เชิญพระเวสสันดรกลับพระนคร

วันที่ 28 มิย. พ.ศ.2549

 

.....ดูก่อนสุเมธดาบส จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้เต็ม หม้อน้ำที่ควํ่าแล้ว ย่อมคายน้ำออก ไม่เหลือ ไม่นำกลับเข้าไปอีกฉันใด แม้ท่านเมื่อไม่เหลียวแล ทรัพย์ ยศ บุตร ภรรยาหรืออวัยวะน้อยใหญ่ ให้สิ่งที่เขาต้องการ อยากได้ทั้งหมด แก่ผู้ขอที่มาถึง กระทำมิให้มีส่วนเหลืออยู่ จักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

.....เรามีเวลาสร้างบารมีอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด เดี๋ยวก็วันเดี๋ยวก็คืน กาลเวลาได้นำความแก่ ความเจ็บ และความตายมาสู่ตัวเราทุกขณะ ไม่เคยหยุดพักแม้แต่อนุวินาทีเดียว จึงไม่ควรที่จะประมาทในการดำเนินชีวิต บัณฑิตทั้งหลายจะรีบสั่งสมบุญ เพื่อเป็นเหตุให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เพราะเป็นของเฉพาะตน หากเราตั้งใจลงมือปฏิบัติในวันนี้ ย่อมจะได้ความสุขในปัจจุบัน หรือแม้วันนี้เรายังเข้าไม่ถึงธรรม ก็จะเป็นอุปนิสัยติดตัวเราไป ให้ได้เข้าถึงพระธรรมกายในวันข้างหน้า ดังนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นกรณียกิจสำหรับพวกเราทุกๆ คน

 

สุเมธดาบสโพธิสัตว์ได้อธิษฐานจิต เกี่ยวกับทานบารมีไว้ว่า

.....ดูก่อนสุเมธดาบส จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้เต็ม หม้อน้ำที่ควํ่าแล้ว ย่อมคายน้ำออกไม่เหลือ ไม่นำกลับเข้าไปอีกฉันใด แม้ท่านเมื่อไม่เหลียวแล ทรัพย์ ยศ บุตร ภรรยา หรืออวัยวะน้อยใหญ่ ให้สิ่งที่เขาต้องการอยากได้ทั้งหมด แก่ผู้ขอที่มาถึง กระทำมิให้มีส่วนเหลืออยู่ จักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

.....หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องพระเวสสันดรติดต่อกันมาหลายวัน เราคงจะได้ความรู้ และความเข้าใจถึงความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ของพระบรมโพธิสัตว์ของเราว่า ต้องสร้างบารมีอย่างยิ่งยวด เกี่ยวกับทานบารมีอย่างไรบ้าง ส่วนสิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทลงไปด้วยใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวนั้น จะส่งผลอันไพศาลต่อพระองค์ท่านเองอย่างไรบ้าง เราก็ได้มาถึงตอนอวสานของเรื่องพระเวสสันดร ซึ่งตอนที่แล้ว ถึงตอนที่พระชาลีราชกุมารได้อ้อนวอนให้พระเจ้าสัญชัย เสด็จไปอัญเชิญพระเวสสันดรให้กลับพระนครด้วยพระองค์เอง

 

.....*ด้วยความรักในพระโอรสและหลานทั้งสอง พระเจ้าสัญชัยบรมกษัตริย์ พร้อมด้วยข้าราชบริพาร จึงได้ยกกองทัพออกจากเมือง ให้พระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางเสด็จ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ว่า ในสมัยนั้น ในแคว้นกาลิงครัฐมีฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลแล้ว พวกพราหมณ์ทั้งแปด ต่างนำมงคลหัตถีกลับมาคืนพระเจ้ากรุงสัญชัย พญาช้างดีใจมากที่จะได้พบนาย จึงบันลือโกญจนาทเสียงดังสนั่น แม้เหล่าสกุณาก็เริงร่า ดอกไม้ก็แย้มบาน ดีใจว่า พระเวสสันดรจะได้เสด็จกลับเข้าเมืองเป็นจอมราชันย์เหมือนเดิม

 

