เศรษฐียอดกัลยาณมิตร

วันที่ 25 สค. พ.ศ.2557

เศรษฐียอดกัลยาณมิตร



      ในอดีตกาลมีพระอริยสาวกมากมาย ที่ท่านเข้าถึงพระรัตนตรัย แล้วต้องการที่จะให้เพื่อนร่วมโลกได้เข้าถึงจุดแห่งบรมสุขที่ท่านเข้าถึง จะขอกล่าวถึงบุคคลสำคัญของโลกที่มีหัวใจยอดกัลยาณมิตรคือ นอกจากจะสร้างบุญด้วยตัวเองแล้ว ก็ยังชักชวนให้เพื่อนพ้องได้มาสู่เส้นทางธรรมที่ถูกต้อง


      บุคคลท่านนี้ท่านเป็นมหาเศรษฐีเป็นผู้ที่ประชาชน พ่อค้าคหบดี ต่างก็รู้ว่า ท่านมีศรัทธาอย่างแรงกล้าได้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะอันสูงสุด แม้ว่าจะเข้าสังคมกับบุคคลที่นับถือต่างศาสนามีความเชื่อที่แตกต่างกันท่านก็องอาจ ไม่ปิดบังคุณของพระรัตนตรัยแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันตัวท่านก็พยายามทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตร ชักชวนเพื่อนให้มาสู่เส้นทางธรรม เพื่อจะได้ฟังธรรมและประพฤติธรรมมีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านเศรษฐีได้ชวนเพื่อนที่มีความเลื่อมใสต่อนักบวชนอกศาสนา ได้เข้าไปเป็นพวกสาวกของอัญญเดียรถีย์กลุ่มใหญ่ถึง 500 คน ท่านเศรษฐีดำริว่า วันนี้อยากจะชวนเพื่อนไปทำบุญฟังธรรมที่พระวิหารเชตวัน พอเกิดความคิดอย่างนี้ ท่านเศรษฐีก็ได้ชักชวนเพื่อนผู้เป็นสหายของท่านทั้ง 500 คน ให้ถือระเบียบ ดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้เป็นอันมาก น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และผ้าเครื่องปกปิด ไปยังพระเชตวัน ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น และได้ถวายทาน ด้วยเภสัชและผ้าแด่ภิกษุสงฆ์ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนสุดข้างหนึ่ง เพื่อนๆ ที่เป็นสาวกของอัญญเดียรถีย์ด้วยความที่เกรงใจท่านเศรษฐีก็พากันถวายบังคมพระศาสดา เศรษฐีทำอย่างไรตนเองก็ได้ทำอย่างนั้น แล้วก็นั่งดูพระพักตร์ของพระศาสดา


     แลเห็นพระพักตร์อันงามสง่าดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ เห็นพระวรกายอันประดับด้วยพระลักษณะมหาบุรุษถึงพร้อมด้วยอนุพยัญชนะ มีพระรัศมีรุ่งเรืองแผ่ออกจากพระวรกายด้านละวาพระพุทธรังสีนั้นหนาแน่นเปล่งออกเป็นวงๆ ดุจพวงอุบะเป็นคู่ๆ จึงพากันคิดอยู่ในใจว่า พระมหาสมณโคดมนี้ช่างงดงามเหลือเกิน ไม่น่าแปลกเลยว่า ทำไมสาวกทั้งหลายจึงพากันเลื่อมใสในองค์พระโคดมเหลือเกินบัดนี้พวกเราได้พากันนั่งลงฟังธรรมของสมณะนั้นด้วยความคิดว่า พระองค์จะแสดงธรรมได้สมกับที่เขาร่าลือกันแค่ไหน จึงพากันนั่งใกล้ๆ ท่าน


     ลำดับนั้น พระศาสดาก็ได้ตรัสธรรมิกถาอันไพเราะวิจิตรด้วยนัยต่างๆ ด้วยพระสุรเสียงประดุจท้าวมหาพรหม ทั้งน่าฟังมีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย เหล่าสาวกของอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ต่างก็มีจิตเลื่อมใสได้ลุกขึ้นถวายบังคมพระทศพล และได้ประกาศเลิกนับถืออัญญเดียรถีย์ ได้ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ตั้งแต่นั้นมา สหายของท่านเศรษฐีทั้ง 500 ก็ได้พากันไปสร้างบุญที่พระวิหารพร้อมกับท่านเศรษฐีเป็นประจำ ทำความปีติให้บังเกิดแก่ท่านเศรษฐีมากที่สามารถทำให้เพื่อนของตนกลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิได้


      ต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จออกจากกรุงสาวัตถีกลับไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อเปลี่ยนสถานที่หลีกเร้น ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จไป อดีตสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นต่างก็พากัน เปลี่ยนใจได้ทำลายสรณะนั้นเสีย กลับไปนับถือพวกอัญญเดียรถีย์อีก ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นความเชื่อเดิมของตนนั่นเอง เมื่อ 7-8 เดือนผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้เสด็จกลับไปยังพระเชตวันเหมือนเดิมอีก ท่านเศรษฐีก็พาสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไปเฝ้าพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง ได้บูชาพระศาสดาด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้นถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกสาวกอัญญเดียรถีย์ เหล่านั้นก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า


