ลิฟท์ช้า

วันที่ 14 กย. พ.ศ.2556

 

         ผู้จัดการของตึกสำนักงานใหญ่แห่ง ได้รับคำตำหนิอย่างมากเกี่ยวกับความเชื่องช้าของลิฟต์ในตึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาทำงาน เนื่องจากบางบริษัทที่เช่าสำนักงานอยู่ในตึกนี้ขู่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ถ้าหากทางผู้จัดการยังไม่แก้ปัญหาดังกล่าว ทางผู้จัดการจึงตัดสินใจว่าจะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

 

          ผู้จัดการได้เรียกประชุมกลุ่มวิศวกรที่ปรึกษา ที่มีความชำนาญในการออกแบบระบบลิฟต์ หลังจากที่พวกเขาสำรวจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทางวิศวกรจึงเสนอวิธีแก้ไขด้วยกัน 3 แบบ คือ

1. เพิ่มจำนวนลิฟต์

2. เปลี่ยนลิฟต์ที่มีอยู่บางตัวด้วยลิฟต์ที่วิ่งเร็วกว่า

3. ติดตั้งระบบควบคุมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ควบคุมการทำงานของลิฟต์ทั้งหมดให้เร็วขึ้น

 

        ทางวิศกรที่ปรึกษาได้คำนวณค่าใช้จ่าย และประโยชน์โดยวิธีการทั้ง 3 ข้อนี้ พวกเขาสรุปได้ว่า การเพิ่มจำนวนลิฟต์หรือการเปลี่ยนลิฟต์ที่มีอยู่บางตัว ด้วยลิฟต์ที่วิ่งเร็วกว่าเท่านั้นที่สามารถให้การบริการดีกว่าเดิม แต่ว่าต้นทุนของวิธีการทั้งสองสูงกว่าประโยชน์ที่ทางผู้จัดการจะได้รับมาก ดังนั้นถ้ากล่าวกันจริงๆแล้ว ไม่มีวิธีใดที่ดีพอที่ควรจะใช้เลย บรรดาวิศวกรจึงปล่อยให้ผู้จัดการตึกเป็นคนตัดสินปัญหาเอง

 

        ผู้จัดการตึกของเราก็เรียกประชุมบรรดาลูกจ้างทุกคน เพื่อขอความเห็นว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ผู้จัดการน้อยคนนักที่จะปฏิบัติเช่นผู้จัดการตึกของเราคนนี้ เขาพูดถึงปัญหาของลิฟต์ให้บรรดาลูกจ้างฟังและขอความเห็นจากลูกจ้างที่เข้าประชุม ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อแนะนำหลายอย่าง แต่ว่าข้อคิดเห็นนั้นก็ถูกยกเลิกไปก่อนที่จะผ่านวาระการประชุมเสมอ

 

           การประชุมเริ่มดำเนินการช้าลง จนกระทั้งหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของแผนกบุคคลและได้นั่งเงียบมาตลอด เค้าได้แสดงความคิดเห็นของเขาบ้าง เขาอธิบายความเห็นอย่างสั้นๆ และกินเวลาครู่เดียว

 

ทุกคนในที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขาทันที

 

หลักจากนั้นสองสามสัปดาห์ก็ไม่มีเสียงบ่นจากผู้ใช้ลิฟต์อีกเลย ปัญหาต่างๆ ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาก็น้อยมาก

 

^^วิธีการที่ทางผู้จัดการใช้คือ เขาติดตั้งกระจกขนาดใหญ่บนผนังข้างๆ ลิฟต์ของทุกๆชั้น

 

         ชายหนุ่มสมองใสคนนั้นใช้หลักจิตวิทยาเข้าช่วยในการคำนึงถึงสาเหตุที่คนบ่นว่าลิฟต์ช้า เขาคิดว่าความเบื่อหน่ายในการรอลิฟต์เป็นสาเหตุดังกล่าว แท้จริงแล้วช่วงเวลาที่คนเหล่านั้นรอลิฟต์ค่อนข้างน้อยมาก แต่พวกเขาคิดว่านาน เพราะพวกเขาไม่มีอะไรทำในระหว่างยืนรออยู่ ชายหนุ่มคนนี้เสนอบางสิ่งบางอย่างให้คนพวกนี้ทำคือ ให้พวกเขามองดูตัวเองและผู้อื่น (โดยเฉพาะเพศตรงข้าม) ในกระจก สิ่งนี้ทำให้ทุกคนที่รอลิฟต์มีอะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่ไม่เบื่อหน่ายทำ

 

      เค้าเลยบอกมานะครับว่า...ปัญหาหนึ่งๆ ย่อมมีวิธีแก้ไขได้หลากหลายเสมอๆ เหมือนเหรียญที่มีอยู่ เหรียญยังมีตั้งสองด้าน 

       พวกเรามักใช้ความเคยชิน(ยึดถือปฏิบัติตามๆกันมา)ใช้ในการแก้ปัญหา มากกว่า"ตรรกะ"(ความคิด, ความตรึกตรอง)นั่นเองครับ

^^ จงคิดให้นอกกรอบ ...เพราะ เหมือนคือ ไม่แตกต่าง...

 

 .....................................
สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน กดไลค์ได้ใจ กดแชร์ได้บุญ
อะไรดีๆมีอีกเยอะ กดLike www.facebook.com/webkal