.....ครั้นกองทัพเดินทางเข้าสู่ป่าใหญ่ พระชาลีราชกุมารให้ตั้งค่ายที่ริมฝั่งสระมุจลินท์ พระนางมัทรีทรงสังเกตเห็นว่า กองทัพเหล่านี้มาดี ไม่ใช่มาร้าย จึงกราบทูลพระสวามีว่า ขอพระองค์ทรงพิจารณาถึงพรที่ท้าวสักกเทวราชประทานเถิด เห็นทีความสวัสดีจะพึงมีแก่เราทั้งสองจากพลนิกายนี้อย่างแน่นอน

 

.....ขณะนั้น พระเจ้าสัญชัยได้ปรึกษากับพระนางผุสดีราชเทวีว่า ถ้าหากไปหาพระเวสสันดรที่อาศรมพร้อมกันทั้งหมด อาจเกิดความเศร้าโศกกันใหญ่ พระองค์จึงขอเสด็จเข้าไปก่อน ให้กัณหาชาลีราชนัดดาเสด็จตามเข้าไป จากนั้นได้เสด็จลงจากคอช้าง ตรงเข้าไปที่อาศรมของพระโอรสพร้อมด้วยเหล่าอำมาตย์ ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระเวสสันดร นั่งเข้าฌานอยู่ในบรรณศาลานั้น พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

 

.....พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพระราชบิดา เสด็จลุกขึ้นถวายบังคมแสดงการต้อนรับ พระเจ้าสัญชัย ทรงสงสารพระโอรส จนสุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ครั้นบรรเทาความโศกแล้วทรงแจ้งข่าวว่า หลานทั้งสอง คือ ชาลีและกัณหาได้รับการไถ่ถอนจนเป็นไทแล้ว พระโพธิสัตว์เจ้าได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงโล่งพระทัย ฝ่ายพระนางผุสดีเทวีดำริว่า บัดนี้กษัตริย์ทั้งสามคงจะหายโศกลงบ้างแล้ว จึงเสด็จตามเข้าไปที่อาศรม พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพระราชชนนีกำลังเสด็จมา ก็รีบเสด็จลุกขึ้นต้อนรับทันที

 

.....จากนั้น พระชาลีและพระกัณหาพากันเสด็จเข้ามา พระนางมัทรีประทับยืนทอดพระเนตรการมาของพระโอรส พระธิดาโดยความสวัสดี ไม่สามารถจะทรงพระวรกายอยู่ได้ ทรงครํ่าครวญร้องไห้ด้วยความรักพระโอรสพระธิดาอย่างสุดซึ้ง รีบเสด็จเข้าไปหาพระกุมารทั้งสอง พระนางมัทรีทรงกันแสงครํ่าครวญ ด้วยความอาลัยคิดถึง และสงสารพระโอรสพระธิดาทั้งสองยิ่งนัก พระวรกายสั่นถึงวิสัญญีภาพสลบล้มลง ฝ่าย พระชาลี และพระกัณหาเห็นดังนั้น ก็รีบเสด็จมาโดยเร็ว เมื่อเห็นอาการของพระชนนี ก็ถึงวิสัญญีภาพสลบล้มลงใกล้ๆ พระมารดานั้นเอง

 

.....ฝ่ายพระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นปิยบุตรและบุตรี ก็ไม่อาจทรงกลั้นโศกาอาดูรได้ ถึงกับสลบล้มลงในที่นั้นเช่นกัน แม้พระชนกและพระชนนีของพระเวสสันดร ต่างทรงสลบล้มลงตรงนั้นเช่นกัน เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติของพระโพธิสัตว์ ครั้นเห็นกิริยาของ ๖ กษัตริย์ ก็เป็นลมสลบล้มลงไปตามๆ กัน ด้วยความเศร้าโศก ที่คละเคล้าไปด้วยความปีติยินดีอย่างสุดซึ้ง น้ำตาแห่งความสุข ซึ่งเป็นผลแห่งการสร้างมหาทานบารมีอันยิ่งใหญ่ได้บังเกิดขึ้นแล้ว

 

.....เหล่าข้าราชบริพารที่เห็นเหตุการณ์นั้น แม้คนหนึ่งก็ไม่อาจ ดำรงอยู่ได้ พากันร้องไห้สลบกันไปหมด อาศรมบทได้เป็นเหมือน ป่ารังที่ลมยุคันธวาตพัดพาไป เหลือแต่ความว่างเปล่า ขณะนั้นภูผาทั้งหมดก็บันลือลั่น มหาปฐพีก็หวั่นไหว มหาสมุทรก็ปั่นป่วน เขาสิเนรุราชก็โอนเอนไปมา เทวโลกทั่วกามาวจรก็เกิดโกลาหล ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ พร้อมด้วยราชบริษัทถึงวิสัญญีภาพ ไม่มีใครแม้สักคนหนึ่งที่จะลุกขึ้นรดน้ำลงบนสรีระของใครได้ จึงบันดาลฝนโบกขรพรรษให้ตกลงที่ท่ามกลางสมาคม ที่ต้องการจะให้เปียกก็เปียก ผู้ที่ไม่ต้องการให้เปียก น้ำฝนแม้สักหยาดเดียวก็ไม่ถูกต้องสรีระร่างของชนเหล่านั้น