     ท่านเศรษฐีได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเรื่องที่เพื่อนๆ ของท่านได้แปรเปลี่ยนไปในขณะที่พระองค์ไม่อยู่ คือได้กลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ ได้ดำรงตนอยู่ในฐานะเดิมอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเผยมณฑลพระโอษฐ์ประดุจเปิดผอบแก้วอันเต็มด้วยของหอมต่างๆ อันมีกลิ่นหอมด้วยของหอมอัน เป็นทิพย์ เพราะอานุภาพของวจีสุจริตที่ทรงบำเพ็ญมิได้ขาดสายตลอดโกฏิกัปนับไม่ถ้วน เมื่อจะทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ ก็ตรัสถามว่า ได้ยินว่า พวกท่านผู้เป็นอุบาสก ทำลายสรณะ 3 เสียแล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ จริงหรือ


     พวกสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้ พากันกราบทูลว่า "จริง พระเจ้าข้า" พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในโลกธาตุ เบื้องล่างจรดอเวจีมหานรก เบื้องบนจรดภวัคคพรหม และไปตามขวางหาประมาณมิได้ ไม่มีใครที่ประเสริฐกว่าพระตถาคต บุคคลจะเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตามผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้ ชื่อว่า จะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้น ย่อมไม่มีอนึ่งผู้พ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ แล้วเพราะเหตุไรพวกท่านจึงพากันทำลายสรณะเห็นปานนี้ แล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ กระทำกรรมอันไม่สมควรเลย


     แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ได้ถึงพระธรรมเป็นสรณะถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ชนเหล่านั้น จักไม่เข้าถึงอบายภูมิ ละร่างกายของมนุษย์นี้ไปแล้ว จักยังกายเทพให้บริบูรณ์ มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากถูกภัยคุกคาม ย่อมถึงภูเขาบ้าง ป่าบ้าง อารามและต้นไม้ที่เป็นเจดีย์บ้างว่าเป็นสรณะ นั่นแลมิใช่สรณะอันเกษม นั่นมิใช่สรณะอันอุดม เขาอาศัยสิ่งนั้นเป็นสรณะแล้วย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจ 4 ด้วยปัญญาอันชอบนี้แลเป็นสรณะอันเกษม นี้เป็นสรณะอันอุดม เขาอาศัยสิ่งนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้


    จากนั้นพระบรมศาสดาทรงตักเตือนว่า "ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ชื่อว่าพุทธานุสติกัมมัฏฐานธัมมานุสติกัมมัฏฐาน สังฆานุสติกัมมัฏฐาน ย่อมให้โสดาปัตติมรรค ย่อมให้โสดาปัตติผล ย่อมให้สกทาคามิมรรคสกทาคามิผล ย่อมให้อนาคามิมรรค อนาคามิผล ย่อมให้อรหัตมรรค อรหัตผล พวกท่านได้ทำลายสรณะเห็นปานนี้ กระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว"


    พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงให้โอวาทอุบาสกทั้งหลายแล้ว ท่านเศรษฐีก็ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวชมเชย แล้วประคองอัญชลีเหนือเศียรเกล้า กราบทูลว่า "บัดนี้ การที่พวกอุบาสกเหล่านี้ทำลายสรณะอันสูงสุดแล้ว ถือสรณะที่ผิดยึดถือเอาด้วยการคาดคะเน ยึดถือเอาอย่างผิดๆแล้วเกิดความเสื่อมเสียขึ้นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดแสดงธรรมให้กระจ่างชัด ทำลายความเห็นผิดของผองเพื่อนของข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าข้า"


   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "พวกท่านจงเงี่ยโสตฟังโดยเคารพ" แล้วพระองค์ทรงแสดงธรรมประกาศอริยสัจ ในเวลาจบอริยสัจสี่  อุบาสกทั้ง 500 คนทั้งหมดนั้น ก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นผู้มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยไม่คลอนแคลน


   เราจะเห็นว่า ศรัทธาของคนเรานั้น ต้องอาศัยกัลยาณมิตรคอยประคับประคอง จะได้ไปถึงฝังแห่งอริยมรรค หากว่าได้กัลยาณมิตรผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ ไม่ย่อท้ออย่างเช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้มีหัวใจยอดกัลยาณมิตรที่อุตส่าห์ชักชวนเพื่อนๆ ให้เข้ามาสู่เส้นทางธรรม ทำให้ได้พบกับสันติสุขที่แท้จริง พบกับพระรัตนตรัยภายใน เมื่อท่านรู้เส้นทางที่ถูกต้องแล้วก็ไม่ทอดทิ้งการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมโลกทั้งทำความดีด้วยตนเอง และชักชวนคนอื่นทำด้วย ถ้าเราทำอย่างนี้สิ่งที่เราจะได้ก็คือ บุญกุศลและมหาปีติที่ได้ทำหน้าที่ให้แสงสว่างแก่โลก เราจะเกิดความภาคภูมิใจไปจนตราบชีวิตจะหาไม่