ประโยขน์ของกัลยาณมิตรต่อโลกในพระไตรปิฏก

วันที่ 25 สค. พ.ศ.2557

ประโยขน์ของกัลยาณมิตรต่อโลกในพระไตรปิฏก

ประโยขน์ของกัลยาณมิตรต่อโลกในพระไตรปิฏก

       การรู้จักคบคนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะเมื่อเราคบกับใคร เหมือนกับเราได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกันและกัน ชีวิตดำเนินได้ถูกต้องหรือผิดพลาดจะมีผลต่อทั้งสองฝ่าย ใครก็ตามที่ได้คบหากับบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร ชีวิตเหมือนมีโชคอย่างมหาศาล เพราะโดยธรรมชาติของบัณฑิต จะเป็นผู้คิด พูด และจะทำแต่กรรมดีๆ เป็นบุญกุศล เมื่อเรามีโอกาสได้คบคนอย่างนี้แล้ว จะทำให้เราได้โอกาสสั่งสมบุญบารมีเพิ่มพูนตามไปด้วย เท่ากับว่าได้แก้วสารพัดนึกที่ทรงคุณค่าสูงสุดของชีวิต ดังพระบาลีว่า

       "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรดี ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

     "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้นหรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่่อมไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรดีกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป"

 

ในมหานารทกัสสปชาดก กล่าวว่า

     ในสมัยหนึ่ง มีพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า อังคติ ทรงเสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลามหานครณ วิเทหรัฐ ทรงเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการรบมาก เมื่อกรีฑาทัพไปโจมตีข้าศึกหรือแสวงหาเมืองขึ้น ก็ทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง ในคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง พระเจ้าอังคติราช ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ แจ่มกระจ่างส่อง ว่างกลางรัตติกาล เห็นแล้วทรงมีความสบายพระทัย จึงปรึกษากับอำมาตย์ที่ปรึกษา ทั้ง 3 ท่านว่า คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง เราควรจะเสด็จไปที่ไหนดี

       อลาตมหาอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นกราบทูลว่า "ขอให้พระองค์จัดกองทัพ ไปรบกับข้าศึกตามหัวเมืองต่างๆ ที่ยังไม่ได้ขึ้นตรงต่อเมืองของเรา" ต่อจากนั้นสุนามอำมาตย์ทูลขึ้นว่า ในเมื่อพระองค์มีทรัพย์สมบัติมากมายแล้ว ควรแสวงหาความสุขจากสมบัติเหล่านั้นให้เต็มที่ สมกับความเหนื่อยยาก ที่ได้ออกไปรบทัพจับศึกและได้ชัยชนะกลับมา เมื่อพระราชา ดับถ้อยคำของอำมาตย์ทั้งสองท่านแล้ว ทรงนิ่ง ยังไม่ตัดสินพระทัยอะไรส่วนอำมาตย์อีกท่านหนึ่งชื่อวิชัยได้กราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น เราควรเข้าไปหานักปราชญ์ผู้ทรงความรู้สนทนาธรรมกับท่านเพื่อประดับสติปัญญาเถอะพระเจ้าข้า

       เมื่อพระเจ้าอังคติราชสดับเช่นนั้นทรงเห็นดีด้วย อลาตมหาอำมาตย์จึงแนะว่ามีนักปราชญ์ท่านหนึ่งซึ่งเขาลือกันว่าเป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าคณะ พวกเราน่าจะไปกราบท่าน เมื่อสดับดังนั้นพระราชาทรงเห็นชอบ จึงรับสั่งให้จัดขบวนทัพเข้าไปหาอเจลกะ พอเสด็จไปถึงก็ได้สนทนากันถึงเรื่องของการทำบุญให้ทาน ว่ามีผลเป็นอย่างไร บุญบาปมีจริงไหม อเจลกะบอกว่า การทำความดีมันไม่ดีหรอก คนเราเมื่อทำความชั่วหรือทำความดี พอทำไปถึงระยะหนึ่งแล้วประมาณ 84 กัป ทุกคนก็จะบริสุทธิ์หมด เพราะฉะนั้นผลของการทำความชั่วความดีไม่มี

        พระราชาทรงสดับเช่นนั้นก็หลงเชื่อ เพราะทรงเข้าพระทัยว่า บุคคลผู้ไม่มียางอาย มีหนวดเครายาว ไม่ได้นุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์อะไรเลย คงจะเป็นผู้หมดกิเลสแล้ว จึงดำริว่า จริงสินะ สมัยก่อนเราเคยคิดว่า บุญบาปมีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง เราคิดผิดไปแล้ว เราจะต้องเลิกทำความดีทุกอย่าง เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งหมด จัดงานรื่นเริงภายในพระราชวัง หลังจากนั้นพระราชาก็ไม่ออกว่าราชการอีกเลย ทรงประพฤติผิดศีลธรรมอยู่เป็นนิตย์

       จนกระทั่งถึงวันพระขึ้น 15 ค่ำ  พระราชธิดาพระนามว่า รุจาราชธิดา ซึ่งเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในธรรมเข้ามากราบทูลพระราชาให้ทำทานแก่พวกยาจก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่า ลูกเอ๋ยสมัยก่อนพ่อให้ทรัพย์ลูกครั้งละ 1 พันกหาปณะ ให้เจ้าไปทำบุญน่ะ พ่อว่า พ่อคิดผิดแล้ว เพราะพ่อไปถามพระอรหันต์มาแล้วท่านบอกว่าการทำความดีไม่มีผลหรอก ทำความชั่วมันก็ไม่มีผล เมื่อไปถึงระยะหนึ่งแล้วจะบริสุทธิ์เอง

       แล้วพระองค์ยกตัวอย่างของขอทานคนหนึ่ง ที่ได้ยืนยันถึงถ้อยคำของอเจลกะ ในครั้งที่ได้เข้าไปสนทนาถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษในครั้งนั้น ซึ่งขอทานนั้นได้กล่าวว่า ข้าพระองค์ขอยืนยันว่าบาปบุญคุณโทษไม่มีเพราะข้าพระองค์สามารถจะระลึกชาติได้ 1 ชาติ

     สมัยก่อนข้าพระองค์เป็นเศรษฐีในเมืองแห่งหนึ่ง ตั้งใจหมั่นทำบุญทำทานมิเคยขาด แล้วทำไมชาตินี้ข้าพระองค์ถึงกลายเป็นคนขอทาน ทำไมความดีที่ทำเอาไว้ถึงไม่ส่งผล ต่อจากนั้นพระองค์ตรัสถึงถ้อยคำของอลาตมหาอำมาตย์ที่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตของตนให้พระองค์ในครั้งที่เข้าไป สนทนากับอเจลกะเช่นกันว่าพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ระลึกชาติได้ 1 ชาติ ขอยืนยันว่า ในชาติที่แล้ว ข้าพระองค์เป็นนายพรานฆ่าโคเอาเนื้อมาขายในตลาด ทำกรรมอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต แต่ทำไมผลกรรมที่ข้าพระองค์ทำนั้น ไม่เห็นตามส่งผลเลย ชาตินี้ข้าพระองค์กลับได้เป็นอำมาตย์ เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ แสดงว่าผลของการทำความชั่วไม่มี

       ฝ่ายพระราชธิดาเองก็สามารถระลึกชาติในอดีตได้ถึง 7 ชาติ แล้วยังระลึกชาติในอนาคตได้อีกถึง 7 ชาติ ได้กราบทูลพระราชาว่า สองคนนั้นระลึกชาติได้เพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น ความเห็นยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เพราะว่าการที่ขอทานเขาระลึกชาติได้ว่า สมัยหนึ่งเป็นเศรษฐี และอดีตชาติของเศรษฐีคนนี้ครั้งหนึ่งเคยทำวิบากกรรมขัดลาภของพระอรหันต์รูปหนึ่ง ผลกรรมนั้น จึงส่งผลให้กลายเป็นขอทานส่วนท่านอำมาตย์ที่เคยเป็นคนฆ่าโค เพราะว่าในภพชาติก่อนหน้านั้นได้เอาดอกอังกาบไปบูชาที่พระเจดียผลบุญนั้นจึงส่งผลให้เป็นมหาอำมาตย์

       พระราชาแม้ได้สดับเช่นนั้นก็ไม่ทรงเชื่อพระธิดา เพราะถือว่าคำพูดของอเจลกะที่ตัวเองนับถือนั้นเป็นจริงกว่า ฝ่ายราชธิดารู้ว่าพระบิดาทรงคบคนพาล ทำให้กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงอธิษฐานจิตว่า ถ้าหากว่าผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมีอยู่จริง ก็ขอให้มาช่วยแก้ทิฏฐิของพระบิดาด้วยเถอะ

       ในขณะนั้นพระพรหมชื่อนารทะ ได้ทราบด้วยญาณของท่าน ด้วยหัวใจของความเป็นยอดกัลยาณมิตรจึงอันตรธานจากพรหมโลกมาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระราชา พระราชาเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นก็ตกพระทัย ไม่สามารถจะดำรงอยู่บนราชอาสน์ของพระองค์ได้ จึงเสด็จลงจากราชอาสน์ประทับยืนอยู่ที่พื้นตรัสถามพรหมนารทะว่า "ท่านเป็นใคร มาจากไหน"

        นารทพรหมจึงบอกว่า ท่านเป็นพรหมที่มาคราวนี้ก็จะมาเตือนพระราชาว่า เรื่องการทำความดีความชั่วนั้นมีจริง พระราชาตรัสว่า ถ้ามีจริงอย่างนั้นข้าพเจ้าขอยืมทรัพย์ 500 กหาปณะกับท่าน แล้วจะใช้คืนให้ท่าน 1,000 กหาปณะในชาติหน้าก็แล้วกัน พระพรหมบอกว่า หากท่านยืมไปแล้ว คงไม่มีโอกาสคืนให้ข้าพเจ้าได้หรอก เพราะว่าท่านมัวประพฤติผิดศีลผิดธรรมอยู่อย่างนี้ เมื่อตกนรกแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้คืนข้าพเจ้า จากนั้นพระพรหมก็ได้พรรณนาถึงความทุกข์ทรมานในนรกให้พระราชาได้สดับ

  พระราชาสดับแล้วสลดพระทัยเกิดความเกรงกลัวจึงขอร้องให้นารทพรหมบอกหนทางไปสวรรค์ให้แก่พระองค์ พระพรหมจึงแสดงหนทางไปสวรรค์ว่า ถ้าจะพ้นจากนรกได้ต้องทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา มีเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทำได้อย่างนี้ จึงจะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป อาศัยมหากรุณาของพระพรหมมาช่วยเป็นกัลยาณมิตรให้ในครั้งนั้น ทำให้พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพารต่างหันกลับมาปกครองประเทศชาติโดยธรรม และหมั่นสั่งสมบุญตามที่ได้รับคำแนะนำ เมื่อละโลกแล้วก็ได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์

      เราจะเห็นว่า การคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเรา ผู้คนในโลกนี้มีมากมายมีทั้งคนพาลและบัณฑิต มีทั้งมิตรแท้และมิตรเทียม ถ้าเราคบกับใครแล้ว คนๆ นั้นก็มีส่วนในการตัดสินใจให้ตัวเรา หรือบางครั้งอาจมีอิทธิพลต่อเราเป็นอย่างมากก็ได้ ถ้าปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิต ก็ต้องรู้จักเลือกคบหาสมาคมกับนักปราชญ์บัณฑิต ต้องใช้สติปัญญาเลือกคบแต่คนดี จากนั้นก็ทำตนเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนอื่น เป็นแสงสว่างให้กับชาวโลก โลกนี้จะได้สว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรมตลอดไป แม้พระอรหันตเถระชื่ออุบาลี ยังได้กล่าวสอนภิกษุผู้บวชใหม่ว่า

      "ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา พึงคบหากัลยาณมิตรผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ไม่เกียจคร้าน ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธายังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา พึงเป็นผู้ฉลาดอยู่ในสงฆ์ ศึกษาวินัยด้วยอำนาจการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษาพึงเป็นผู้ฉลาดในสิ่งควรและไม่ควร ไม่ควรถูกตัณหาครอบงำ"

  การที่บุคคลจะพบกับความก้าวหน้าในชีวิต จำเป็นจะต้องคบหากัลยาณมิตร และหากเมื่อพบผู้เป็นกัลยาณมิตรอย่างนี้ จึงควรที่จะเข้าหา ทำความสนิทสนมคุ้นเคยไว้ เพราะตัวเราเองจะได้มีกัลยาณมิตรคอยชี้แนะประคับประคองให้อยู่บนเส้นทางของความดีได้


สรุป
       นักปราชญ์บัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร นอกจากจะเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองได้แล้ว ยังเป็นที่พึ่งให้กับ ผู้อื่นได้อีก เมื่อเกิดมาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่พ้นจากเมฆหมอกที่มาบดบัง จะย่างก้าวไปแห่งหนตำบลใดก็ตาม ย่อมเป็นที่ปรารถนาของมหาชน การเกิดมาในโลกนี้ ชีวิตของทุกๆคนล้วนต้องพบเจอกับปัญหาทั้งนั้น ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่า ตนเองเกิดมาทำไม มีหน้าที่อย่างไร ก็ยังต้องอาศัยกัลยาณมิตรผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือประคับประคองชีวิตเรา ให้เดินทางไปถึงฝังแห่งความสำเร็จ