130 ปี พระมงคลเทพมุนี

วันที่ 09 ตค. พ.ศ.2557

 

130  ปี  พระมงคลเทพมุนี

 

          ในประวัติศาสตร์โลกยุคปัจจุบัน  ไม่มีบุคคลใดและการค้นพบใดๆ  จะยิ่งใหญ่และสำคัญไปกว่าการบังเกิดขึ้นของพระมงคลเทพมุนี  (สด  จนฺทสโร)  ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย  อันเป็นวิชชาความรู้สูงสุดดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาซึ่งเลือนหายไปให้หวนกลับคืนมาใหม่  เป็นที่พึ่งที่แท้จริงของมนุษยชาติ

 

          พระมงคลเทพมุนี  หรือหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญเกิดที่จังหวัด  สุพรรณบุรี  เมื่อวันที่  10  ตุลาคม  พ.ศ. 2427  ในสมัยรัชกาลที่  5  ออกบวชเมื่ออายุได้  22  ปี  ในเดือน  กรกฎาคม  พ.ศ.  2449  ณ  วัดสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี  บวชอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา  ตั้งใจเจริญสมาธิภาวนา  ควบคู่กับการศึกษาทางบริยัติ  เชี่ยวชาญภาษาบาลี  สามารถแปลคัมภีร์มหาสติปัฎฐานได้

 

          ท่านทุ่มเทเจริญสมาธิภาวนาอย่างจริงจังไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว  กระทั่งกลางพรรษาที่  12  ตรงกับวันเพ็ญขึ้น  15  ค่ำ  เดือน  10  ท่านได้บรรลุธรรม  ภายในอุโบสถวัดโบสถ์บน  บางคูเวียง  นนทบุรี 

 

          ท่านภาวนาว่า “สัมมาอะระหัง”  กระทั่งเห็นดวงใสสว่างอยู่ตรงศูนย์กลางกาย  ในตอนเย็น  เมื่อนั่งสมาธิต่อท่านปักใจมั่นลงไปว่า  หากไม่บรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักไม่ลุกจากที่  น้อมใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงสว่าง

 

          “มัชฌิมา  ปฎิปทา” เสียงดังกังวานขึ้นกลางดวงสว่างนั้น พร้อมกับดวงสว่างเล็ก ๆ ผุดขึ้นกลางดวงใสเดิม  ท่านจึง “ตามเห็น” กลางดวงนั้นเข้าไปเรื่อยๆ  ด้วยใจหยุดนิ่ง  เห็นกายในกายเข้าไปตามมลำดับในที่สุดก็เข้าถึงพระธรรมกายหรือกายตรัสรู้ธรรมที่มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปแก้วใสมีชีวิต  เกตุดอกบัวตูมนั่งสมาธิอยู่ตรงศูนย์กลางกาย

 

          ต่อมาท่านได้เทศน์สรุปสอนว่า “ หยุดเป็นตัวสำเร็จ” คือ  ความเห็น จำ คิด รู้  ต้องรวมหยุดนิ่งอยู่เป็นหนึ่งเดียว “เอ กัคคตา” อยู่ตรงศูนย์กลางกาย  จึงจะสามารถเห็นธรรมะภายในได้  เห็นพระธรรมกายหรือกายตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่แล้วในตัวเองมนุษย์ทุกคน

 

         วิชชาธรรมกาย  หมายถึงวิชชาความรู้แจ้งเห็นแจ้ง  คือเห็นด้วยธรรมจักษุ  รู้ได้ญาณทัสสนะของกายธรรม  รู้เห็นจนสิ้นลังเลสงสัย

 

          หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญท่านอาศัยพระธรรมกาย  กายตรัสธรรมรู้ภายในตัวนี้แหละค้นคว้าวิชชาความรู้ภายในที่ลุ่มลึกเข้าไปตามลำดับ  วิชชาความรู้ที่สามารถกำจัดทุกข์  กำจัดกิเลสได้เป็นชั้นๆ  เข้าถึงบรมสุข  คือพระนิพพาน  เมื่อท่านรู้เห็นแล้วก็นำมาเทศน์สั่งสอนมหาชนชาวโลกโดยไม่ปิดบังอำพราง  บอกให้พวกเรารู้ว่า

