทำของพระองค์อยู่ในสายตาของสวรรค์ และของผู้รู้ทั้งหลาย ท่านจึงได้รับความช่วยเหลือให้แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ แม้ท่านจะออกบวชแล้ว ท่านก็ยังบริจาคทานต่อไปอีก เป็นแบบอย่างให้เราได้ปฏิบัติตามและอย่าลืมหมั่นสอนตัวของเรา หมั่นขวนขวายสร้างบารมีตามแบบอย่างของพระโพธิสัตว์ หมั่นสั่งสมบุญเจริญสมาธิภาวนาให้เต็มที่

 

*มก. เวสสันตรชาดก เล่ม ๖๔ หน้‰า ๖๕๖

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร