ชู ช ก ข อ โ อ ร ส ธิ ด า

วันที่ 26 เมย. พ.ศ.2549

 

 

.....ธรรมดาของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย มีความเสื่อมไปตามกาลเวลา ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่เคยหยุดยั้ง ได้นำความแก่ ความเจ็บ และความตายมาสู่ตัวเราตลอดเวลา เวลาไม่เคยหยุดในการทำหน้าที่ของมัน ทุกชีวิตถูกความเสื่อมครอบงำทุกอนุวินาที และกำลังก้าวไปสู่ความเสื่อมสลาย เพราะฉะนั้นเราไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต ควรมองให้เห็นโทษภัยของความเสื่อมนั้น จะได้คลายจากความยึดมั่น ถือมั่นในคน สัตว์ สิ่งของ ไม่มัวเอาใจไปข้องเกี่ยว หรือวางใจไว้กับสิ่งภายนอก ซึ่งไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริง ควรแสวงหา ที่พึ่งภายใน คือ พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งสูงสุดอันเกษมของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

.....มีธรรมภาษิตใน ปฐมภิกขุสูตร ว่า บุคคลไม่อาจให้สิ่ง ๓ อย่างเต็มได้ คือ ไฟเต็มด้วยเชื้อ มหาสมุทรเต็มด้วยน้ำ คนมีความอยากมากเต็มด้วยปัจจัยŽ ที่ยกพระบาลีนี้ขึ้นมากล่าวอ้าง เป็นอุเทศเพราะว่ากำลังจะกล่าวถึงพราหมณ์ชูชกผู้ไม่อิ่มด้วย ความอยากในเบญจกามคุณ จึงต้องออกเดินทางไปขอพระโอรสพระธิดาของ พระเวสสันดรมาเป็นทาสรับใช้ โดยไม่คำนึงถึงฐานะของตัวเอง พราหมณ์ชูชกนั้นมีความหลงใหลในนางอมิตตตาเป็นกำลัง เมื่อภรรยาร้องขอสิ่งใดก็จัดการหามาให้ กระทั่งให้ไปขอข้าทาสจากพระเวสสันดรซึ่งอยู่ไกลมาก อีกทั้งหนทางก็ลำบาก ยังสู้อุตส่าห์ถ่อสังขารไปจนถึงเขาวงกตในที่สุด

 

.....*เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อชูชกเดินทางเข้าไปในนครเชตุดร ได้ไต่ถามประชาชนที่มาประชุมกันตามสถานที่ต่างๆ ว่า พระเวสสันดรผู้รักในการบริจาคทานเป็นชีวิตจิตใจ บัดนี้ประทับอยู่ที่ไหน ทำอย่างไรจึงจะเข้าเฝ้าพระเวสสันดรได้ ครั้นรู้ข่าวว่าพระเวสสันดร ตอนนี้ได้เสด็จไปประทับอยู่ที่เขาวงกต นับเป็นเวลานาน ๗ เดือนแล้ว

 

.....เมื่อมหาชนรู้ว่า ชูชกจะมาขอรับบริจาคทาน คือ ข้าทาส จากพระเวสสันดร ต่างไม่พอใจ พากันถือก้อนดินและท่อนไม้ ไล่ตามชูชกไป ชูชกถูกเทวดาดลใจให้รีบหลบหนีการโดนรุมทำร้าย และรีบออกจากเมือง เมื่อรู้ว่าพระเวสสันดรไม่ได้เสด็จไปตามลำพัง แต่ยังมีพระนางมัทรี พระโอรสและพระธิดาติดตามไปด้วย จึงตั้งใจว่าจะไปขอกัณหาชาลีราชกุมาร ชูชกได้มุ่งหน้าไปทางเขาวงกตตามลำพัง ในใจก็คิดถึงอมิตตตาภรรยาสาวไม่ได้ขาด ยิ่งคิดถึงนางมากเพียงไรก็ยิ่งเร่งออกเดินทางไปเขาวงกต เพื่อขอพระโอรสพระธิดามาเป็นข้าทาสรับใช้ของภรรยาสาวให้ได้ เมื่อไปถึงทางเข้าป่าใหญ่ ชูชกก็ถูกฝูงสุนัขล่าเนื้อวิ่งเข้าใส่ หมายจะขยํ้าคอกัดให้ตาย จึงรีบวิ่งหนีขึ้นต้นไม้เอาตัวรอดอย่างทุลักทุเล

 

.....ฝ่ายพรานเจตบุตร ที่เหล่าพญาเจตราชแต่งตั้งให้อารักขาพระเวสสันดร เมื่อได้ยินเสียงครํ่าครวญของชูชก จึงคิดว่าพราหมณ์คนนี้ครํ่าครวญอยากจะพบพระเวสสันดร คงจักขอพระมัทรีหรือพระโอรสพระธิดา พราหมณ์คนนี้คงมาร้ายไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน เราจักฆ่าเขาในที่ตรงนี้แหละ จากนั้นได้เดินตรงเข้าไปพร้อมกับขู่ตะคอกใส่ พลางโก่งคันธนูหมายจะยิงพราหมณ์ให้ตาย

 

.....ชูชกเห็นเช่นนั้นก็ตกใจกลัวตาย และด้วยความเป็นผู้มีไหวพริบ จึงพูดโกหกพรานว่า ข้าเป็นพราหมณŒทูต เป็นผู้ไม่สมควรถูกฆ่า เจ้าจงฟังข้าก่อน ชาวสีพีทั้งปวงหายขัดเคือง พระเวสสันดรบรมกษัตริย์แล้ว พระชนกก็ทรงปรารถนาพระโอรส ทั้งพระชนนีของพระองค์ทรงชราภาพ มีพระเนตรทั้งสองฝ้าฟาง เสื่อมโทรมลงไปทุกวัน ได้แต่ครํ่าครวญหาพระโอรสปานใจจะขาด ข้าเป็นผู้ที่พระราชาพระราชินีส่งมาเป็นทูตเจรจา เจ้าจงฟังข้าก่อน ข้าจักเชิญพระเวสสันดรกับพระราชโอรสกลับเข้าเมือง ถ้าเจ้ารู้จงบอกหนทางแก่ข้าด้วยเถิดŽ

 

.....นี่เป็นวิธีการเอาตัวรอดของพราหมณ์เฒ่าชูชก ถ้อยคำทำให้พรานเจตบุตรเชื่ออย่างสนิทใจ และเกิดปีติยินดีเพราะคิดว่า พราหมณ์เฒ่าคนนี้จะเป็นผู้มาทูลอัญเชิญพระเวสสันดรให้เสด็จกลับไปเสวยราชสมบัติที่กรุงเชตุดร โดยหารู้ไม่ว่าเป็นกลลวง จึงผูกสุนัขทุกตัวเพื่อไม่ให้เข้าไปทำร้ายชูชก จากนั้นได้ขึ้นไปประคองชูชกลงมาจากต้นไม้ และนำอาหารมาต้อนรับเป็นอย่างดี

 

.....เมื่อถูกชูชกถามทางไปเขาวงกต พรานได้ชี้บอกหนทางอย่างละเอียดลออ พร้อมกับพรรณนาลักษณะของพระเวสสันดรว่า โน่นภูเขาคันธมาทน์ เป็นที่ประทับของพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงครองเพศบรรพชิตอยู่ที่นั่น

 

.....พระเวสสันดรนั้นเป็นผู้ยินดีในการบริจาคทาน พระองค์ทรงเป็นที่อาศัยของเหล่ายาจก เฉกเช่นธรณีดลเป็นที่อาศัยของสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์เป็นที่ไปเฝ้าของผู้ยากไร้ ดังสาครเป็นที่ไหลไปแห่งแม่น้ำน้อยใหญ่ พระองค์เป็นดังสระน้ำมีท่าอันงาม ลงอาบดื่มได้ง่าย มีน้ำเย็น น่ารื่นรมย์ ดารดาษไปด้วยดอกบุณฑริกบัวขาบ ประกอบด้วยละอองเกสร ทรงเปรียบประหนึ่งต้นนิโครธใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน เปรียบเหมือน ต้นไทรที่ใกล้หนทาง ให้ร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของกองคาราวาน ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนŽ

 

.....นอกจากนี้พรานเจตบุตรแนะนำว่า ก่อนจะไปถึงพระเวสสันดร ท่านจะได้พบกับอัจจุตฤาษีผู้มีฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ ถือเพศเป็นพราหมณ์ มีขอสำหรับสอยผลไม้ ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิงกับทั้งชฎา ครองหนังเสือเหลือง นอนเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง ท่านไปถึงแล้วถามท่านพระฤาษีเถิด ท่านจะบอกหนทางให้Ž

 

.....ชูชกได้ยินคำแนะนำจากพรานเจตบุตรเช่นนั้น รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ดีใจว่าตัวเองสามารถหลอกพรานป่าเอาชีวิตรอดมาได้ และดีใจมากที่จะได้ขอกัณหาชาลีมาเป็น ข้าทาสรับใช้ จึงรีบออกเดินทางไปสำนักของอัจจุตฤาษีทันที เมื่อเดินทางไปถึง เข้าไปสนทนากับพระอัจจุตฤาษี พลางไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ จากนั้นเลียบเคียงถามถึงที่อยู่ของพระเวสสันดร

 

.....ท่านดาบสได้ฟังคำถามเช่นนั้น เกิดความสังหรณ์ใจคิดว่า ดูจากหน้าตาพร้อมกับลักษณะท่าทาง พราหมณ์แก่คนนี้คงมาร้าย ไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน พราหมณ์ชูชกน่าจะมาขอพระมเหสีหรือไม่ก็อยากได้พระกุมาร และพระกุมารีอย่างแน่นอน ดาบสเกิด ความลังเลสงสัยและไม่พอใจ จึงไม่ยอมบอกหนทาง

 

.....พราหมณ์ชูชกแสร้งทำเป็นพูดประจบประแจงว่า ท่านผู้เจริญ ยังไม่ควรจะโกรธเคืองข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามิได้มาขออะไร การเห็นพระผู้ประเสริฐย่อมให้สำเร็จประโยชน์ การอยู่ร่วมกับพระผู้ประเสริฐเป็นความสุขทุกเมื่อ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระเจ้าสีวีที่ถูกชาวสีพีขับไล่ ข้าพเจ้ามาเพื่อจะพบพระองค์ ขอพระคุณเจ้าโปรดแจ้งข้าพเจ้าด้วยเถิดŽ พระอัจจุตฤาษีได้ฟังคำของชูชก ก็หลงเชื่อถ้อยคำประจบประแจง จึงเหยียดมือชี้ไปทางที่ประทับของพระเวสสันดร พร้อมกับบอกเส้นทางอย่างละเอียดถี่ถ้วน ชูชกขอบคุณพระฤาษี และรีบออกเดินทางทันที

 

.....จากเรื่องราวข้างต้น เห็นได้ว่า จะทำดีหรือทำชั่วอะไรสักอย่าง ต้องใช้ปัญญากันทั้งนั้น เพียงแต่จะเป็นปัญญาบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เท่านั้น อุปสรรคหรือปัญหาในโลกนี้ที่เราเจอต่างมีมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งต้องอาศัยปัญญาในการแก้ไขปัญหา จึงจะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ เหล่านั้นไปได้ เราเกิดมาชาตินี้ เพื่อทำความดีอย่างเดียว การทำความดีบางครั้งต้องสวนกระแสโลก สวนกระแสกิเลส จึงต้องอาศัยกำลังใจที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นอย่าได้ท้อแท้ใจในการที่จะสั่งสมบุญใหญ่กันต่อไป

 

____________________________________________________________

*มก. เวสสันดรชาดก เล่ˆม ๖๔ หน้‰า ๖๗๒