          ศูนย์กลางกาย  ฐานที่  7  กลางท้องซึ่งอยู่เหนือสะดือขึ้นมา  2  นิ้ว  เป็นที่ทรงพลังที่สุดของมนุษยชาติ  เป็นแหล่งแห่งบุญ  แหล่งแห่งความรู้อันบริสุทธิ์  เป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพาน

 

         ในกายของมนุษย์  มีกายซ้อนกายเข้าไปตามลำดับ  คือกายมนุษย์ละเอียด  กายทิพย์  กายรูปพรหม  กายอรูปพรหม  และกายธรรม  เข้าถึงได้เมื่อใจหยุดนิ่งเป็นสมาธิอยู่ตรงศูนย์กลางกาย  เห็นทางสายกลางภายใน  “มัชฌิมา  ปฎิปทา”  ทางดำเนินจิตสู่อริยมรรค  ต้นนทางที่เห็นเป็นดวงใสสว่างดวงแรก  ท่านเรียกว่า  ดวงปฐมมรรค  หากใครใจหยุดนิ่งกระทั่งเห็นดวงสว่างนี้และสามารถรักษาไว้ได้ตลอดชีวิตละโลกแล้วไปสู่สวรรค  ปิดประตูอบายภูมิได้แน่นอน  เพราะคนที่ใจใสเห็นดวงสว่างภายในได้  ย่อมเกิดหิริโอตตัปปะ  ความละลายเกรงกลัวบาปเกิดขึ้นในใจ  ใครเห็นไม่เห็นก็ไม่กล้าทำความชั่วอีกต่อไป  ย่อมรักษาศีล  5  ได้เป็นปกติเป็นมนุสสเทโว  มนุษย์ที่มีคุณธรรมในจิตใจเหมือนเทวดา

 

          วิชชาความรู้เหล่านี้  เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดที่ทำให้เป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า  ขอเพียงเรานั่งลงหลับตาทำสมาธิ  วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย  จุดที่กิเลสมารครอบงำไม่ได้

 

          วันที่  10  ตุลาคม  ของทุกปี  ควรเป็นวันที่ชาวโลกหันมานั่งสมาธิ  มุ่งสู่สันติสุขภายในโดยไม่เลือกเชื้อชาติผิวพันธ์  สำหรับชาวพุทธควรเป็นวันที่เรามานั่งสมาธิร่วมกัน  กลั่นใจให้ใสบริสุทธิ์นึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระเทพมงคลเทพมุนี  หากไม่มีท่านเราคงไม่รู้ว่า  ศูนย์กลางกายอยู่ที่ไหน  สำคัญที่สุดกับชีวิตของเราอย่างไร

 

         ชีวิตคงหลงทางมาร  เกิดมาสูญเปล่า  ตายฟรี  แทนที่จะได้สั่งสมเสบียงบุญติดตัว  กลับต้องแบกบาปติดตัวในตกอบาย

 

         แต่เพราะมหากรุณา  ของพระมงคลเทพมุนี  ท่านเทศน์สั่งสอนให้เรานั้นรู้จนสิ้นสัยว่า  นรก  สวรรค์  นิพพาน  นั้นมีจริง  กายตรัสรู้ธรรมกายในตัวมนุษย์ทุกคนนั้นมีจริง  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์  ก็ทรงอาศัยกายธรรมนี้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อพระองค์ทรงสั่งสมบุญบารมีเต็มเปี่ยมทั้ง  30  ทัศ  โลกนี้จึงจรัสแสงแห่งธรรมสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งเหมือนย้อนยุคพุทธกาล

 

 

 บทสารคดี  รัตนวนาลี

09/10/57