วิชชาธรรมกายตอนที่ 1

วันที่ 11 กย. พ.ศ.2556

 

              ในปี พ.ศ. 2461 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงค์ พระมงคลเทพมุนี  (สด จนฺทสโร) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ขณะนั้น มีพระประจำวัดอยู่เพียง 13 รูป

 

       ท่านได้ตั้งใจทำนุบำรุงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กระทั่งมีความเจริญรุ่งเรือง มีพระภิกษุสามเณรมากกว่า 500 รูป มากที่สุดในประเทศยุคนั้น  ท่านทุ่มเทชีวิตเทศน์สอนการทำสมาธิภาวนาที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพราะตระหนักแก่ใจแล้วว่า การเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยชาวโลกให้พ้นทุกข์ ได้พบสันติสุขที่แท้จริง ได้เข้าใจคำว่า “สรณะ” ที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐฯ ซึ่งมีอยู่ภายในตัวมนุษยชาติทุกคน ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา

 

             พระธรรมเทศนา ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จะอ้างอิงกับพระพุทธภาษิตเสมอ จึงไม่หลุดจากหลักการสำคัญ เพราะพุทธดำรัสของพระพุทธองค์นั้น ทุกคำ ทุกตัวอักษร ล้วนเคยทำให้พุทธบริษัท 4 ในสมัยพุทธกาลบรรลุธรรมมากมาย ครั้งละนับหมื่นแสนล้านคน รวมไปถึงเทพเทวาทั้งหลาย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้พิสูจน์ให้ผู้ประพฤติธรรมตามรู้เห็นด้วยตัวเองว่า ทุกตัวอักษรภาษาบาลีนั้น มาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง

 

            ทุกครั้งที่เทศน์ เมื่อนำพระบาลีขึ้นต้น แล้วท่านก็จะแปลและขยายความพระบาลีออกไป จากนั้น จึงบอกวิธีกำหนดใจ น้อมใจเข้าไปสู่ทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” ดังตัวอย่างพระธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ 1 “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” จากหนังสือ มรดกธรรมของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

 

          “ณ บัดนี้ จะได้แสดงธรรมกถา ว่าด้วยพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เพื่อประดับสติปัญญาและปสาทะแห่งท่านสัตบุรุษ พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จักแสดงตามลำดับพระบาลี มียกไว้ข้างต้น เริ่มแต่คำว่า อิติปิโส ภควา ไปจนจบ แต่การแสดงจะหนักไปทางปฏิบัติ เพื่อมุ่งประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่”

 

ซึ่งพระภาวนาวิริยคุณ รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้กรุณาขยายความตอนนี้ว่า

 

คำว่า “ปสาทะ” ในความหมายแรก แปลว่า ความเลื่อมใส คือ ใจเลื่อม ไม่ขรุขระ แล้วก็เลื่อมมากจนใจใส

 

       ปสาทะ ในความหมายที่สอง แปลว่า ความผ่องใส ความเบิกบาน ใส คือ แสงสว่างทะลุได้ ถ้ามันทึบแสงก็ทะลุไม่ได้ เท่ากับท่านได้บอกว่า ขอให้ได้ตั้งใจฟังพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เถิด รับรองใจของเราจะทั้งเลื่อมทั้งใสทีเดียว

 

     ใจทั้งเลื่อมทั้งใส หมายความว่า ธรรมดาใจของคนเราเป็นดวงกลมๆ เหมือนอย่างดวงแก้ว ดวงจันทร์ ดวงดาว แต่ใจของคนบางคนมันขรุขระ แล้วขุ่นมัว ด้วยอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง เหมือนดวงแก้วตกโคลน

 

พระธรรมเทศนาของพระมงคลเทพมุนี กล่าวต่อไปถึงพระพุทธคุณว่า

 

     “อรหํ" เป็นพระคุณข้อต้น มีนัยจะแสดงดังต่อไปนี้ อรหํ เป็นเนมิตกนาม เกิดขึ้นเองพร้อมกับที่พระองค์บรรลุพระโพธิญาณ

 

          อรหํ เป็นคำที่พวกเรานักปฏิบัติธรรมเชิดชูกันหนักหนา  ถึงแก่ได้นำมาไว้เป็นบทบริกรรมภาวนาในเวลานั่งสมาธิ ซึ่งขอนำมาแปลไว้ในที่นี้เพื่อได้ซาบซึ้งพระคุณตามข้อนี้ไว้บ้าง แต่การจะพรรณนาให้สิ้นสุดได้ เมื่อคิดแล้วเทียบแล้วก็เท่าอากาศในปีกนก กล่าวคือ บรรดาอากาศทั้งหลายในสากลโลก มีมากสุดคณา แต่คิดเฉพาะอากาศเท่าที่ปีกนกกระพือ ขณะที่บินหนหนึ่ง จะมีอากาศอยู่ในระหว่างปีกนิดเดียว ในจำนวนอากาศทั้งหลาย นี่ฉันใด ก็ฉันนั้น

 

         อรหํ แปลสั้นๆ ว่า ไกล ว่า ควร เป็นสองนัยอยู่  ไกล หมายความว่า ไกลจากกิเลส หรือพ้นจากกิเลส แล้วตรงกันข้ามกับปุถุชนคนเรา ซึ่งยังอยู่ใกล้ชิดกิเลส พระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องดังแท่งทองชมพูนุท หรืออย่างหนึ่งว่า ใส เหมือนดวงแก้วอันหาค่ามิได้ สมคำว่า “พุทธรัตนะ”

 

รัตนวนาลี 5/9/56

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร