ทรงให้พระจูฬปันถกลูบผ้าขาว2

วันที่ 24 พค. พ.ศ.2557

 

 

ทรงให้พระจูฬปันถกลูบผ้าขาว2


       ในสมัยพุทธกาล มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ มหาปันถก ต่อมาพระมหาปันถกได้นำเอาน้องชายชื่อ
จูฬปันถกมาบวชด้วย ครั้นบวชแล้ว พี่ชายก็มอบหมายหน้าที่ให้ท่องจำคาถาหรือคำฉันท์บทหนึ่งซึ่งมีความยาวเพียง 4 บาทเท่านั้น แต่พระจูฬปันถก ก็ท่องจำไม่ได้ แม้เวลาจะล่วงไปตั้ง 4 เดือนก็ตาม


          พระมหาปันถกผู้พี่เห็นว่าน้องชายจะไปไม่ไหวแน่ ก็เลยขับไล่ให้ลาสิกขาออกไปเป็นคฤหัสถ์เสียเลยแต่พระจูฬปันถกยังไม่อยากสึก แต่จำต้องไป เมื่อเดินไปพบพระศาสดาจึงเข้าไปเฝ้า พระพุทธองค์ทรงถามครั้นทราบเรื่องราวแล้ว จึงพาพระจูฬปันถกกลับเข้าไปในพระคันธกุฎี ทรงบอกให้พระจูฬปันถกนั่งลงประทานผ้าขาวให้ผืนหนึ่งแล้วทรงสั่งให้นั่งเอามือลูบผ้าขาวไปมา พร้อมกับท่องคำว่า รโชหรณํ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น

          เมื่อพระจูฬปันถกท่องไปลูบไป จิตก็เป็นสมาธิมีความ สว่างสะอาด สงบเป็นลักษณะ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ความรู้ระดับวิชชุญาณก็เกิดขึ้น พระจูฬปันถกผู้ปุถุชนก็กลับกลายเป็นพระอรหันต์ไป

          เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การบรรลุมรรคผลนั้นไม่เกี่ยวกับ สติปัญญา หรือความสามารถทั่วไปของจิตแต่อย่างใด คนมีสติปัญญาต่ำ อาจจะบรรลุได้เร็วก็ได้ เช่น ในกรณีของพระจูฬปันถกนี้ ความสามารถในการจดจำต่ำมาก แต่สามารถบรรลุธรรมได้เร็ว คนที่มีสติปัญญาสูงกลับบรรลุช้าเพราะมัวแต่คิดเหตุผลติดอยู่ในตาข่ายแห่งเหตุผล ตัวอย่างเช่น พระสารีบุตรเป็นต้น

 

 

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชา DF 101 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเบื้องต้น

กลุ่มวิชาการทำหน้าที่กัลยาณมิตร