 

.....ครั้นบรมกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ฟื้นคืนสติขึ้นมา ทุกพระองค์ต่างสนทนากันด้วยความร่าเริงเบิกบาน คละเคล้าไปด้วย น้ำตาแห่งความรัก และความคิดถึงอย่างสุดซึ้ง ชาวแคว้นสีพีที่มาประชุมกันทั้งหมด ต่างประนมมืออัญเชิญพระเวสสันดรเสด็จกลับกรุงเชตุดร เมื่อพระเวสสันดรทรงปฏิเสธ ต่างพากันหมอบลงแทบพระบาทพลางวิงวอนว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงเป็นใหญ่ ทรงครองราชสมบัติปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ บำเพ็ญมหาทานตามพระราชประสงค์เถิดพระเจ้าข้า

 

.....เมื่อพระเวสสันดรมิอาจปฏิเสธพระประยูรญาติ รวมถึงชาวเมืองได้ วันรุ่งขึ้นจึงทรงเปลื้องเครื่องบริขารนักบวช ทำประทักษิณบรรณศาลา ๓ รอบ และเสด็จกลับพระนครพร้อมด้วยกองทัพอันเกรียงไกร กองทัพของพระเวสสันดรใช้เวลาเดินทางนานถึง ๒ เดือน จึงเสด็จถึงกรุงเชตุดร เมื่อเสด็จมาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างมโหฬาร มีมหาชนมายืนรอคอยต้อนรับพระองค์เต็มท้องถนน ได้มีการป่าวประกาศให้ปล่อยสรรพสัตว์ที่ผูกขังไว้ พระเวสสันดรทรงพระดำริว่า พรุ่งนี้ พวกยาจกรู้ว่าเรากลับมาแล้ว จักพากันมาขออีก เราจักให้อะไรแก่ยาจก เหล่านั้นดีหนอ

 

.....ขณะเดียวกันนั้นเอง พิภพของท้าวสักกเทวราชได้แสดงอาการเร่าร้อน พระองค์ทรงตรวจดู ก็รู้ถึงเดชานุภาพแห่งมหาทาน ของพระเวสสันดร จึงเนรมิตทำพื้นที่ทั้งด้านหน้าและด้าน

 

.....หลังของพระราชนิเวศน์ ให้เต็มด้วยรัตนะสูงประมาณเอว ให้ฝนรัตนะตกเป็นเหมือนฝนลูกเห็บ ให้ตกลงมาทั่วเมืองสูงประมาณเข่า พระเวสสันดรโปรดให้พระราชทานทรัพย์แก่ชนทุกชั้น ทรัพย์ที่เหลือก็ให้ขนเข้าท้องพระคลัง ให้เริ่มตั้งทานมุข พระองค์ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงบำเพ็ญทานบารมีจนตลอดพระชนม์ชีพ จากนั้นได้ไปบังเกิดเป็นท้าวสันดุสิตเทวราชเป็นจอมเทพในสวรรค์ชั้นดุสิต

 

.....เราจะเห็นว่า ผลแห่งการทำทานอย่างทุ่มเท สุดฤทธิ์ สุดเดชของพระโพธิ์สัตว์ ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันนั้น เมื่อถึงคราวบุญส่งผล นอกจากจะส่งผลดีเฉพาะพระองค์ท่านแล้ว ยังส่งผลถึงเหล่าประชาราษฎร์ และสรรพสัตว์อีกมากมายนับไม่ถ้วน เพราะพระองค์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทุกอย่างที่พระองค์ดำริ ทุกสิ่งที่พระองค์ทำ ทุกถ้อยคำที่พระองค์ตรัส ต่างเป็นไปเพื่อสันติสุขของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง สมควรที่พวกเราจะยึดพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมี ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

 

(*มก. เวสสันดรชาดก เล่ม ๖๔ หน้า ๗๙๐)